ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
(พ.ศ. ๒๕๔๓)
เรื่อง      กำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและ
  ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ
_____________________

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไข   เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      ให้สถานที่ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจใดๆ ดังต่อไปนี้ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ
(๑)   สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และให้รวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการประกอบกิจการต่างๆ ซึ่งอยู่ในความควบคุม ดูแล หรืออาศัยสิทธิของเจ้าของหรือ ผู้ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย
(๒)  สถานีบริการที่บรรจุก๊าซให้แก่ยานพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำตามกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว
(๓)   สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
(๔)   ที่พักอาศัยในเชิงพาณิชย์ประเภทหอพัก อาคารชุดหรือเกสเฮ้าส์ (Guesthouse) ที่ให้ผู้อื่นเช่า
(๕)   สถานที่ที่ได้จัดให้มีการเล่นบิลเลียด สนุกเกอร์ ซึ่งเก็บค่าบริการจากผู้เล่น
(๖)   โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

ข้อ ๒     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

 ชวน  หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

_____________________
* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ง ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๓

 

 


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
เรื่อง    กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ในสถานประกอบการ
 


            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไข  เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ในประกาศนี้
“สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจใดๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่องกำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ “พนักงาน”หมายความว่าบุคคลซึ่งได้ทำงานในสถานประกอบการไม่ว่าจะในลักษณะประจำหรือชั่วคราวทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานด้วย
ข้อ ๒     ให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑)  ควบคุมสอดส่องและดูแลไม่ให้พนักงานของสถานประกอบการหรือบุคคลภายนอกกระทำการมั่วสุมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในหรือบริเวณสถานประกอบการ
(๒)  พิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่ไม่มีพฤติกรรมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด  เข้าเป็นพนักงาน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้เสพยาเสพติดซึ่งได้รับการบำบัดการติดยาเสพติด และฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ติดยาเสพติดให้กลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว และจัดอบรมพนักงานของตนให้มีความเข้าใจในการป้องกันการใช้ยาเสพติดอย่างสม่ำเสมอ
(๓)        จัดทำบันทึกประวัติของพนักงานไว้ประจำสถานประกอบการ โดยบันทึกประวัตินี้อย่างน้อย ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและนามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ และภูมิลำเนาของพนักงาน
(๔)        ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในการแจ้งเมื่อพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือให้ข้อมูล ข่าวสาร หรือพฤติการณ์ต่างๆ ของบุคคลซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยหรือควรเชื่อได้ว่าจะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการของตน และอำนวยความสะดวกในการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ข้อ ๓     ให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการจัดให้มีป้ายหรือประกาศเตือนเกี่ยวกับพิษภัย
หรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดตามวรรคสองและวรรคสาม

ป้ายหรือประกาศตามวรรคหนึ่งจะต้องมีความชัดเจน เห็นได้ง่าย และมีข้อความเป็นภาษาไทยเตือนเกี่ยวกับพิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ประกอบกับข้อความที่แสดงว่าสถานประกอบการ  ที่ติดป้ายหรือประกาศนั้นอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ข้อความตามวรรคสองจะมีภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยก็ได้ แต่ข้อความภาษาอื่นนั้นต้องมีความหมายตรงกับข้อความภาษาไทยและมีขนาดไม่ใหญ่กว่าข้อความภาษาไทย
ลักษณะ ขนาดและรายละเอียดของข้อความให้เป็นไปตามที่กำหนดในท้ายประกาศนี้
ข้อ ๔     ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ตรวจพบว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการมิได้ปฏิบัติตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓ ให้เจ้าพนักงานนั้นรายงานเลขาธิการเพื่อมีหนังสือตักเตือนให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการปฏิบัติตาม และหากภายหลังมีการตรวจพบว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้นยังมิได้ปฏิบัติตาม จึงให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้
ข้อ ๕     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (*)

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

 

 ชวน  หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

 

 

 

_____________________
(*) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ง ลงวันที่  ๑๗  สิงหาคม  ๒๕๔๓

 

 

 

ลักษณะ ขนาด และรายละเอียดของข้อความ
ท้ายประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓)
เรื่อง  มาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ
_____________________

๑.  ลักษณะของข้อความ
ให้พิมพ์ด้วยอักษรตัวตรง หรือเขียนด้วยอักษรตัวตรงและบรรจง ทั้งนี้สีของข้อความให้ใช้สีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับสีของพื้นป้ายหรือประกาศ

๒.  ขนาดของข้อความ
(๑)        ข้อความเตือนเกี่ยวกับพิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในป้ายหรือประกาศของสถานประกอบการตามข้อ ๑(๑) (๒) และ (๖) ของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่อง กำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ให้มีขนาดของอักษรกว้างไม่น้อยกว่า ๔ เซนติเมตร และสูงไม่น้อยกว่า ๗ เซนติเมตร
(๒)       ข้อความเตือนเกี่ยวกับพิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในป้ายหรือประกาศของสถานประกอบการตามข้อ ๑ (๓) (๔) และ (๕) ของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่องกำหนดประเภทสถานประกอบการ ที่อยู่ภายใต้บังคัลของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการให้มีขนาดของอักษรกว้างไม่น้อยกว่า ๒ เซนติเมตร และสูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร
(๓)        นอกจากข้อความเตือนตาม (๑) หรือ (๒) แล้วให้มีข้อความว่า สถานประกอบการนี้อยู่ภายใต้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดŽ โดยข้อความดังกล่าวให้มีขนาดเล็กกว่าข้อความเตือนตาม (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี และจะอยู่ในป้ายหรือประกาศเดียวกันด้วยหรือไม่ก็ได้

๓.  รายละเอียดของข้อความ
(๑)  ข้อความเตือนเกี่ยวกับพิษหรือภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของประเภทสถานประกอบการ ตัวอย่างเช่น
-  ยาเสพติดทำลายความมั่นคงของชาติ
-  ยาเสพติดบั่นทอนสุขภาพผู้เสพและทำลายความมั่นคงของชาติ
-  การจำหน่ายยาเสพติด ต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
-  งานให้ชีวิต ยาเสพติดให้ทุกข์
-  ลูกเมียคือชีวิต ยาเสพติดคือวายร้าย
-  ยาเสพติดมีมหันตภัยกับทุกคน
-  โรงงานทั่วไทย ร่วมต้านภัยยาเสพติด                       
-  เอาใจใส่ลูกจ้างสักนิด ยาเสพติดไม่มาเยือน
-  การครอบครองยาบ้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
-   การเสพยาเสพติดต้องระวางโทษจำคุกและปรับ
ฯลฯ          
(๒) ข้อความที่แสดงว่าสถานประกอบการที่ติดป้ายหรือประกาศเตือนเกี่ยวกับพิษภัยหรือโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คือ
-  สถานประกอบการนี้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(*)

 

 

 

 

_____________________
(*) (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ง ลงวันที่  ๑๗  สิงหาคม  ๒๕๔๓)

 

 

 


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๓)
เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสั่งปิดชั่วคราวหรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของ
                    สถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
 


            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไข   เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ในประกาศนี้
“สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจใดๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่อง กำหนดประเภทสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ
“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครหรือเขตจังหวัดแล้วแต่กรณี ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประกาศนี้

ข้อ ๒  ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการใด
ให้เจ้าพนักงานดังกล่าวจัดทำบันทึกรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อคณะอนุกรรมการ
เพื่อพิจารณาภายในห้าวันนับแต่วันที่ได้ตรวจพบ

ข้อ ๓  เมื่อคณะอนุกรรมการได้รับบันทึกรายงานตามข้อ ๒ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ หากคณะอนุกรรมการโดยมติเสียงข้างมากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ให้คณะอนุกรรมการทำรายงานและความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาว่าควรมีคำสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการนั้นหรือไม่ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ให้คณะอนุกรรมการเรียกเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือหลักฐานอื่นใด เพื่อประกอบการพิจารณาอีกก็ได้
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการตามวรรคสองแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ให้คณะอนุกรรมการรายงานพร้อมความเห็นต่อเลขาธิการ ในการนี้ถ้าเลขาธิการไม่เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการดังกล่าวแล้ว ให้เลขาธิการทำรายงานและความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาก็ได้

ข้อ ๔     เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นตามข้อ ๓ วรรคหนึ่งหรือวรรคสามแล้ว ให้คณะกรรมการมีหนังสือเรียกให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการมาชี้แจงหรือพิสูจน์ว่า
ตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณี โดยให้ส่งหนังสือดังกล่าวแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการเป็นระยะเวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ทั้งนี้ เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้บุคคลอื่นมาชี้แจงหรือพิสูจน์แทนก็ได้
การชี้แจงหรือพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งให้กระทำเป็นการลับ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อสถานประกอบการหรือบุคคลภายนอก

ข้อ ๕     ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าควรสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
ให้คณะกรรมการทำคำสั่งเป็นหนังสือและแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้นทราบโดยเร็ว
ในการแจ้งคำสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง  ให้ประธานอนุกรรมการเป็นผู้แจ้งคำสั่งสำหรับสถานประกอบการที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครหรือเขตจังหวัดนั้น แล้วแต่กรณี

ข้อ ๖      ในการแจ้งคำสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถาน    ประกอบการ ตามข้อ ๕ วรรคสอง ให้ถือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งหรือมอบแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการและให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งนั้น
(๒) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามวรรคหนึ่งได้ เพราะเหตุที่ไม่พบเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่ยอมรับคำสั่ง ให้ปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการ  โดยให้เจ้าพนักงานพร้อมด้วยพยานอย่างน้อยสองคนปิดคำสั่งต่อหน้าตำรวจท้องที่ที่สถานประกอบการนั้น  ตั้งอยู่และให้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ปิดคำสั่ง

ข้อ ๗     ให้เลขาธิการแจ้งให้หน่วยงานที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของสถานประกอบการตามกฎหมายอื่นทราบภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้มีมติให้สั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
เมื่อหน่วยงานที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของสถานประกอบการตามกฎหมายอื่นได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งแล้วให้หน่วยงานนั้นติดตามและตรวจสอบว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือไม่ หากพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้หน่วยงานดังกล่าวแจ้งให้คณะกรรมการทราบโดยเร็ว

ข้อ ๘     ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(*)

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

ชวน  หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

 

_____________________
(*)  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๒ ง ลงวันที่  ๑๗  สิงหาคม  ๒๕๔๓

 

 


ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรื่อง    กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ใน
  ร่างกายหรือไม่
 


            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไข  เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ในประกาศนี้
“การตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด” หมายความว่า การตรวจหรือทดสอบหาระดับหรือปริมาณของ         สารเสพติดอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยวิธีการทาง           วิทยาศาสตร์
“ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ” หมายความว่า ผู้รับการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด

ข้อ ๒  การตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด ให้ตรวจหรือทดสอบจากปัสสาวะ โดยให้ปฏิบัติตามวิธีการตรวจหรือทดสอบของชุดน้ำยาตรวจหรือเครื่องมือแต่ละชนิด

ข้อ ๓  การเตรียมการในการตรวจหรือทดสอบให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  จัดให้มีบริเวณสำหรับตัวผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อดำเนินการตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณี เพื่อให้การตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะเสร็จสิ้นไปโดยเรียบร้อยและเก็บไว้ในสถานที่มิดชิดจากบุคคลภายนอก
(๒)  จัดให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจหรือทดสอบเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันเหตุการณ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงาน
(๓)  จัดให้มีอุปกรณ์ในการเก็บปัสสาวะ โดยให้ใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกปากกว้างพร้อมฝาปิด ขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า ๖๐ มิลลิลิตร โดยขวดที่นำมาใช้ต้องสะอาดและแห้งและให้มีฉลากและกระดาษกาว  เพื่อใช้สำหรับปิดผนึกขวดตัวอย่างปัสสาวะด้วย

ข้อ ๔  วิธีเก็บปัสสาวะให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  จัดให้มีผู้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใดๆ ที่ทำให้ปัสสาวะเกิดการเจือจาง หรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง
(๒)  ให้บันทึกหมายเลขประจำขวด และชื่อ นามสกุล ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ
(๓)  ให้ขวดแก่ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ นำไปถ่ายปัสสาวะจำนวนประมาณ ๓๐ มิลลิลิตร

ข้อ ๕  วิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเบื้องต้นให้ถือปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบ ดังต่อไปนี้
(๑)  ชุดน้ำยาตรวจหรือทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดน้ำยาตรวจสอบของหน่วยงานนั้น
(๒)  ชุดตรวจหรือเครื่องมือตรวจสอบโดยวิธี Immunoassay โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดตรวจหรือเครื่องมือแต่ละชนิด

ข้อ ๖  ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบในเบื้องต้นตามข้อ ๖ พบว่าบุคคลนั้นอาจเป็นผู้เสพยาเสพติดให้โทษ ให้เจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ภูมิลำเนา หรือสถานที่อยู่ที่สามารถจะเรียกตัวหรือออกหมายเรียกมาเพื่อดำเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผลตามข้อ ๘ แล้วพบว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย

ข้อ ๗  ในการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเบื้องต้นนั้น เมื่ออ่านผลแล้วปรากฏว่าให้ผลบวกตามคู่มือวิธีการตรวจตามเครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบในข้อ ๕ ให้ปิดเป็นความลับ และให้เจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานที่ทำการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดนำขวดปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นปิดให้สนิทพร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาว โดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจหรือทดสอบกำกับไว้ และเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทำการตรวจ หรือทดสอบรีบส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่องกำหนดสถานตรวจพิสูจน์ หรือโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อตรวจยืนยันผล

ข้อ ๘     เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับขวดปัสสาวะตามข้อ ๗ และได้ดำเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย   ดังต่อไปนี้
(๑)  กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่ม MDMA (ยาอี) เมื่อตรวจพบว่ามีสารดังกล่าวอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป
(๒)  กลุ่มโอปิเอตส์ (Opiates) ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟีน และฝิ่น เมื่อตรวจพบว่ามีสารมอร์ฟีนอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๓๐๐ นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป
(๓)  กลุ่มกัญชา เมื่อตรวจพบว่ามีสารออกฤทธิ์หรือกัญชา (Cannabinoids) อยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๕๐ นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป
(๔)  กลุ่มโคเคน เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของโคเคน (Cocaine metabolites) อยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๓๐๐ นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป

ข้อ ๙  ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ต่อการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด ให้เจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเสพยาเสพติดไปรับการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงาน ทั้งนี้ภายในระยะเวลาและสถานที่ที่เจ้าพนักงานกำหนดในคำสั่ง
ให้นำความในข้อ ๘(๑) - (๔) มาใช้บังคับในการตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ โดยอนุโลม
ข้อ ๑๐    ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

(ลงชื่อ)  บัญญัติ บรรทัดฐาน
(นายบัญญัติ บรรทัดฐาน)
รองนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 

_____________________
* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๘๖ ลงวันที่  ๔ สิงหาคม ๒๕๔๓

 

 

 

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการตักเตือน การเปรียบเทียบปรับ และการปิดชั่วคราว
สถานประกอบการ หรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
พ.ศ. ๒๕๔๕

 

            โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้บัญญัติให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปราม      การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการได้ตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท นอกจากนี้ยังบัญญัติให้คณะกรรมการ มีอำนาจสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการได้ไม่เกินครั้งละสิบห้าวัน ในกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการและเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้น ไม่สามารถชี้แจงหรือพิสูจน์ให้คณะกรรมการเชื่อได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว   จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจไว้เพื่อให้เป็นไปในแนวมาตรฐานเดียวกัน
เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จสมตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายและสอดคล้องต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙         คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการตักเตือน การเปรียบเทียบปรับและการปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (*)
ข้อ ๓  ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่งหรือแนวปฏิบัติอื่นใด ซึ่งมีกำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน            
ข้อ ๔  ในระเบียบนี้
“สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจใดๆ ตามประกาศ            
“ประกาศ” หมายความว่า ประกาศเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกไว้ตามมาตรา ๑๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ “หนังสือสำคัญ” หมายความว่า หนังสือที่คณะกรรมการหรือเลขาธิการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการหรือเลขาธิการมอบหมาย

 

 

 

 

_____________________
(*)(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๙ ง  ลงวันที่  ๒๔ มกราคม  ๒๕๔๖)

ได้ออกตามระเบียบนี้
“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่าคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครหรือเขตจังหวัด แล้วแต่กรณี ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓
ข้อ ๕  ให้เลขาธิการเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้


หมวด ๑
บททั่วไป

           

ข้อ ๖  หนังสือสำคัญ ได้แก่หนังสือดังต่อไปนี้
(๑)  หนังสือตักเตือน ซึ่งเลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายออกให้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการตามประกาศ            
(๒)  หนังสือเปรียบเทียบปรับ ซึ่งคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายออกให้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศเพื่อให้ชำระเงินค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
(๓)  หนังสือการชำระเงินค่าปรับ ซึ่งคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายออกให้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการเมื่อชำระเงินค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว            
(๔)  หนังสือเรียก ซึ่งคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายออกให้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ เพื่อให้มาชี้แจงหรือพิสูจน์การใช้ความระมัดระวัง
(๕)  หนังสือคำสั่ง ซึ่งคณะกรรมการออกให้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ เพื่อปิดชั่วคราวหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ   ทั้งนี้ รายละเอียด และแบบหนังสือตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด

ข้อ ๗  ให้ผู้ทำการเปรียบเทียบปรับหรือผู้รับชำระเงินค่าปรับนำส่งเงินค่าปรับตามระเบียบของกระทรวงการคลังต่อไป   

ข้อ ๘
  ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) (๒) และ (๕) ซึ่งระบุระยะเวลา หรือวันเพื่อการปฏิบัติไว้ ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑)   กรณีระบุระยะเวลาให้ปฏิบัติภายในวัน เดือน ปีใด ให้นับวันที่ถัดจากวันครบกำหนดเป็นวันเริ่มต้น            
(๒)   กรณีระบุระยะเวลา ให้ปฏิบัติภายในระยะเวลาใดนับแต่วันที่ได้รับหนังสือสำคัญนี้ ให้นับวันที่ได้รับหนังสือสำคัญนั้นเป็นวันเริ่มต้น
ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติตามหนังสือสำคัญนั้นแล้วแต่กรณี            
ในการปฏิบัติเพื่อตรวจสอบตามวรรคสอง ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นอาจมอบหมายให้ข้าราชการ ในหน่วยงาน หรือข้าราชการในสังกัด แล้วแต่กรณี ปฏิบัติหน้าที่แทนก็ได้

ข้อ ๙  ในการส่งหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) (๒) และ (๔) แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นถือปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้            
(๑)  ส่งหรือมอบแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ หรือบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะ   ที่อยู่หรือทำงานในสถานประกอบการนั้น และให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับหนังสือสำคัญนั้น
(๒)  ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ      
การส่งตาม (๑) ให้ถือว่าได้รับแล้วเมื่อเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการหรือบุคคลที่บรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือ
ทำงานในสถานประกอบการนั้นได้ลงลายมือชื่อรับหนังสือสำคัญนั้น

ในกรณีที่บุคคลตาม (๑) ไม่ยอมรับหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง ให้วางหรือปิดหนังสือสำคัญนั้นไว้ในที่เปิดเผยและ    เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการนั้นต่อหน้าตำรวจท้องที่ที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่ซึ่งไปเป็นพยานและให้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ให้ถือว่าได้รับหนังสือสำคัญนั้นแล้ว
การส่งตาม (๒) ให้ถือว่าได้รับหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่งแล้ว เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ

ข้อ ๑๐  ในการส่งหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๕) แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นถือปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(๑)  ส่งหรือมอบแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ และให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งนั้น
(๒)  ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่พบเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ  หรือบุคคลดังกล่าวไม่ยอมรับ ให้ปิดหนังสือสำคัญนั้นไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการ โดยให้เจ้าพนักงานพร้อมด้วยพยานอย่างน้อยสองคนปิดหนังสือสำคัญนั้นต่อหน้าตำรวจท้องที่ที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่และให้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  ในการนี้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ปิดหนังสือสำคัญน ี้

ข้อ ๑๑  หนังสือสำคัญจะสิ้นผลในกรณีดังต่อไปนี้
(๑)  เมื่อไม่ระบุรายละเอียดตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดไว้อย่างครบถ้วน
(๒)  เมื่อสูญหายหรือถูกทำลายก่อนเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้รับ เว้นแต่การสูญหายหรือทำลายนั้น เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้ก่อให้เกิดขึ้น
(๓)  เมื่อหนังสือสำคัญนั้นเป็นหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) ซึ่งเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการได้ปฏิบัติตามประกาศก่อนได้รับหนังสือสำคัญดังกล่าว และผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นได้บันทึกการปฏิบัตินั้นแล้ว
(๔)  เมื่อผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นได้เพิกถอนโดยทำเป็นหนังสือแสดงการเพิกถอนไว้

หมวด ๒
การทำหนังสือสำคัญ

           

ข้อ ๑๒   ในการทำหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) เมื่อผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นได้รับรายงานของเจ้าพนักงานตามประกาศแล้ว ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑)  ตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนของข้อเท็จจริงเท่าที่จำเป็น            
(๒)  ตรวจสอบการมีหนังสือสำคัญนั้นในครั้งก่อนๆ
(๓)  รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง            
เมื่อได้ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ออกหนังสือสำคัญนั้นภายในห้าวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานของเจ้าพนักงานดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรอาจขยายระยะเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินห้าวัน
ในการขยายระยะเวลาตามวรรคสองต้องแจ้งให้เลขาธิการทราบก่อนสิ้นสุดระยะเวลา ในกรณีที่ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นเป็นผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย

ข้อ ๑๓   ในการทำหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๒) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญออกหนังสือสำคัญนั้น     ภายในห้าวันนับแต่วันที่ตรวจพบว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการยังมิได้ปฏิบัติตามประกาศและสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน หนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) แล้ว

ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) นั้นได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของผู้นั้น ถ้าผู้นั้นมีคำขอ ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่พฤติการณ์เช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง
ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่ง ออกหนังสือสำคัญนั้นแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการในการเปรียบเทียบปรับทุกครั้ง

ข้อ ๑๔  ในการทำหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๓) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญหรือผู้รับชำระเงินค่าปรับ ออกเอกสารหรือหนังสือสำคัญนั้นมอบแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ หรือผู้ที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการมอบหมาย เมื่อรับชำระเงินค่าปรับครบถ้วนแล้ว

ข้อ ๑๕  ในการทำหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๔) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญออกหนังสือสำคัญนั้นภายในสามวันนับแต่วันที่รับรายงานพร้อมความเห็นของคณะอนุกรรมการ

ข้อ ๑๖  ในการทำหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๕) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญออกหนังสือสำคัญนั้นภายในห้าวันนับแต่วันที่มีมติให้ปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการนั้น

 

หมวด ๓
การเปรียบเทียบปรับ การปิดชั่วคราวหรือการพักใช้ใบอนุญาต

ข้อ ๑๗   ในการเปรียบเทียบปรับเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ให้ถือหลักเกณฑ์และกำหนดจำนวนเงินค่าปรับดังต่อไปนี้
(๑)  กรณีเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติในครั้งแรก ให้เปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงินหนึ่งหมื่นบาท
(๒)  กรณีเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติในครั้งที่สอง ให้เปรียบเทียบปรับเป็นเงินสามหมื่นบาท
(๓)  กรณีเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตั้งแต่ครั้งที่สามขึ้นไป ให้เปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงินห้าหมื่นบาท

ข้อ ๑๘   ในการปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ถือหลักเกณฑ์และกำหนดจำนวนวัน ดังต่อไปนี้
(๑  กรณีเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการไม่สามารถชี้แจงหรือพิสูจน์การใช้ความระมัดระวังได้ให้ปิดชั่วคราวหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการเป็นจำนวนเจ็ดวัน
(๒)  กรณีเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการไม่สามารถชี้แจงหรือพิสูจน์การใช้ความระมัดระวังได้ ประกอบกับมีพฤติการณ์หรือเหตุอันควรเชื่อว่าเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นด้วย ให้ปิดชั่วคราวหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการเป็นจำนวนสิบห้าวัน ทั้งนี้ มิให้นำพฤติการณ์หรือเหตุอันควรเชื่อ ซึ่งใช้พิจารณาในการปิดชั่วคราวหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการในครั้งก่อนมาประกอบการพิจารณาอีก เว้นแต่พฤติการณ์หรือเหตุอันควรเชื่อนั้นยังมีอยู่ต่อเนื่องมาโดยตลอด

หมวด ๔
การดำเนินคดีอาญาและการบังคับตามคำสั่ง

           

ข้อ ๑๙    ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ไม่ยินยอมชำระเงินค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ยอมชำระเงินค่าปรับภายในกำหนดเวลา ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับดำเนินการหรือจัดให้ดำเนินการร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้น

ในการดำเนินการหรือจัดให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้            
(๑)  กรณีคณะกรรมการใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับเอง คณะกรรมการอาจมอบหมายให้เลขาธิการปฏิบัติหน้าที่แทน ก็ได้
(๒)  กรณีผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้ใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับ และการดำเนินคดีอาญาแทนด้วย ให้ผู้นั้นแจ้งเลขาธิการก่อนดำเนินการ            
(๓)  กรณีผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้ใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับแทนเท่านั้น ให้ผู้นั้นแจ้งเลขาธิการ  เพื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป ทั้งนี้ ให้แจ้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เปรียบเทียบหรือสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดให้ชำระเงินค่าปรับ

ข้อ ๒๐   ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๕) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้            
(๑)  เข้าดำเนินการตามคำสั่งด้วยตนเอง โดยเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้นจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่ายดังกล่าว
(๒)  ให้มีการชำระค่าปรับทางปกครองเป็นจำนวนเงินสองหมื่นบาทต่อวัน            
ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการอาจมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้บุคคลดังต่อไปนี้ปฏิบัติหน้าที่แทนก็ได้
(ก)  เลขาธิการ            
(ข)  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สำหรับสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
(ค)  ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด            
ทั้งนี้ เลขาธิการ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือผู้ว่าราชการจังหวัด อาจมอบหมายให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่แทนก็ได้

ข้อ ๒๑   ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ชำระค่าปรับทางปกครองตามข้อ ๒๐ (๒) ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๕) หรือผู้ที่รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจออกหนังสือสำคัญนั้นปฏิบัติดังต่อไปนี้            
(๑)  มีหนังสือเตือนให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้นชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
(๒)  ถ้าไม่มีการปฏิบัติตาม (๑) ให้ใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการนั้น และขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินค่าปรับทางปกครองให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ ให้นำความในหมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหนังสือสำคัญตามข้อ ๖ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับหนังสือเตือน

ข้อ ๒๒  ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอุทธรณ์คำสั่งปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการต่อศาลปกครอง คณะกรรมการอาจมอบหมายให้เลขาธิการดำเนินการแทนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปก็ได ้

ข้อ ๒๓   ระเบียบนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดอันเกี่ยวกับการตักเตือนการเปรียบเทียบปรับและการปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการที่กระทำก่อนระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยรายละเอียดและแบบหนังสือ เพื่อปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการตักเตือน การเปรียบเทียบปรับ และการปิดชั่วคราว
สถานประกอบการ หรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ พ.ศ. ๒๕๔๕
พ.ศ. ๒๕๔๖

            อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๕ และ ๖ วรรคสอง แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการตักเตือน การเปรียบเทียบปรับ และการปิดชั่วคราวสถานประกอบการ หรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน   และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ เลขาธิการออกระเบียบไว้  ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยรายละเอียด และแบบหนังสือ เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  ว่าด้วยการตักเตือน การเปรียบเทียบปรับ และการปิดชั่วคราวสถานประกอบการ หรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๖”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป (*)
ข้อ ๓     หนังสือตักเตือน ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  สถานที่ออกหนังสือ
(๒)  วันเดือนปีที่ออกหนังสือ
(๓)  ข้อความที่ระบุว่าเป็นหนังสือตักเตือนถึงเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ
(๔)  ข้อเท็จจริงโดยย่อเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามประกาศ ซึ่งระบุวัน เดือน ปี เวลา สถานที่ และการกระทำหรือละเว้นกระทำที่ถือว่าไม่ปฏิบัติตามประกาศ
(๕)  ข้ออ้างที่ว่าการกระทำหรือละเว้นกระทำที่ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศ
(๖)  ข้อความที่มีลักษณะเป็นการตักเตือน โดยอาจเป็นข้อความเชิงแนะนำให้ปฏิบัติหรือห้ามปรามมิให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการปฏิบัติ ซึ่งระบุระยะเวลาให้ดำเนินการไว้แน่นอน พร้อมด้วยข้อความเกี่ยวกับความรับผิดกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
(๗)  ลายมือชื่อและตำแหน่งผู้ออกหนังสือ

_____________________
* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๘๖ ลงวันที่  ๔ สิงหาคม ๒๕๔๓

ทั้งนี้ ตามแบบ ป.ป.ส. ๔๕-๑๐๑ ท้ายระเบียบนี้            
ข้อ ๔       หนังสือเปรียบเทียบปรับ ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  สถานที่ออกหนังสือ                                    
(๒)  วันเดือนปีที่ออกหนังสือ
(๓)  สภาพแห่งข้อหาและการให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ ซึ่งระบุชื่อ นามสกุล และที่อยู่ไว้ให้ชำระเงินค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ                                    
(๔)  บุคคลและสถานที่ที่ให้ไปชำระเงินค่าปรับ
(๕)  ระยะเวลาให้ชำระเงินค่าปรับ ซึ่งต้องไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเปรียบเทียบปรับนี้                                    
(๖)  มาตรการบังคับกรณีไม่ชำระเงินค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
(๗)  ลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทน ทั้งนี้ ตามแบบ ป.ป.ส. ๔๕-๑๐๒ ท้ายระเบียบนี้            

ข้อ ๕     หนังสือชำระเงินค่าปรับ ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  สถานที่ที่รับชำระเงินค่าปรับ                                    
(๒)  วันเดือนปีที่ออกหนังสือ
(๓)  ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ และชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของผู้ชำระเงินค่าปรับ กรณีที่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ มิได้เป็นผู้ชำระเงินค่าปรับเอง                                    
(๔)  ความผิดที่ต้องชำระเงินค่าปรับ
(๕)  จำนวนเงินค่าปรับ                                    
(๖)  ลายมือชื่อและตำแหน่งผู้รับชำระเงินค่าปรับ

ทั้งนี้ ตามแบบ ป.ป.ส. ๔๕-๑๐๓ ท้ายระเบียบนี้                        
ในกรณีที่ผู้รับชำระเงินค่าปรับมิใช่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ และหน่วยงานที่บุคคลนั้นสังกัดอยู่มีระเบียบถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระเงินค่าปรับอยู่แล้ว ให้ถือว่าเอกสารหรือหนังสือการชำระเงินค่าปรับที่บุคคลนั้นออกให้เป็นหนังสือสำคัญตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้บุคคลผู้รับชำระเงินค่าปรับนั้นแจ้งการออกเอกสารหรือหนังสือให้ผู้ทำการเปรียบเทียบปรับนั้นทราบโดยเร็ว

ข้อ ๖      หนังสือเรียก ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้                                    
(๑)  สถานที่ออกหนังสือ
(๒)  วันเดือนปีที่ออกหนังสือ                                    
(๓)  ข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ ซึ่งระบุวัน เดือน ปี เวลาที่เกิดเหตุและลักษณะของการกระทำความผิด
(๔)  วัน เดือน ปี เวลาและสถานที่ที่ให้มาชี้แจงหรือพิสูจน์การใช้ความระมัดระวัง โดยคำนึงถึง      ระยะเวลาที่ต้องส่งหนังสือนี้แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และระยะเวลาในการเดินทางประกอบด้วย                                    
(๕)  ข้อความแสดงถึงผลของการไม่มาชี้แจงหรือพิสูจน์การใช้ความระมัดระวัง
(๖)  ลายมือชื่อและตำแหน่งผู้ออกหนังสือ                        
ทั้งนี้ ตามแบบ ป.ป.ส. ๔๕-๑๐๔ ท้ายระเบียบน ี้

ข้อ ๗     หนังสือคำสั่ง ให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  สถานที่ออกคำสั่ง
(๒)  วันเดือนปีที่ออกคำสั่ง
(๓)  ลักษณะของคำสั่งว่าเป็นการปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการ ทั้งนี้ กรณีการปิดชั่วคราวสถานประกอบการอันมีลักษณะดังต่อไปนี้ต้องระบุสถานที่หรือบริเวณให้ชัดเจน
(ก)  สถานประกอบการที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบการ ซึ่งมีสถานที่ประกอบการหลายแห่งหรือแห่งเดียว โดยแบ่งแยกบริเวณเพื่อการประกอบธุรกิจไว้อย่างชัดเจน และปรากฏว่าสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด หรือบริเวณหนึ่งบริเวณใดพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(ข)  สถานประกอบการที่มีใบอนุญาตประกอบการในธุรกิจหลายอย่าง ซึ่งมีสถานที่ประกอบการในธุรกิจหลายอย่างนั้นหลายแห่ง หรือแห่งเดียวกัน โดยแบ่งแยกบริเวณเพื่อการประกอบธุรกิจในแต่ละอย่างไว้อย่างชัดเจน และปรากฏว่าสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด หรือบริเวณหนึ่งบริเวณใดตามใบอนุญาตประกอบธุรกิจนั้น พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(๔)  จำนวนวันของการปิดชั่วคราวสถานประกอบการหรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการ โดยระบุวันที่เริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ด้วย
(๕)  ประเภทและชื่อของสถานประกอบการ
(๖)  ชื่อ นามสกุลของเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบการ
(๗)  ข้อความเกี่ยวกับความรับผิดสำหรับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
(๘)  ข้อความแสดงการเริ่มต้นและสิ้นสุด หรือสิ้นผลของคำสั่ง
(๙)  ข้อความแจ้งสิทธิการอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งระบุระยะเวลาการใช้สิทธิไว้ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่คำสั่งมีผลบังคับ
(๑๐)  ลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้ออกคำสั่งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้มีอำนาจกระทำการแทน
ทั้งนี้ ตามแบบ ป.ป.ส. ๔๕-๑๐๕ ท้ายระเบียบนี้

ข้อ ๘     ให้ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติดเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖           

กิตติ   ลิ้มชัยกิจ
(นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.
พ.ศ. ๒๕๔๕
_____________________

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ และมาตรา ๑๔ แห่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ       เสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้ เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(*)
ข้อ ๓     ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๑
ข้อ ๔     ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่งหรือแนวปฏิบัติอื่นใดซึ่งมีกำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๕     ในระเบียบนี้
“ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองผู้บังคับการตำรวจ ผู้บังคับการกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.
“เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.” หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
“บัตรประจำตัว” หมายความว่า เอกสารมอบหมายที่เลขาธิการมอบไว้ประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามมาตรา ๑๔
ข้อ ๖      ให้เลขาธิการเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบประกาศหรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้


(*) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๖

 

หมวด ๑
คุณสมบัติและการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.

ข้อ ๗     ผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(๑)  เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับสามหรือเทียบเท่า หรือชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป
(๒) เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงาน ให้มีหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ
(๓)  เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติมัวหมอง เช่น มัวหมองเกี่ยวกับยาเสพติดหรือการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เป็นต้น
ข้อ ๘     ให้หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมหรือเทียบเท่ากรมขึ้นไป เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในสังกัดตามข้อ ๗ ที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ต่อเลขาธิการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๙      ให้เลขาธิการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลตามข้อ ๘ ให้คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติการแต่งตั้ง และเสนอด้วยว่าจะกำหนดให้ผู้นั้นมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือจะต้องได้รับอนุมัติจากบุคคลใดก่อนดำเนินการ
ข้อ ๑๐    เมื่อคณะกรรมการได้อนุมัติการแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบในการกำหนดอำนาจหน้าที่ผู้ที่เลขาธิการเสนอแล้ว ให้เลขาธิการมีคำสั่งแต่งตั้งผู้นั้นเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.
หากภายหลังเลขาธิการเห็นสมควรเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ใด ให้เลขาธิการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ แล้วดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามนั้น
ข้อ ๑๑    เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และผู้นั้นได้ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสูตรที่เลขาธิการกำหนดแล้ว ให้เลขาธิการออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้นั้น บัตรประจำตัวดังกล่าวให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้บัตรประจำตัวมีอายุสองปี นับแต่วันออกบัตร
ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แจ้งต่อเลขาธิการเพื่อขอมีบัตรประจำตัวใหม่ได้ภายในสามสิบวันก่อนวันที่บัตรดังกล่าวจะสิ้นอายุ โดยให้แนบคำรับรองของผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานไปด้วย ทั้งนี้ตามแบบและวิธีการที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๑๒   การเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) ผู้นั้นขาดคุณสมบัติตามข้อ ๗
(๒)  ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานของผู้นั้นเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้ง
(๓)  ผู้นั้นไม่ดำเนินการขอมีบัตรประจำตัวใหม่เมื่อบัตรประจำตัวสิ้นอายุเกินกว่าหกเดือน
(๔)  ผู้นั้นฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กำหนดในหมวด ๒ หรือหมวด ๓ ของ
ระเบียบนี้ หรือ
(๕)  เลขาธิการเห็นสมควรให้ยกเลิกการแต่งตั้ง
ให้เลขาธิการมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามวรรคหนึ่ง และรายงานให้คณะกรรมการทราบ

 

หมวด ๒
การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.

ข้อ ๑๓   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๓ ตรี ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการ       และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการสั่งปิดชั่วคราว หรือการพักใช้ใบอนุญาตประกอบการของสถานประกอบการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อดำเนินการเสร็จให้รายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด แล้วส่งให้เลขาธิการทราบภายใน   ๑๕ วัน นับแต่วันตรวจพบ
ข้อ ๑๔   การเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่เพื่อตรวจค้น จะต้องมีคำสั่งหรือหมายศาลเว้นแต่มีเหตุให้ค้นโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายศาล
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จัดการตามหมายค้น แล้วให้บันทึกรายละเอียดในการค้นนั้นว่า     จัดการตามหมายได้หรือไม่ และส่งบันทึกนั้นไปยังศาลที่ออกหมายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด
ให้นำความในข้อ ๑๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๕   ในการเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ตามมาตรา ๑๔(๑) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับทราบก่อนดำเนินการ เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วน ให้ดำเนินการไปก่อนแล้วรายงานให้ทราบโดยเร็ว
(๒)  ก่อนลงมือตรวจค้น ต้องแสดงความบริสุทธิ์และแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ครอบครองผู้ดูแลหรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น
(๓)  การค้นให้ค้นต่อหน้าบุคคลใน (๒) หากหาบุคคลดังกล่าวไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคน ซึ่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ได้ร้องขอให้มาเป็นพยาน
กรณีที่ลงมือค้นในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
(๔)  ทำบันทึกระบุเหตุอันควรสงสัยตามสมควรและเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้ ให้ไว้แก่ผู้ครอบครองเคหสถาน หรือสถานที่ค้น ตามแบบที่เลขาธิการกำหนด แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่  ณ ที่นั้น ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ส่งมอบสำเนาบันทึกดังกล่าวให้แก่ผู้ครอบครองเคหสถาน หรือสถานที่ค้นในทันทีที่กระทำได้
(๕)  เมื่อค้นเสร็จให้บันทึกรายละเอียดแห่งการค้นและบัญชีสิ่งของที่ค้นได้แล้วอ่านให้บุคคลตาม (๒) หรือพยานบุคคลตาม (๓) ฟังและลงลายมือชื่อรับรองไว้ หากบุคคลดังกล่าวไม่ยอมลงลายมือชื่อให้หมายเหตุไว้ในบันทึกการค้น แล้วรายงานการค้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
(๖)  ทำรายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมสำเนาบันทึกการค้นให้เลขาธิการทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันค้น
(๗)  การค้นในเวลากลางคืนภายหลังพระอาทิตย์ตก นอกจากต้องปฏิบัติตาม (๑)-(๖) แล้ว เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๗ ขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือข้าราชการทหารตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับกองร้อยหรือเทียบเท่าขึ้นไป
ข้อ ๑๖    การค้นบุคคลหรือยานพาหนะตามมาตรา ๑๔ (๒) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  ก่อนลงมือตรวจค้น ต้องแสดงความบริสุทธิ์และแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ที่จะถูกค้นหรือผู้ครอบครองยานพาหนะ
(๒)  เมื่อค้นเสร็จให้บันทึกรายละเอียดแห่งการค้นและบัญชีสิ่งของที่ค้นได้แล้วอ่านให้บุคคลตาม (๑) ฟังและลงลายมือชื่อรับรองไว้ หากบุคคลดังกล่าวไม่ยอมลงลายมือชื่อให้หมายเหตุไว้ในบันทึกการค้น แล้วรายงานการค้นให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
(๓)  ทำรายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมสำเนาบันทึกการค้นให้เลขาธิการทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันค้น
ข้อ ๑๗   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ (๓) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  กรณีจับตามหมายจับ เมื่อพบผู้กระทำความผิดตามหมายจับ ให้แสดงหมายจับและบัตรประจำตัวต่อผู้นั้น ก่อนจับกุม
หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้กระทำความผิดตามหมายจับจะหลบหนี ให้ดำเนินการจับกุมไปก่อน แล้วแสดงหมายจับและบัตรประจำตัว
(๒)  กรณีจับโดยไม่มีหมายจับให้แสดงบัตรประจำตัวต่อผู้นั้นก่อนจับกุม
(๓)  ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ทำการจับ เอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือของพนักงานสอบสวนโดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบโดยไม่ชักช้า ถ้ามีหมายจับให้แจ้งผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟัง
(๔)  ให้แจ้งผู้ถูกจับว่าถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาคดีได้
(๕)  ทำบันทึกการจับกุมและให้ผู้ถูกจับลงลายมือชื่อไว้ หากผู้ถูกจับไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้หมายเหตุไว้ในบันทึกการจับกุม
(๖)  ทำรายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมสำเนาบันทึกการจับกุมให้เลขาธิการทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันจับกุม
ข้อ ๑๘   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ (๔) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  ทำบันทึกการยึดหรืออายัดพร้อมบัญชีเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีไว้โดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายและทรัพย์สินอื่นใดที่ได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดหรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน
(๒)  ทำรายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนดพร้อมสำเนาบันทึกการยึดหรืออายัด ส่งให้เลขาธิการทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ยึดหรืออายัด หรือบันทึกการยึดหรืออายัดไว้ท้ายรายงานตามข้อ ๑๕ (๖) ข้อ ๑๖ (๓) หรือข้อ ๑๗ (๖) แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๙    การปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ (๖) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  การสอบสวนผู้ต้องหาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้แจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียด      แห่งการจับให้ผู้ต้องหาทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งผู้ต้องหาทราบ
(๒)  แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา
(๓)  แจ้งสิทธิขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับ และสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก
(๔)  แจ้งสิทธิในการพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว สิทธิได้รับการเยี่ยมตามสมควร และสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
(๕)  ทำบันทึกรายละเอียดแห่งการสอบสวน โดยระบุสิทธิของผู้ต้องหาตาม (๑)-(๔) พร้อมทั้งระบุว่าผู้ต้องหาปฏิเสธหรือยินยอมให้สอบปากคำด้วยความสมัครใจ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับ        ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อทำบันทึกเสร็จแล้วให้อ่านให้ผู้ต้องหาฟังและลงลายมือชื่อรับรองไว้ หากผู้ต้องหาไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้หมายเหตุไว้ในบันทึกการสอบสวน
ข้อ ๒๐   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ (๗) ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  ทำหนังสือโดยระบุ ชื่อ ตำแหน่ง สังกัด และอำนาจที่ได้รับมอบหมายมอบให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกครั้ง
(๒)  ทำรายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด ส่งให้เลขาธิการทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่
ข้อ ๒๑   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ ทวิ ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคล  หรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ แล้วให้รายงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนดส่งให้เลขาธิการ  ทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ดำเนินการเสร็จ
ข้อ ๒๒  การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ ตรี ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอความช่วยเหลือจากบุคคลในการปฏิบัติหน้าที่ตามลำดับ ดังต่อไปนี้
(๑)  เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
(๒)  เจ้าพนักงาน ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
(๓)  บุคคลทั่วไป
การปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งจะบังคับให้บุคคลใดช่วยเหลือโดยอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลนั้นไม่ได้ และให้บันทึกรายละเอียดการช่วยเหลือไว้ท้ายรายงานหรือบันทึกตามข้อ ๑๕ (๕) ข้อ ๑๖ (๒) ข้อ ๑๗ (๕) หรือข้อ ๒๑ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๒๓   การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ จัตวา ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการได้มา การใช้ประโยชน์และการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสาร
ข้อ ๒๔   การควบคุมผู้ถูกจับเพื่อสอบสวนตามมาตรา ๑๕ จะกระทำได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนผู้ถูกจับเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับห้าหรือเทียบเท่าลงมา เป็นผู้ควบคุมผู้ถูกจับ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปหนึ่งระดับหากจะควบคุมเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงาน
เมื่อมีการควบคุมตามวรรคหนึ่ง ให้บันทึกการควบคุมไว้ท้ายรายงานตามข้อ ๑๗ (๕) ด้วย

 

หมวด ๓
การกำกับดูแล

ข้อ ๒๕  เพื่อประโยชน์ของคณะกรรมการในการกำกับดูแลและติดตามประเมินผลการปฏิบัติการตามระเบียบนี้ ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑)  กรณีที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๓ ตรี มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๔ ทวิ มาตรา ๑๔ ตรี มาตรา ๑๔ จัตวา หรือมาตรา ๑๕ แล้ว ให้รายงานเลขาธิการทราบทุกครั้ง ตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๒
(๒)  กรณีมีหน้าที่กำกับดูแลบังคับบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ให้รายงานความก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดให้เลขาธิการทราบ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
(๓)  กรณีที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้ค้ายาเสพติดหรือสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ ให้ส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้เลขาธิการทราบตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
(๔)  กรณีที่ได้รับการร้องขอจากเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ต่างสังกัดหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้รายงานผลการปฏิบัติตามคำร้องขอดังกล่าวให้เลขาธิการทราบ ตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๒๖   กรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้นั้นรายงานข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีให้เลขาธิการทราบโดยเร็ว
เมื่อเลขาธิการได้รับรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือตามควรแก่กรณี
ข้อ ๒๗  เมื่อเลขาธิการได้รับรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามข้อ ๒๕ และการที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยตามข้อ ๒๖ แล้วให้เลขาธิการรายงานให้คณะกรรมการทราบ

                                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

พลเอก     ชวลิต  ยงใจยุทธ
(ชวลิต ยงใจยุทธ)
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการออกบัตรประจำตัวและการรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.
พ.ศ. ๒๕๔๖

            อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ ๖ และข้อ ๑๑ แห่ง ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการ   แต่งตั้งการปฏิบัติหน้าที่และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ๒๕๔๕ เพื่อให้การออกบัตรประจำตัวและ การรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นไปด้วยความ   เรียบร้อย จึงกำหนดระเบียบปฏิบัติไว้ ดังนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการออกบัตรประจำตัวและการรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๖”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป*
ข้อ ๓     ให้ยกเลิกระเบียบสำนักงาน ป.ป.ส. ว่าด้วยการออกบัตรประจำตัวและการรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๑
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้
“ระเบียบคณะกรรมการ” หมายความว่า ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พ.ศ. ๒๕๔๕
“บัตรประจำตัว” หมายความว่า เอกสารมอบหมายที่เลขาธิการมอบไว้ประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๔ ตามแบบท้ายระเบียบนี้
ข้อ ๕     ให้ผู้อำนวยการกองนิติการรักษาการตามระเบียบนี้

**DOWNLOAD** แบบบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.


หมวด ๑
การออกบัตรประจำตัว

           

ข้อ ๖      การขอแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้ผู้ขอรับการแต่งตั้งส่งหลักฐานตามรายการต่อไปนี้

(๑)  คำขอแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และคำรับรองของผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๑                                    

(๒)  คำขออนุมัติออกบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๓

(๓)  ภาพถ่ายหน้าตรงแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ไม่สวมหมวก ขนาดหนึ่งนิ้ว จำนวน ๓ ภาพ                                    

(๔)  สำเนาทะเบียนบ้าน ๑ ฉบับ

(๕)  สำเนาคำสั่งมอบหมายให้มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด


* (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๖)

 

ข้อ ๗     การขอแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้ผู้ขอรับการแต่งตั้งยื่นคำขอแต่งตั้งต่อบุคคลต่อไปนี้
(๑)  สำหรับข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ส. ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป
(๒)  สำหรับข้าราชการส่วนราชการอื่นให้ยื่นต่ออธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าอธิบดี
ข้อ ๘     เมื่อผู้รับคำขอตามข้อ ๗ พิจารณาเห็นควรให้แต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้ส่งคำขอแต่งตั้งพร้อมหลักฐานตามข้อ ๖ ไปยังเลขาธิการ
ข้อ ๙      ให้กองนิติการ ตรวจสอบหลักฐานประวัติ และพฤติการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของผู้ขอรับการแต่งตั้ง แล้วเสนอเลขาธิการว่าสมควรแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือไม่ กรณีที่มีความเห็นว่าสมควรแต่งตั้งให้เสนอด้วยว่าควรแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่งทั้งหมดหรือบางส่วน
ข้อ ๑๐    ให้เลขาธิการนำรายชื่อที่เห็นสมควรแต่งตั้งเสนอคณะกรรมการ พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบในการกำหนดอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๑    ให้เลขาธิการมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ซึ่งคณะกรรมการอนุมัติแล้ว และไม่ว่าจะมีการแต่งตั้งตามคำขอหรือไม่ ให้เลขาธิการแจ้งให้บุคคลตามข้อ ๗ ทราบ
ข้อ ๑๒   ให้กองนิติการ ดำเนินการออกบัตรประจำตัวให้แก่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แล้ว
ข้อ ๑๓   ให้กองนิติการ จัดทำทะเบียนประวัติเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรายงานและการประสานงาน
ข้อ ๑๔   บัตรประจำตัวให้ใช้ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดในบัตร เมื่อบัตรจะสิ้นอายุและมีความประสงค์จะขอมีบัตรประจำตัวเพื่อใช้แทนบัตรประจำตัวเก่า ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แจ้งขอมีบัตรประจำตัวใหม่ได้ภายในสามสิบวัน ก่อนวันที่บัตรดังกล่าวจะสิ้นอายุ
ข้อ ๑๕   การขอมีบัตรประจำตัวกรณีที่บัตรประจำตัวสิ้นอายุ ให้ส่งหลักฐานตามรายการต่อไปนี้
(๑)  คำขอมีบัตรประจำตัวและคำรับรองของผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานตาม แบบป.ป.ส. ๘-๖๐๒
(๒)  คำขออนุมัติออกบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๓
(๓)  ภาพถ่ายหน้าตรงแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ไม่สวมหมวก ขนาดหนึ่งนิ้ว จำนวน ๒ ภาพ
(๔)  บัตรประจำตัวฉบับเก่า หรือสำเนากรณีบัตรประจำตัวยังไม่หมดอายุ
(๕)  สำเนาทะเบียนบ้านเฉพาะกรณีมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่
ข้อ ๑๖    ในกรณีที่ส่งหลักฐานเป็นสำเนาบัตรประจำตัวตามข้อ ๑๕ (๔) เมื่อได้รับบัตรประจำตัว ฉบับใหม่แล้ว ให้ส่งบัตรประจำตัวฉบับเก่าคืนสำนักงาน ป.ป.ส.
ข้อ ๑๗   ในกรณีที่บัตรประจำตัวชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลายด้วยประการใดๆ ให้ผู้นั้นรีบรายงานต่อผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานเพื่อแจ้งสำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมบัตรประจำตัวหรือหลักฐานการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วแต่กรณี
ถ้าเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้นั้นประสงค์ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ออกบัตรประจำตัวใหม่ให้ส่งหลักฐานตามรายการในข้อ ๑๕ พร้อมบัตรประจำตัวหรือหลักฐานการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๘   ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เสนอคำขอมีบัตรตามข้อ ๑๕ หรือข้อ ๑๗ พร้อมหลักฐานผ่านผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานเพื่อส่งสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการต่อไป

 

 

หมวด ๒
การรายงานการปฏิบัติงาน

ข้อ ๑๙    ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. รายงานการปฏิบัติหน้าที่ให้เลขาธิการทราบตามแบบที่กำหนด      ดังต่อไปนี้
(๑)        การรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคณะกรรมการ ข้อ ๑๕(๖) ข้อ ๑๖(๓) ข้อ๑๗(๖) ข้อ ๑๘(๒) ข้อ ๒๐(๒) และข้อ ๒๑ ให้ใช้แบบรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตาม
แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๔
(๒)       การรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคณะกรรมการ ข้อ ๒๕(๒) ให้ใช้แบบรายงานความก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๕
(๓)        การรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคณะกรรมการ ข้อ ๑๓ ข้อ ๒๕(๓) ให้ใช้แบบรายงานข่าวสารและสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๖
(๔)        การรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคณะกรรมการ ข้อ ๒๕(๔) ให้ใช้แบบรายงานการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๗
ข้อ ๒๐   การทำบันทึกเหตุอันควรสงสัยตามสมควรและเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้ตามระเบียบคณะกรรมการ ข้อ ๑๕(๔) ให้ใช้แบบบันทึกเหตุแห่งการตรวจค้น ตาม
แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๐๘

ข้อ ๒๑   การรายงานตามที่กำหนดในข้อ ๑๙ ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หลายคนร่วมปฏิบัติงานในคดีหรือเรื่องเดียวกันจะรายงานรวมกันในคราวเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ให้ระบุชื่อและเลขประจำตัวของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทุกคนในแบบรายงานด้วย
ข้อ ๒๒  ให้กองนิติการ รวบรวมรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และจัดทำสรุปรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เสนอให้เลขาธิการทราบทุกสามเดือน
ข้อ ๒๓   กรณีที่กองนิติการ ได้รับรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และเป็นกรณี     ที่จำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้กองนิติการรายงานให้เลขาธิการทราบโดยเร็ว แล้วแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

                                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖

   กิตติ  ลิ้มชัยกิจ
(นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการได้มา การใช้ประโยชน์และการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสาร
พ.ศ. ๒๕๔๕

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ และมาตรา ๑๔ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการได้มา การใช้ประโยชน์และการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป*
ข้อ ๓     ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่งหรือแนวปฏิบัติอื่นใด ซึ่งมีกำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้
“ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใดถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเจ้าพนักงานได้ดำเนินการ   เพื่อให้ได้มาตามคำสั่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
“หัวหน้าหน่วยราชการ” หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานที่มีตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการตำรวจ ผู้บังคับการกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด รองอธิบดี หรือเทียบเท่าขึ้นไป
“ผู้ประสานงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งจากเจ้าพนักงาน ในสังกัด สำนักงาน ป.ป.ส. ให้ปฏิบัติการตามระเบียบนี้
            ข้อ ๕     ให้เลขาธิการ รักษาการตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจออกระเบียบ ประกาศหรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้เลขาธิการเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด


* (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๖)

 

หมวด ๑
บททั่วไป

ข้อ ๖  คำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  ระบุชื่อส่วนราชการหรือหน่วยราชการของผู้ยื่นคำขอ
(๒)  วันเดือนปี
(๓)  ระบุชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้ขอและผู้ที่จะดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
(๔)  ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่ ที่ต้องถูกดำเนินการเท่าที่จำเป็นหรือพอสมควรแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่จะกำหนดในคำสั่งได้
(๕)  รายงานการสืบสวนที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ ของบุคคลที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่าที่ได้กระทำมาแล้ว
(๖)  ระบุสถานที่ วิธีการที่จะดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในสิ่งสื่อสารที่ต้องการ เช่น เอกสาร เสียง ภาพ แผนภูมิ ระบบการแสดงตำแหน่งของเครื่องมือ ระบบการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์     ทั้งเข้าและออก (Pen Register, Trap and Trace Device) บันทึกการติดต่อต้นทางปลายทางของระบบโทรคมนาคม ระบบทะเบียนผู้เช่าและผู้ใช้
(๗)  ระยะเวลาที่จะขอดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
(๘)  ระบุเหตุผลและความจำเป็นโดยละเอียดเกี่ยวกับ
(ก)  มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดหรือจะมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(ข)  มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะได้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
(ค)  ไม่อาจใช้วิธีการอื่นใดที่เหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพมากกว่าได้
(๙)  ลายมือชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้ยื่นคำขอ
ข้อ ๗  คำขอใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสาร ต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  ระบุชื่อส่วนราชการหรือหน่วยราชการของผู้ยื่นคำขอ
(๒)  วันเดือนปี
(๓)  ระบุวัตถุประสงค์ เหตุผลและความจำเป็นที่จะขอใช้ประโยชน์
(๔)  ระบุประเภทของข้อมูลข่าวสารที่จะใช้ประโยชน์
(๕) ระบุลักษณะและระยะเวลาที่จะใช้ประโยชน์
(๖)  รายละเอียดในการส่งข้อมูลข่าวสารคืน
(๗)  ลายมือชื่อและตำแหน่งผู้ยื่นคำขอ
ข้อ ๘  คำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คำขอใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสาร คำสั่งอนุมัติหนังสือหรือรายงานตามระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด

 

หมวด ๒
การยื่นคำขอ

ข้อ ๙  ให้เจ้าพนักงานผู้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวน เสนอคำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่อหัวหน้าหน่วยราชการพร้อมด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อยื่นต่อเลขาธิการพิจารณา
การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
(๑)  มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย
(๒)  มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการสนับสนุน ช่วยเหลือ พยายาม หรือสมคบกันกระทำความผิดใน (๑) ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(๓)  มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะข่ายงานหรือองค์กรอาชญากรรมยาเสพติด
ลักษณะการกระทำความผิดตามวรรคสอง ต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะได้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและไม่อาจใช้วิธีการอื่นใดที่เหมาะสมหรือ     มีประสิทธิภาพมากกว่าได้

 

หมวด ๓
การพิจารณาอนุมัติ

ข้อ ๑๐    เมื่อเลขาธิการได้รับคำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินเจ็ดวันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ในการพิจารณาคำขอตามวรรคหนึ่ง เลขาธิการอาจเรียกเจ้าพนักงานผู้ยื่นคำขอหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งพยานหลักฐาน เอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ และเมื่อได้พิจารณาคำขอแล้ว ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอทราบ
ข้อ ๑๑    ในการพิจารณาอนุมัติตามคำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ให้เลขาธิการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑)  ความถูกต้องสมบูรณ์ของคำขอและเอกสาร
(๒) ความพร้อมของสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ในการดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
(๓) บุคลากรในการดำเนินการ

 

หมวด ๔
การดำเนินการ

ข้อ ๑๒   เมื่อเลขาธิการอนุมัติแล้ว ให้ผู้ประสานงานร่วมกับเจ้าพนักงานผู้ขอรีบดำเนินการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และให้ผู้ประสานงานรายงานผลการพิจารณาของอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญาให้เลขาธิการทราบโดยเร็ว
ข้อ ๑๓   ในกรณีที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารให้เจ้าพนักงาน  ผู้ขอนำคำสั่งดังกล่าวรวมทั้งบัญชีแสดงรายการเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะใช้ดำเนินการเสนอเลขาธิการเพื่อพิจารณาและแจ้งขอความร่วมมือไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยเร็ว
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หากเจ้าพนักงานผู้ขอไม่สามารถจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการดำเนินการ ให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดหาและสนับสนุนเครื่องมือหรืออุปกรณ์และวิธีการตามควรแก่กรณี
ข้อ ๑๔   ให้เจ้าพนักงานดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตตาม ข้อ ๑๓ ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่ง และต้องยุติการดำเนินการทันทีที่ระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง เว้นแต่เมื่อปรากฏกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้เจ้าพนักงานยุติการดำเนินการก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
(๑)  เมื่อได้ข้อมูลข่าวสารตามที่ต้องการครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
(๒)  เมื่อความจำเป็นหรือพฤติการณ์ที่ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่มีความจำเป็นในการดำเนินการนั้นอีกต่อไป
(๓)  เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ได้อนุญาตไว้นั้นจนเป็นเหตุให้ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้
ให้เจ้าพนักงานรายงานการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาและเลขาธิการทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง หรือวันที่ยุติการดำเนินการ
ข้อ ๑๕   ภายใต้บังคับข้อ ๑๔ ให้เจ้าพนักงานจัดให้มีการบันทึกข้อมูลข่าวสารที่ได้ดำเนินการเข้าถึง ไว้ในขณะที่ดำเนินการนั้น โดยมิให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้โดยง่าย
ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นถ้อยคำหรือเสียงของบุคคล หรือการสนทนาระหว่างบุคคล ให้จัดทำบันทึกถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษรและหากข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นภาษาต่างประเทศหรือรหัสที่จำเป็นต้องแปลความหมาย ก็ให้เจ้าพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการแปลความหมายนั้นไว้ด้วย ทั้งนี้ การบันทึกข้อมูลข่าวสารต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเดือนปีและเวลาในการบันทึกตามลำดับ
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เจ้าพนักงานจัดทำรายงานบันทึกข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ของบุคคลที่ประมวลได้จากสิ่งที่บันทึกข้อมูลข่าวสารและบันทึกถ้อยคำที่ได้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรไว้
ให้เจ้าพนักงานส่งรายงานบันทึกข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่บันทึกข้อมูลข่าวสาร และบันทึกถ้อยคำที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรตามวรรคสาม ต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่เกินเจ็ดวันในทันทีที่ยุติการดำเนินการ โดยให้ปิดผนึกประทับตรา “ลับ” และลงลายมือชื่อกำกับไว้
ข้อ ๑๖    ในการดำเนินการตามหมวดนี้ เจ้าพนักงานอาจขอให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารในสิ่งสื่อสารตามคำสั่งอนุญาตของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา จัดหาให้ซึ่งข้อมูลข่าวสารทั้งหมด สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคที่จำเป็นแก่เจ้าพนักงานโดยให้เจ้าพนักงานแสดงคำสั่งอธิบดี    ผู้พิพากษาศาลอาญาที่ระบุว่าต้องให้ความร่วมมือ

 

หมวด ๕
การเก็บรักษา การใช้ประโยชน์และการทำลาย

ข้อ ๑๗   ภายใต้การกำกับดูแลของเลขาธิการให้เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลข่าวสารที่ได้มาในระหว่างการดำเนินการ โดยต้องไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขและให้จัดระบบในการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งอย่างน้อยต้องจำแนกประเภทของข้อมูลข่าวสารไว้อย่างชัดเจน
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่การเก็บรักษาข้อมูลตามข้อ ๑๕ ด้วย เว้นแต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๑๘   การใช้ประโยชน์ในการสืบสวนหรือใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี ให้ใช้เฉพาะการสืบสวนหรือการใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดียาเสพติดกับบุคคล ข่ายงานหรือองค์กรอาชญากรรม   ยาเสพติดที่ได้จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
ข้อ ๑๙    การนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ประโยชน์ตามหมวดนี้ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  เพื่อการสืบสวนให้ใช้จากรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ของบุคคลข่ายงานหรือองค์กรอาชญากรรมยาเสพติด
(๒)  เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีให้เป็นไปตามคำสั่งศาล
ข้อ ๒๐   หัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประสงค์จะขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร ให้ยื่นคำขอต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยราชการของผู้ยื่นคำขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
ในการพิจารณาอนุมัติคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยราชการขอผู้ยื่นคำขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ ๒๑   เมื่อเสร็จสิ้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยราชการทำลายข้อมูลข่าวสารที่เก็บรักษาไว้ โดยระบุประเภท ลักษณะและวิธีการที่จะทำลายแล้วรายงานให้       อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาและเลขาธิการทราบ

 

หมวด ๖
ค่าใช้จ่ายและความช่วยเหลือ

ข้อ ๒๒  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการตามหมวด ๔ หรือการใช้ประโยชน์ตามหมวด ๕ ให้หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานที่ดำเนินการหรือนำไปใช้ประโยชน์นั้น เป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น เว้นแต่เลขาธิการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒๓   ในกรณีที่บุคคลใดตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเนื่องจากการให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานตามข้อ ๑๖ ให้เลขาธิการพิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยเร็วตามควรแก่กรณี

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

 

พลเอก  เชาวลิต ยงใจยุทธ                  

(ชวลิต ยงใจยุทธ)

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรื่อง กำหนดแบบเอกสารการขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
_____________________

            อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๕ และข้อ ๘ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม      
ยาเสพติด ว่าด้วยการได้มา การใช้ประโยชน์และการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๕ เลขาธิการ        
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงกำหนดแบบเอกสารเพื่อใช้ในการขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขอใช้ประโยชน์และการรายงานไว้ ดังต่อไปนี้
๑.  การขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตามข้อ ๙ ให้ใช้แบบคำขออนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๒๑
๒.  การแจ้งคำสั่งอนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตามข้อ ๑๐ ให้ใช้แบบหนังสือแจ้งคำสั่งอนุมัติเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตาม แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๒๒
๓.  การแจ้งขอความร่วมมือไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตามข้อ ๑๓ ให้ใช้แบบการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตาม แบบป.ป.ส. ๘-๖๒๓
๔.  การรายงานและการส่งรายงานบันทึกข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่บันทึกข้อมูลข่าวสารและบันทึกถ้อยคำที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ตามข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ ให้ใช้แบบรายงานผลการดำเนินการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตาม
แบบ ป.ป.ส. ๘-๖๒๔

๕. การขอใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสาร ตามข้อ ๒๐ ให้ใช้แบบคำขอใช้ประโยชน์ข้อมูลข่าวสาร ตาม แบบป.ป.ส. ๘-๖๒๕

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖

     กิตติ   ลิ้มชัยกิจ
(นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๑๓ ง วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๖)

 

 

 

 

 

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๗

 

            โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันการปราบปรามและการแก้ไขปัญหายาเสพติดของชาติเป็นส่วนรวม โดยเฉพาะความรับผิดชอบในการปราบปรามในชั้นสืบสวนสอบสวนและการฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อส่งเสริมให้การปราบปรามยาเสพติดบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องทราบรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. (เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙) เป็นผู้ร่วมประสานงานกับ  เจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน ป.ป.ส. ก็อาจใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลักฐานในการคุ้มครองเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดด้วย
ฉะนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ และด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี” ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(๑)
ข้อ ๓     ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงโภคภัณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโภคภัณฑ์

“ป.ป.ส.” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙                        
“เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.” หมายความว่า เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
“พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๑ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๗

“ฟังการสอบสวน” หมายความว่า รับฟังการสอบสวนตั้งแต่พนักงานสอบสวนเริ่มดำเนินการสอบสวนจนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ

ข้อ ๕     ให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการประสานงานระหว่าง ป.ป.ส. กับกรมตำรวจ สำนักงานอัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๖      ให้สำนักงาน ป.ป.ส. กรมตำรวจ สำนักงานอัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องวางระเบียบ หรือออกคำสั่งภายในส่วนราชการนั้น เพื่อปฏิบัติตามระเบียบนี้
ข้อ ๗     เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้ความร่วมมือ ในการจับกุมหรือตรวจค้นในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
ข้อ ๘     การแจ้งขอความร่วมมือของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามข้อ ๗ จะแจ้งเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ตามแต่พฤติการณ์และความจำเป็น ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้ได้รับแจ้งบันทึกการแจ้งขอความร่วมมือในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ ก็ให้จดแจ้งเหตุผลไว้ท้ายบันทึกการแจ้งขอความร่วมมือในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
ข้อ ๙      ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไม่สามารถควบคุมผู้ถูกจับไว้ ณ ที่ทำการของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้นำส่งที่ทำการของเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อฝากให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เป็นการชั่วคราวก่อนส่งมอบแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี
ให้เจ้าพนักงานตำรวจรับฝากการควบคุมผู้ถูกจับตามวรรคหนึ่งไว้ตามอำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.
ข้อ ๑๐    ให้เจ้าพนักงานตำรวจเก็บรักษายาเสพติดของกลาง หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ ตามที่ได้รับแจ้งขอความร่วมมือจากเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดของกลาง และให้ทำหลักฐานการรับมอบยาเสพติดของกลาง หรือทรัพย์สินนั้นให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ด้วย
ข้อ ๑๑    เมื่อมีการจับกุมในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด โดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิด หรือจับได้แต่เฉพาะของกลางซึ่งเป็น
(๑)  ยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ประเภท ๑ ตั้งแต่ ๒๐ กรัม ประเภท ๒ ตั้งแต่ ๑๐๐ กรัม ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ ตั้งแต่ ๑๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป
(๒)  วัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ ๑๕ กรัม หรือ ๒๐๐ เม็ดขึ้นไป
ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนรายงานเลขาธิการ ป.ป.ส. โดยเร็วและต้องไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันจับกุม
คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดทุกคดี ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนรายงานเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประจำทุกเดือน
ข้อ ๑๒   เมื่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นรายงานเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีโดยเร็วและให้เลขาธิการ ป.ป.ส. พิจารณาช่วยเหลือตามควรแก่กรณี
ข้อ ๑๓   เมื่อเลขาธิการ ป.ป.ส. เห็นสมควรส่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้มีอำนาจสอบสวนเข้าฟังการสอบสวน ก็ให้แจ้งหัวหน้าพนักงานสอบสวนพร้อมรายชื่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้เข้าฟังการสอบสวน
ข้อ ๑๔   ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแจ้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามข้อ ๑๓ ทราบถึงวันเวลา  และสถานที่สอบสวนล่วงหน้าทุกครั้ง โดยคำนึงถึงระยะเวลาในการเดินทางของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ด้วย
ถ้าเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไม่มาฟังการสอบสวนตามที่ได้แจ้งไว้ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน ได้ตามลำพังเฉพาะในครั้งนั้น และให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในสำนวนการสอบสวนว่าเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไม่มาฟังการสอบสวน
ข้อ ๑๕   เมื่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ฟังการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงใดเป็นสาระสำคัญแห่งคดี สมควรซักถาม ก็ให้แจ้งเหตุผลต่อพนักงานสอบสวนให้ซักถามได้ ถ้าพนักงานสอบสวนไม่เห็นด้วยให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทำบันทึกความเห็นและเหตุผลรวมไว้ในสำนวนการสอบสวน
ข้อ ๑๖    เมื่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้เข้าฟังการสอบสวนได้พิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่ายังมีพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุใด สมควรใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดได้ ก็ให้แจ้งเหตุผลให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามควรแก่กรณีแล้วแจ้งให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทราบโดยเร็ว ถ้าพนักงานสอบสวนไม่เห็นด้วยให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทำบันทึกความเห็นและเหตุผลรวมไว้ในสำนวนการสอบสวน
ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้สอบสวนคดีเดียวกัน ส่งบันทึก และเอกสารทั้งหลายมายังพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวน ถ้าเป็นสิ่งของอย่างอื่นให้ทำบัญชีรายละเอียดรวมเข้าสำนวนไว้ด้วย
ข้อ ๑๗   คดีที่เลขาธิการ ป.ป.ส. ไม่อาจส่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าฟังการสอบสวนตามข้อ ๑๓ ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนส่งสำเนารายงานการสอบสวนคดีต่อเลขาธิการ ป.ป.ส.
ข้อ ๑๘   ในกรณีที่ประธาน ป.ป.ส. หรือเลขาธิการ ป.ป.ส. ต้องการทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือคดีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะการปฏิบัติการตามหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดหรือไม่ก็ตาม ให้แจ้งอธิบดีกรมตำรวจ อัยการสูงสุด หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้รายงานหรือสั่งให้เจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบชี้แจงตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๙    คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย   สมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิด เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง พร้อมเหตุผลและข้อเสนอแนะ (ถ้ามี) ต่อเลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงการดำเนินคดีให้มีประสิทธิภาพ    ยิ่งขึ้นต่อไป
ให้สำนักงานอัยการสูงสุด หรือที่ทำการอัยการต่างๆ แจ้งรายละเอียดความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดรายเดือน มายังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ข้อ ๒๐   ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พนักงานอัยการรายงานให้ อัยการสูงสุดทราบ พร้อมทั้งสำเนาคำพิพากษารวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ  (ถ้ามี) เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงการดำเนินคดีให้มี    ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และให้อัยการสูงสุดแจ้งให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบ
ข้อ ๒๑   เมื่อเลขาธิการ ป.ป.ส. ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน ป.ป.ส. เกี่ยวกับสภาพการรับโทษ ประวัติการต้องโทษหรือข้อเท็จจริงประการอื่นของนักโทษคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ให้กรมราชทัณฑ์ให้ความร่วมมือตามควรแก่กรณี
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าไปสอบสวนผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือในสถานที่ที่คุมขังใดของกรมราชทัณฑ์ได้ เมื่อได้ร้องขอต่อผู้บัญชาการเรือนจำ หรือหัวหน้าสถานที่นั้น
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้กรมราชทัณฑ์รายงานสถิตินักโทษในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดรายเดือน มายังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ข้อ ๒๒  การรายงาน หรือ แจ้งรายละเอียด ตามระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ส. กำหนด
ข้อ ๒๓   ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ ป.ป.ส. เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและให้ถือคำวินิจฉัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบนี้
ข้อ ๒๔   ให้เลขาธิการ ป.ป.ส. รักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

 

 

(ลงชื่อ)  ชวน หลีกภัย
                   
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรื่อง กำหนดแบบรายงานคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด(๑)

 


            ด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี    ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับคดียาเสพติดทั้งหมดตั้งแต่การสืบสวนจับกุมจนถึงการลงโทษผู้กระทำผิด  ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับใช้เป็นหลักฐานในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้ดียิ่งขึ้น และให้สำนักงาน ป.ป.ส. กำหนดแบบรายงานตามระเบียบดังกล่าว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๑  ข้อ ๑๙  ข้อ ๒๑  และข้อ ๒๒ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๙ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงกำหนดแบบรายงานคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ดังต่อไปนี้
๑.  แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๑ แบบรายงานการจับกุมคดีใช้ในการรายงานการจับกุมคดียาเสพติดตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๑  วรรคแรก ซึ่งต้องรายงานโดยเร็วและต้องไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันจับกุมเพื่อประกอบการพิจารณาของเลขาธิการ ป.ป.ส. เรื่องการส่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าฟังการสอบสวน
๒.  แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๒ แบบรายงานการจับกุมรายเดือน ใช้ในการรายงาน การจับกุมคดียาเสพติด ซึ่งต้องรายงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อจัดทำสถิติการจับกุมคดียาเสพติดทั่วราชอาณาจักร การรายงานตามแบบ ป.ป.ส. ๖-๔๒ นี้จึงต้องรายงานทุกคดีรวมทั้งคดีที่ได้รายงานตามแบบ ป.ป.ส. ๖-๔๑ ด้วย
๓.  แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๓ แบบรายงานการรับตัวนักโทษ ใช้ในการรายงานการรับตัวนักโทษคดียาเสพติด ซึ่งต้องรายงานเป็นประจำเดือน เพื่อจัดทำสถิติจำนวนและกำหนดเวลาต้องโทษของนักโทษคดียาเสพติดทั่วราชอาณาจักร
๔.  แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๔ แบบรายงานการปล่อยตัวนักโทษ ใช้ในการรายงาน การปล่อยตัวนักโทษคดียาเสพติดเมื่อพ้น จากการต้องโทษแล้ว ซึ่งต้องรายงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อจัดทำสถิติการรับโทษ และวันพ้นโทษของนักโทษคดียาเสพติดทั่ว ราชอาณาจักร


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๑ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๗

๕.  แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๕ แบบแจ้งรายละเอียดคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใช้ในการรายงานการดำเนินคดี  ยาเสพติด ซึ่งต้องรายงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อจัดทำสถิติการดำเนินคดียาเสพติด

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

พลตำรวจเอก       ชวลิต ยอดมณี

(ชวลิต ยอดมณี)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

บันทึกข้อความ

ส่วนราชการ กองคดี กรมตำรวจ โทร. ๒๕๑๑๐๘๘
ที่ ๐๖๐๓.๓/๑๐๒๑๗ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๐
เรื่อง ให้กำชับการปฏิบัติหน้าที่
ผบช.ก.,น.,ภ.๑-๔

ด้วยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีหนังสือที่ นร ๑๒๐๖/๙๘๘๕ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๐ เรียน ตร. ว่าได้รับแจ้งจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจหลายแห่งแจ้งข้อขัดข้องว่า ไม่สามารถส่งสำเนาสำนวนการสอบสวนคดี      ยาเสพติดให้โทษให้สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ เพราะต้องห้ามตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย/คำสั่งกรมตำรวจ และบันทึกกรมตำรวจที่ห้ามสำเนาสำนวนการสอบสวนให้แก่บุคคลภายนอกผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. อ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งมีข้อกำหนดให้เลขาธิการ ป.ป.ส. พิจารณาส่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าฟังการสอบสวนคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด และระบุอำนาจหน้าที่แนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ฟังการสอบสวนไว้ด้วย จึงขอให้ ตร.สั่งให้สถานีตำรวจต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรให้สำเนาสำนวนการสอบสวนแก่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามที่ขอได้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตร.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยหลักการนั้นแม้สำนวนคดีอาญาจะมีระเบียบ ตร.กำหนดให้ต้องสงวนไว้เป็นความลับ แต่กรณีนี้ ป.ป.ส. เป็นหน่วยงานระดับชาติที่รับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสำเนาสำนวนคดียาเสพติดให้โทษก็เพื่อประโยชน์ของทางราชการ จึงให้สั่งพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. โดยการให้สำเนาสำนวนการสอบสวนคดียาเสพติดให้โทษ และให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรายงานคดีตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗(๑)  ข้อ ๑๐ วรรค ๒ โดยเคร่งครัดด้วย

(ลงชื่อ) พล.ต.ท. แสวง ธีระสวัสดิ์
(แสวง ธีระสวัสดิ์)
รอง อ.ตร.ปฏิบัติราชการแทน อ.ตร.

 

 

 


(๑) ปัจจุบันคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. ๒๕๓๗

 

 

 

 


  ที่ มท ๐๖๐๓.๓/๒๑๔๓         

                                                                                                         กรมตำรวจ ถนนพระรามที่ ๑
ปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๕๐๐


                                   

     ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๐

เรื่อง      สำเนาเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดียาเสพติด
เรียน      เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
อ้างถึง    หนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ นร ๑๒๐๖(๑)/๙๘๘๕  
ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๐
สิ่งที่ส่งมาด้วย      บันทึกกรมตำรวจที่ ๐๖๐๓.๓/๑๐๒๑๗ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๐

      ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่อ้างถึง ขอให้กรมตำรวจพิจารณามีคำสั่งให้สถานีตำรวจต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ให้สำเนาสำนวนการสอบสวนคดียาเสพติดให้โทษแก่เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามที่ขอมาเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจหลายแห่งแจ้งข้อขัดข้องว่าไม่สามารถส่งสำเนาการสอบสวนคดียาเสพติดให้โทษให้สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ เพราะต้องห้ามตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย คำสั่งกรมตำรวจ และบันทึกกรมตำรวจ ที่ห้ามสำเนาสำนวนการสอบสวนให้บุคคลภายนอกผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

กรมตำรวจได้พิจารณาในปัญหาดังกล่าวแล้ว เห็นควรให้ความร่วมมือตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอความร่วมมือมา โดยกรมตำรวจได้มีบันทึกสั่งที่ ๐๖๐๓.๓/๑๐๒๑๗ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๐

สั่งกำชับพนักงานสอบสวนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
โดยการให้สำเนาสำนวนการสอบสวนและให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรายงานคดีตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานในคดี    ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗(*)ข้อ ๑๐ วรรค ๒ โดยเคร่งครัดด้วย
จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ) พลตำรวจโท แสวง ธีระสวัสดิ์
(แสวง ธีระสวัสดิ์)
รองอธิบดีฯ ปฏิบัติราชการแทน

 


(๑) ปัจจุบันคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. ๒๕๓๗

 

 

 

 

บันทึกข้อความ

ส่วนราชการ        กรมตำรวจ กองวิจัยและวางแผน โทร. ๒๕๒๗๙๓๓
ที่          มท ๐๖๐๘.๖/ว ๕๘๗๙ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๓
เรื่อง      การรายงานผลการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ
ผบช.ก.,น,ภ. ๑-๔ ตชด., ศ., พต.

๑.  ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ตร. ประจำปี ๒๕๓๑ ลง ๒๒ ธ.ค. ๒๕๓๐ และหนังสือ วผ. ที่ ๐๖๐๘.๖/๘๙๒ ลง ๒๙ ก.พ. ๒๕๓๑ ให้หน่วยต่างๆ รายงานผลการปราบปรามยาเสพติดมายัง วผ. โดยใช้แบบ ภ.๑ และ ภ.๒ ความละเอียดแจ้งอยู่แล้วนั้น
๒.  ปรากฏว่ามีบางหน่วยงานเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอซักซ้อมความเข้าใจ ดังนี้
๒.๑  แผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ตร. ประจำปี ๒๕๓๑ ไม่มีผลยกเลิก       
การรายงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗(*)  ซึ่งกำหนดไว้เป็นทางประสานงานระหว่าง ตร. กับ ป.ป.ส. แต่อย่างใด ดังนั้น หน่วยต่างๆ ยังคงต้องรายงานผลการปราบปรามยาเสพติดของหน่วยไปยัง ป.ป.ส. ตามแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวต่อไป
๒.๒  การรายงานผลในส่วนของ ตร. ตามแบบ ภ.๑ และ ภ.๒ นั้น ให้ ศปส.บช. ต่างๆ รวบรวม รายงานไปยัง ตร. โดยผ่าน วผ. และขอกำชับว่าไม่ต้องรายงานตรงไปยังสำนักงานผู้บังคับบัญชาโดยตรงอีกต่อไป

 

            จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

 

(ลงชื่อ) พล.ต.ท. แสวง ธีระสวัสดิ์

(แสวง ธีระสวัสดิ์)
รอง อ.ตร. (ป.ป.) ปรท. อ.ตร.

 

 


(*)ปัจจุบันคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ พ.ศ. ๒๕๓๗

 

 

 

 

 

ระเบียบกรมตำรวจ
ว่าด้วยวิธีจัดการเกี่ยวกับคดียาเสพติดให้โทษอื่นๆ
(ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๓๗
 


                        ตามคำสั่งกรมตำรวจ ที่ ๙/๒๔๙๘ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ให้ใช้ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย   ที่ ๑/๒๔๙๘ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ เรื่อง วางระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ในลักษณะ ๑๘ บทที่ ๘ วิธีจัดการเกี่ยวกับคดี  
ยาเสพติดให้โทษอื่นๆ ไว้เป็นทางปฏิบัติแล้ว นั้น เนื่องจากได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ และประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดแบบรายงานคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ ออกใช้บังคับ จึงสมควรประมวลไว้ในประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีไว้ถือปฏิบัติต่อไป อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ แห่งข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ ๔/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๙ ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมตำรวจ ยกเลิก แก้ไข เพิ่มเติม ประมวลระเบียบการตำรวจทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคดีและในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับคดีได้ จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ให้ยกเลิกความในท้ายข้อ ๕๕๖ และเพิ่มความที่แนบท้ายระเบียบนี้เป็นบทที่ ๘/๑ บทที่ ๘/๒ และ   บทที่ ๘/๓ ของลักษณะ ๑๘ แห่งประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี
ข้อ ๒     ให้ใช้ระเบียบนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

พลตำรวจเอก พจน์ บุณยะจินดา
(พจน์ บุณยะจินดา)
อธิบดีกรมตำรวจ

 

 

 

 

 


ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๗
 


                        เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๒๗ แต่ระเบียบนี้ยังขาดสาระสำคัญหลายประการประกอบกับมีกฎหมายใหม่ และมียาเสพติดที่ถูกควบคุมเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นอุปสรรคต่อการตรวจพิสูจน์และการเก็บรักษาของกลางยาเสพติด
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว และให้การดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดของกลาง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(๑)
ข้อ ๓     ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗
ข้อ ๔     ระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้
ข้อ ๕     ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รักษาการตามระเบียบนี้แทน
ข้อ ๖      ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เสนอเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นผู้วินิจฉัย

หมวด ๑
บททั่วไป

ข้อ ๗     ในระเบียบนี้
“เจ้าพนักงาน” หมายความว่าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร กรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการและเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“พนักงานสอบสวน” หมายความว่าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
“ยาเสพติด” หมายความว่ายาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เว้นแต่ยาเสพติดให้โทษประเภท ๓ และให้หมายความรวมถึงวัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท สารระเหยตามกฎหมาย


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๑ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๗

 

ว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหยที่ถูกจับหรือยึดได้และสิ่งที่สงสัยว่าเป็นยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์หรือสารระเหยดังกล่าวด้วย
“สถานตรวจพิสูจน์” หมายความว่าสถานตรวจพิสูจน์ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
“ผู้ตรวจพิสูจน์” หมายความว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานตรวจพิสูจน์ที่มีความรู้ความสามารถทำการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดและสามารถรายงานผลการตรวจพิสูจน์ได้
“การตรวจพิสูจน์” หมายความว่าการตรวจเพื่อบ่งชี้ว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่ ชนิด ประเภทใด ตลอดจนการตรวจหาความบริสุทธิ์ และปริมาณของสารเสพติดด้วย

หมวด ๒
การส่งยาเสพติดให้พนักงานสอบสวน

ข้อ ๘     เมื่อเจ้าพนักงานจับหรือยึดยาเสพติดได้ไม่ว่าจะมีตัวผู้ต้องหาหรือไม่ ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึดทำการตรวจสอบจำนวน ปริมาณและน้ำหนัก และบรรจุยาเสพติดนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อยแข็งแรง ปลอดภัยเท่าที่จะกระทำได้ แล้วให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึดจัดทำบันทึกการจับกุมหรือการยึดพร้อมทั้งรายละเอียดตามสมควรไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๙      ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึดรีบนำยาเสพติดพร้อมตัวผู้ต้องหาถ้ามี ส่งพนักงานสอบสวนโดยเร็ว
ข้อ ๑๐    ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ตรวจสอบยาเสพติดของกลางต่อหน้าผู้ต้องหาและเจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึดแล้วแต่กรณี และให้ปฏิบัติดังนี้
(๑)  ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ วัตถุออกฤทธิ์หรือสารระเหยให้บรรจุยาเสพติดทั้งหมดนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปลอดภัย แล้วลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึด ผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวน ในแบบฉลากที่ปิดภาชนะนั้นไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
(๒)  ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕
(ก) ถ้ามีน้ำหนักไม่ถึงสิบกิโลกรัม ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ (๑)
(ข) ถ้ามีน้ำหนักตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ให้บรรจุยาเสพติดทั้งหมดนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปลอดภัยเท่าที่จะกระทำได้ แล้วลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึด ผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวน ในแบบฉลากที่ปิดภาชนะนั้นไว้เพื่อเป็นหลักฐานแล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อปฏิบัติตามข้อ ๑๒
ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ยึดและพนักงานสอบสวนร่วมบันทึกและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
การปิดฉลากที่ภาชนะบรรจุยาเสพติด ให้ปิดทับภาชนะในลักษณะที่หากจะมีการเปิดภาชนะดังกล่าวแล้ว จะต้องทำให้ฉลากที่ปิดภาชนะฉีกขาดหรือไม่อยู่ในสภาพที่ปิดอยู่ตามปกติ และแบบฉลากที่ใช้ปิดภาชนะยาเสพติด ให้ทำตาม แบบป.ป.ส. ๖-๓๑ ท้ายระเบียบนี้

หมวด ๓
การส่งยาเสพติดเพื่อตรวจพิสูจน์

ข้อ ๑๑    ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ลงเลขคดี ชื่อผู้ต้องหาถ้ามี ให้ชัดเจนบนภาชนะที่บรรจุยาเสพติดแล้วส่งยาเสพติดทั้งหมดในสภาพตามที่ได้กระทำไว้ตามข้อ ๑๐ ไปตรวจพิสูจน์ที่สถานตรวจพิสูจน์โดยเร็ว เว้นแต่กรณีตามข้อ ๑๐(๒) (ข) ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑๒
หนังสือนำส่งยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์ของพนักงานสอบสวน ให้ทำตาม แบบ ป.ป.ส. ๖-๓๒ ท้ายระเบียบนี้
ข้อ ๑๒   ในกรณียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ มีน้ำหนักตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ตามข้อ ๑๐(๒) (ข) ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีมีหนังสือแจ้งสถานตรวจพิสูจน์ที่ใกล้ที่สุดทราบโดยเร็ว และให้สถานตรวจพิสูจน์ส่งผู้ตรวจพิสูจน์ไปร่วมดำเนินการโดยเร็ว
ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสอบน้ำหนัก ทำการสุ่มตัวอย่างและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยให้บรรจุตัวอย่างยาเสพติดที่สุ่มนั้นลงในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปลอดภัย แล้วลงลายมือชื่อพนักงานสอบสวนและผู้ตรวจพิสูจน์ไว้เป็นหลักฐานในแบบฉลากที่ปิดภาชนะบรรจุยาเสพติดเช่นเดียวกับข้อ ๑๐(๒) (ก) แล้วให้ผู้ตรวจพิสูจน์นำตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์ สำหรับยาเสพติดส่วนที่เหลือให้คงเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัยตามข้อ ๑๐(๒) (ข)
การรายงานผลการตรวจยาเสพติดของกลางในกรณีนี้ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์รับรองผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง      ทั้งหมด
ข้อ ๑๓   ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปนำยาเสพติดของกลางดังต่อไปนี้ส่งด้วยตนเองพร้อมแสดงบัตรประจำตัวด้วย และให้ผู้ตรวจพิสูจน์ทำการบันทึกชื่อ ตำแหน่งของผู้นำส่งไว้เป็นหลักฐาน
(๑)  ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปเฉพาะฝิ่นให้มีน้ำหนักตั้งแต่ห้าร้อยกรัมขึ้นไป
(๒)  ยาเสพติดให้โทษประเภท ๔
(๓)  ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งกิโลกรัมแต่ไม่ถึงสิบกิโลกรัม
(๔)  วัตถุออกฤทธิ์ที่มีน้ำหนักตั้งแต่สิบห้ากรัม หรือสองร้อยเม็ดขึ้นไป
(๕)  สารระเหยซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งกิโลกรัมขึ้นไป
ในกรณีที่เป็นยาเสพติดซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในวรรคก่อนนั้น พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้นำส่งแทน หรือจะจัดส่งกับการสื่อสารแห่งประเทศไทยในประเภทไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนโดยการบรรจุสองชั้น ก็ได้

หมวด ๔
การตรวจพิสูจน์

ข้อ ๑๔   ให้สถานตรวจพิสูจน์รับยาเสพติดของกลางที่จัดส่งมาตามระเบียบนี้ไว้เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่ายาเสพติดของกลางที่ส่งมานั้น จะนำมาจากพนักงานสอบสวนนอกเขตพื้นที่ที่สถานตรวจพิสูจน์นั้นรับผิดชอบ
ข้อ ๑๕   ในกรณีจัดส่งยาเสพติดโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน เมื่อปรากฏแก่ผู้เปิดไปรษณีย์ภัณฑ์ว่า สิ่งที่ส่งมายังสถานตรวจพิสูจน์นั้นเป็นยาเสพติด ให้ผู้เปิดไปรษณีย์ภัณฑ์นำไปรษณีย์ภัณฑ์ดังกล่าวไปมอบให้หัวหน้าสถานตรวจพิสูจน์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเพื่อดำเนินการต่อไป

(๒)ข้อ ๑๖          ในกรณียาเสพติดของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ หรือ ประเภท ๒ ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป หรือฝิ่นซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ห้าร้อยกรัมขึ้นไป ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑)  ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ไม่น้อยกว่าสองคนตรวจสภาพภาชนะที่บรรจุยาเสพติดของกลางตรวจสภาพยาเสพติดของกลาง ชั่งน้ำหนัก และทำการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นต่อหน้าพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายซึ่งเป็นผู้นำส่งยาเสพติด แล้วให้ทำบันทึกผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นตาม แบบ ป.ป.ส. ๖-๓๓ ท้ายระเบียบนี้
ในกรณีที่จำเป็น ผู้ตรวจพิสูจน์หนึ่งคนอาจดำเนินการตาม (๑) ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่น ดังนี้
(ก)  ในสถานตรวจพิสูจน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการร่วมกับนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งผู้บัญชาการสำนักงานวิทยาการตำรวจมอบหมายเป็นหนังสือ
(ข)  ในสถานตรวจพิสูจน์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการ   ร่วมกับข้าราชการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ซึ่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มอบหมายเป็นหนังสือ
(ค)  ในสถานตรวจพิสูจน์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการร่วมกับข้าราชการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมอบหมายเป็นหนังสือ
(๒)  เมื่อทำการตรวจพิสูจน์หาความบริสุทธิ์และรายละเอียดอื่นๆ ในห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ให้สถานตรวจพิสูจน์ส่งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับยาเสพติดของกลางตามแบบ ป.ป.ส. ๖-๓๕ ท้ายระเบียบนี้
(๓)ข้อ ๑๗    ในกรณีที่ยาเสพติดของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึงยี่สิบกรัม หรือฝิ่นซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึงห้าร้อยกรัม หรือยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑)  ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ไม่น้อยกว่าสองคนทำการตรวจสภาพภาชนะที่บรรจุยาเสพติดของกลางแล้วให้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานตาม แบบ ป.ป.ส. ๖-๓๔ ท้ายระเบียบนี้
ในกรณีที่จำเป็น ผู้ตรวจพิสูจน์หนึ่งคนอาจดำเนินการตาม (๑) ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่น ดังนี้
(ก)   ในสถานตรวจพิสูจน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการร่วมกับนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งผู้บัญชาการสำนักงานวิทยาการตำรวจมอบหมายเป็นหนังสือ
(ข)   ในสถานตรวจพิสูจน์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการร่วมกับข้าราชการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ซึ่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มอบหมายเป็นหนังสือ
(ค)   ในสถานตรวจพิสูจน์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด    ผู้ตรวจพิสูจน์อาจดำเนินการร่วมกับข้าราชการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมอบหมายเป็นหนังสือ

(๒)  เมื่อทำการตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ให้สถานตรวจพิสูจน์ส่งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทราบภายในสามสิบวันสำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ หรือประเภท ๒ และภายในยี่สิบวัน



(๒) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๓ ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๗ ง ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน
(๓) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔ และให้ใช้ข้อความ
ที่พิมพ์ไว้นี้แทน

สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท ๔ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย ทั้งนี้ นับแต่วันที่ได้รับยาเสพติดของกลาง ตาม แบบ ป.ป.ส. ๖-๓๕ ท้ายระเบียบนี้
ข้อ ๑๘   เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูลผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดไว้ในที่เดียวกัน ให้สถานตรวจพิสูจน์ทุกแห่ง ส่งสำเนารายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ทราบเป็นประจำทุกเดือน

หมวด ๕
การเก็บรักษา

ข้อ ๑๙    ให้สถานตรวจพิสูจน์ นำยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ วัตถุออกฤทธิ์และสารระเหย ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ นำส่งไปเก็บรักษาที่กระทรวงสาธารณสุข
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามนายเพื่อทำการตรวจรับยาเสพติดที่ส่งมาเก็บรักษา และทำบัญชีไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามข้อ ๑๐(๒) (ก) ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้เก็บรักษา
สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ภัณฑ์ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้สถานตรวจพิสูจน์ นำส่งไปเก็บรักษาที่กระทรวงสาธารณสุข
ในกรณีที่ปรากฏว่าสิ่งที่ส่งมาตรวจพิสูจน์ไม่ใช่ยาเสพติด ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ส่งคืนพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจพิสูจน์

หมวด ๖
การทำลาย

ข้อ ๒๐   การทำลายยาเสพติดของกลางให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                                                                        ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

(ลงชื่อ) ชวน  หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ที่ ๑๕ /๒๕๔๖
เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์
 


            อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ ๗ แห่ง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับยึดและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
๑.   ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังต่อไปนี้
(๑)     คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๒/๒๕๔๒ เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๒
(๒)   คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๓/๒๕๔๓ เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ (เพิ่มเติม) ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓
(๓)    คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๖/๒๕๔๓ เรื่อง การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดและหน้าที่ในการตรวจพิสูจน์ของสถานตรวจพิสูจน์ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓
(๔)    คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๑/๒๕๔๕ เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ (เพิ่มเติม) ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๕
(๕)    คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๓/๒๕๔๕ เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ด้านปริมาณวิเคราะห์เพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๕
๒.   ให้สถานตรวจพิสูจน์ต่อไปนี้ เป็นสถานตรวจพิสูจน์ เพื่อการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด   ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึดและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด
๒.๑  สถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของสำนักงาน ป.ป.ส. ได้แก่ สำนักปราบปรามยาเสพติด สถานที่ตั้ง     เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐
๒.๒  สถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แก่
๒.๒.๑   สำนักยาและวัตถุเสพติด สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐
๒.๒.๒  ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ๙๐๐๐๐
๒.๒.๓   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐
๒.๒.๔   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่ สถานที่ตั้ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐
๒.๒.๕   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ๒๐๐๐๐
๒.๒.๖   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ๓๐๐๐๐
๒.๒.๗   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐
๒.๒.๘   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๐๐๐
๒.๒.๙   ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ๙๒๐๐๐
๒.๒.๑๐ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ๕๗๐๐๐ (ยกเลิก)*
๒.๒.๑๑ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐
๒.๒.๑๒ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๔๐๐๐
๒.๒.๑๓ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐
๒.๒.๑๔ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครสวรรค์ สถานที่ตั้ง อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ๖๐๑๓๐
๒.๓    สถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของสำนักงานวิทยาการตำรวจ ได้แก่
๒.๓.๑   กองพิสูจน์หลักฐาน สถานที่ตั้ง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
๒.๓.๒   กองกำกับการวิทยาการเขต ๑ สถานที่ตั้ง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๐๐๐
๒.๓.๓   วิทยาการจังหวัดอ่างทอง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ๑๔๐๐๐
๒.๓.๔   วิทยาการจังหวัดสระบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ๑๘๐๐๐
๒.๓.๕   วิทยาการจังหวัดลพบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ๑๕๐๐๐
๒.๓.๖   วิทยาการจังหวัดสิงห์บุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ๑๖๐๐๐
๒.๓.๗   วิทยาการจังหวัดชัยนาท สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ๑๗๐๐๐
๒.๓.๘   วิทยาการจังหวัดปทุมธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ๑๒๐๐๐
๒.๓.๙   วิทยาการจังหวัดนนทบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐
๒.๓.๑๐ กองกำกับการวิทยาการเขต ๒ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ๒๐๐๐๐
๒.๓.๑๑ วิทยาการจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๔๐๐๐
๒.๓.๑๒ วิทยาการจังหวัดปราจีนบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ๒๕๐๐๐
๒.๓.๑๓ วิทยาการจังหวัดนครนายก สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ๒๖๐๐๐
๒.๓.๑๔ วิทยาการจังหวัดสมุทรปราการ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ๑๐๒๗๐
๒.๓.๑๕ วิทยาการจังหวัดระยอง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ๒๑๐๐๐
๒.๓.๑๖ วิทยาการจังหวัดจันทบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ๒๒๐๐๐
๒.๓.๑๗ วิทยาการจังหวัดตราด สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด ๒๓๐๐๐
๒.๓.๑๘ กองกำกับการวิทยาการเขต ๓ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ๗๓๐๐๐
๒.๓.๑๙ วิทยาการจังหวัดราชบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ๗๐๐๐๐
๒.๓.๒๐ วิทยาการจังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๐๐๐
๒.๓.๒๑ วิทยาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๗๗๐๐๐
๒.๓.๒๒ วิทยาการจังหวัดเพชรบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๐๐๐
๒.๓.๒๓ วิทยาการจังหวัดสมุทรสาคร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ๗๔๐๐๐
๒.๓.๒๔ วิทยาการจังหวัดสมุทรสงคราม สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐
๒.๓.๒๕ วิทยาการจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ๗๒๐๐๐
๒.๓.๒๖ กองกำกับการวิทยาการเขต ๔ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ๓๐๐๐๐
๒.๓.๒๗ วิทยาการจังหวัดชัยภูมิ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๓๖๐๐๐


* ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ ๑/๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๒๒ ง
ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

๒.๓.๒๘ วิทยาการจังหวัดบุรีรัมย์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ๓๑๐๐๐
๒.๓.๒๙ วิทยาการจังหวัดสุรินทร์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ๓๒๐๐๐
๒.๓.๓๐ วิทยาการจังหวัดศรีสะเกษ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐
๒.๓.๓๑ กองกำกับการวิทยาการเขต ๕ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๐๐๐
๒.๓.๓๒ วิทยาการจังหวัดกาฬสินธุ์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๐๐๐
๒.๓.๓๓ วิทยาการจังหวัดมหาสารคาม สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ๔๔๐๐๐
๒.๓.๓๔ วิทยาการจังหวัดยโสธร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ๓๕๐๐๐
๒.๓.๓๕ วิทยาการจังหวัดร้อยเอ็ด สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ๔๕๐๐๐
๒.๓.๓๖ กองกำกับการวิทยาการเขต ๖ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐
๒.๓.๓๗ วิทยาการจังหวัดอุดรธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐
๒.๓.๓๘ วิทยาการจังหวัดหนองคาย สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ๔๓๐๐๐
๒.๓.๓๙ วิทยาการจังหวัดเลย สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ๔๒๐๐๐
๒.๓.๔๐ วิทยาการจังหวัดสกลนคร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ๔๗๐๐๐
๒.๓.๔๑ วิทยาการจังหวัดนครพนม สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ๔๘๐๐๐
๒.๓.๔๒ วิทยาการจังหวัดมุกดาหาร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ๔๙๐๐๐
๒.๓.๔๓ กองกำกับการวิทยาการเขต ๗ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ๕๒๐๐๐
๒.๓.๔๔ วิทยาการจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๐๐๐
๒.๓.๔๕ วิทยาการจังหวัดเชียงราย สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ๕๗๐๐๐
๒.๓.๔๖ วิทยาการจังหวัดพะเยา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ๕๖๐๐๐
๒.๓.๔๗ วิทยาการจังหวัดแพร่ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ๕๔๐๐๐
๒.๓.๔๘ วิทยาการจังหวัดน่าน สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
๒.๓.๔๙ วิทยาการจังหวัดลำพูน สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ๕๑๐๐๐
๒.๓.๕๐ วิทยาการจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕๘๐๐๐
๒.๓.๕๑ กองกำกับการวิทยาการเขต ๘ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐
๒.๓.๕๒ วิทยาการจังหวัดเพชรบูรณ์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ๖๗๐๐๐
๒.๓.๕๓ วิทยาการจังหวัดอุตรดิตถ์ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ๕๓๐๐๐
๒.๓.๕๔ วิทยาการจังหวัดพิจิตร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ๖๖๐๐๐
๒.๓.๕๕ วิทยาการจังหวัดสุโขทัย สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ๖๔๐๐๐
๒.๓.๕๖ กองกำกับการวิทยาการเขต ๙ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ๖๐๐๐๐
๒.๓.๕๗ วิทยาการจังหวัดกำแพงเพชร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ๖๒๐๐๐
๒.๓.๕๘ วิทยาการจังหวัดตาก สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ๖๓๐๐๐
๒.๓.๕๙ วิทยาการจังหวัดอุทัยธานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ๖๑๐๐๐
๒.๓.๖๐ กองกำกับการวิทยาการเขต ๑๐ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๔๐๐๐
๒.๓.๖๑ วิทยาการจังหวัดชุมพร สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ๘๖๐๐๐
๒.๓.๖๒ วิทยาการจังหวัดระนอง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ๘๕๐๐๐
๒.๓.๖๓ วิทยาการจังหวัดพังงา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ๘๒๐๐๐
๒.๓.๖๔ วิทยาการจังหวัดภูเก็ต สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ๘๓๐๐๐
๒.๓.๖๕ กองกำกับการวิทยาการเขต ๑๑ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐
๒.๓.๖๖ วิทยาการจังหวัดตรัง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ๙๒๐๐๐
๒.๓.๖๗ วิทยาการจังหวัดพัทลุง สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
๒.๓.๖๘ วิทยาการจังหวัดกระบี่ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ๘๑๐๐๐
๒.๓.๖๙ กองกำกับการวิทยาการเขต ๑๒ สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ๙๕๐๐๐
๒.๓.๗๐ วิทยาการจังหวัดนราธิวาส สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ๙๖๐๐๐
๒.๓.๗๑ วิทยาการจังหวัดปัตตานี สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ๙๔๐๐๐
๒.๓.๗๒ วิทยาการจังหวัดสงขลา สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ๙๐๐๐๐
๒.๓.๗๓ วิทยาการจังหวัดสตูล สถานที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ๙๑๐๐๐
.  ให้แบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบในการตรวจพิสูจน์ของสถานตรวจพิสูจน์ ตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายละเอียดการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบในการตรวจพิสูจน์ท้ายคำสั่งนี้
ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

พลเอก    ชวลิต  ยงใจยุทธ
(ชวลิต ยงใจยุทธ)
รองนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

**DOWNLOAD**
บัญชีรายละเอียดการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบในการตรวจพิสูจน์ แนบท้ายคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๑๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๖

 

 

 

 


คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ที่ ๔ /๒๕๔๘
เรื่อง  กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ (เพิ่มเติม)

 

ด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๗ กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม    ยาเสพติด เป็นผู้กำหนดสถานตรวจพิสูจน์เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ของกลางยาเสพติดให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๗ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๗ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
จึงมีมติกำหนดให้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นสถานตรวจพิสูจน์เพื่อการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด

 

                                ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                                         สั่ง    ณ   วันที่ ๒๘  พฤศจิกายน   พ.ศ.  ๒๕๔๘

 พลตำรวจเอก  ชิดชัย  วรรณสถิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 


ระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๖
_____________________

            โดยที่เป็นการสมควรวางระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่ผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดเนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจพิสูจน์ของกลางยาเสพติด โดยต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญในทางคดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพิพากษาคดีของศาล ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจให้ผู้ตรวจพิสูจน์ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การปราบปรามยาเสพติดสัมฤทธิ์ผลตามนโยบายของรัฐบาล
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กระทรวงการคลังจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติด              พ.ศ. ๒๕๔๖”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ข้อ ๓     บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้
“ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงสารเคมีหรือวัตถุที่ควบคุมเพื่อป้องกันการผลิตยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโภคภัณฑ์
“ผู้ตรวจพิสูจน์” หมายความว่า ผู้ตรวจพิสูจน์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
“การตรวจพิสูจน์” หมายความว่า การตรวจพิสูจน์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
“เงินค่าตอบแทน” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่ผู้ตรวจพิสูจน์
ข้อ ๕     ให้จ่ายเงินค่าตอบแทนการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
(๑)   กรณีตรวจคุณภาพวิเคราะห์ เพื่อทราบชนิดและน้ำหนักสุทธิของยาเสพติดให้จ่ายคดีละ ๕๐ บาท
(๒)  กรณีตรวจคุณภาพและตรวจปริมาณวิเคราะห์ เพื่อทราบชนิด น้ำหนักสุทธิของยาเสพติด ปริมาณความบริสุทธิ์ และน้ำหนักสารบริสุทธิ์ ให้จ่ายคดีละ ๑๐๐ บาท
ข้อ ๖      การขอรับเงินค่าตอบแทนตามข้อ ๕ ให้ผู้ตรวจพิสูจน์ยื่นแบบขอรับเงินค่าตอบแทนตามแบบท้ายระเบียบพร้อมทั้งแนบหนังสือการนำส่งของกลางมาตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานนำส่งตรวจพิสูจน์ และสำเนารายงานผลการตรวจคุณภาพวิเคราะห์และหรือปริมาณวิเคราะห์แล้วแต่กรณี โดยยื่นต่อบุคคลดังต่อไปนี้
(๑)   ในส่วนกลาง
ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ยื่นต่อผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน
ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ยื่นต่ออธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ส. ให้ยื่นต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ      ปราบปรามยาเสพติด
(๒)   ในส่วนภูมิภาค
ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ยื่นต่อผู้บังคับการกองวิทยาการภาค
ผู้ตรวจพิสูจน์ในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์    การแพทย์
ให้บุคคลตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินค่าตอบแทน
ข้อ ๗     ให้ส่วนราชการผู้เบิกวางฎีกาเบิกเงินค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณรายจ่าย งบดำเนินงาน ซึ่งได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ กับกรมบัญชีกลาง สำนักงานคลังจังหวัดหรือสำนักงานคลังจังหวัด ณ อำเภอโดยไม่ต้องแนบเอกสารประกอบฎีกา แต่ให้รับรองจำนวนเงินที่จะเบิกเป็นค่าตอบแทน โดยแสดงรายละเอียดหลังฎีกาเบิกจ่ายเงิน
ข้อ ๘     การจ่ายเงินค่าตอบแทนต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินตามระเบียบของทางราชการไว้เพื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ
ข้อ ๙      ผู้ตรวจพิสูจน์ซึ่งได้รับเงินค่าตอบแทนหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนตามระเบียบนี้
ข้อ ๑๐    วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินที่ไม่ได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
ข้อ ๑๑    ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนี้

 

                                                                                    ประกาศ ณ วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

ร้อยเอก    สุชาติ  เชาว์วิศิษฐ
(สุชาติ เชาว์วิศิษฐ)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

 

 

 

 

Text Box: (ฉบับปรับปรุงแก้ไข)

 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๗

 

            เพื่อให้การดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำนักนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง
จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑    ระเบียบนี้เรียกว่า  “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล
คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗”

            [1]ข้อ ๒   ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

            ข้อ ๓    ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗

            ข้อ ๔    ระเบียบ  ข้อบังคับ  หรือคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

            ข้อ ๕    ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรักษาการตามระเบียบนี้ 

หมวด ๑

ข้อความทั่วไป

            ข้อ ๖     ในระเบียบนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

                        “ยาเสพติด”  หมายความว่า  ยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติดและให้หมายความรวมถึงสารเคมีหรือวัตถุที่ควบคุมเพื่อป้องกันการผลิตยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโภคภัณฑ์

                        “ผลิต”  หมายความว่า   เพาะ   ปลูก   ทำ   ผสม   ปรุง   แปรสภาพ   เปลี่ยนรูป  สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์  และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย

                        “จำหน่าย”  หมายความว่า  ขาย  จ่าย  แจก  แลกเปลี่ยน  ให้

                        “เงินสินบน”  หมายความว่า  เงินที่จ่ายให้แก่ผู้แจ้งความนำจับ

                        [2] “เงินรางวัล”  หมายความว่า  เงินที่จ่ายให้เจ้าพนักงานผู้สืบสวน  จับกุมการกระทำความผิดหรือยึดยาเสพติดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด  และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างใด    อย่างหนึ่งซึ่งนำไปสู่การจับกุมหรือยึดยาเสพติด”

                        “ผู้แจ้งความนำจับ”  หมายความว่า ผู้แจ้งความว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความตามระเบียบนี้

                        “รัฐมนตรี”  หมายความว่า  รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                        “ป.ป.ส.”  หมายความว่า  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                        “สำนักงาน ป.ป.ส.”  หมายความว่า  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                        “คณะอนุกรรมการ”  หมายความว่า  คณะอนุกรรมการเงินสินบนเงินรางวัลตามระเบียบนี้

[3]“คณะอนุกรรมการภาค”  หมายความว่า  คณะอนุกรรมการเงินสินบนเงินรางวัลประจำภาคตามระเบียบนี้

            ข้อ ๗    ระเบียบนี้ไม่ใช่การโฆษณาให้คำมั่นแก่บุคคลใดตามกฎหมาย แต่เป็นระเบียบที่วางไว้เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ของทางราชการ ในการพิจารณาจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับหรือ
เจ้าพนักงานตามที่เห็นสมควรเท่านั้น

            ข้อ ๘    การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลตามระเบียบนี้ ให้สำนักงาน ป.ป.ส. จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินอุดหนุน หรือเงินหมวดอื่นที่จ่ายในลักษณะเงินอุดหนุน

            ข้อ ๙     ผู้ขอรับหรือได้รับเงินสินบนเงินรางวัลหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นมาแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนเงินรางวัลตามระเบียบนี้

            ข้อ ๑๐     เจ้าพนักงานผู้ใดซึ่งมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนตามระเบียบนี้

            ข้อ ๑๑     ถ้าคดีใดมีผู้แจ้งความนำจับหลายคน ให้จ่ายเงินสินบนโดยแบ่งเท่า ๆ กันทุกคน เว้นแต่จะมีหลักฐานตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

           

หมวด ๒

การแจ้งความนำจับ

            ข้อ ๑๒    เจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความตามระเบียบนี้  ได้แก่

                         (๑)  กรรมการ  เลขาธิการ  รองเลขาธิการ  ผู้ช่วยเลขาธิการ  และข้าราชการสำนักงาน
ป.ป.ส. ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

                         (๒)  พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่สืบสวนจับกุมที่มียศตั้งแต่
ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป หัวหน้ากิ่งสถานีตำรวจ หรือหัวหน้าสถานีตำรวจตำบล

                         (๓)  เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามและการตรวจสินค้าตั้งแต่
ระดับ ๔ ขึ้นไป

                         (๔)  ผู้ว่าราชการจังหวัด  รองผู้ว่าราชการจังหวัด  ปลัดจังหวัด  นายอำเภอ  ปลัดอำเภอ  และปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

                         (๕)  สำหรับผู้กระทำผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร นอกจากจะแจ้งความกับเจ้าพนักงาน
ผู้รับแจ้งความตาม (๑)  (๒)  (๓)  หรือ (๔)  ดังกล่าวข้างต้น อาจแจ้งความกับผู้บังคับบัญชาทหารตั้งแต่ชั้น
ผู้บังคับกองพันหรือเทียบเท่าขึ้นไป นายทหารฝ่ายการสารวัตร นายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน

                          เจ้าพนักงานตาม (๑)  (๒)  (๓)  (๔)  และ (๕)  ให้หมายความรวมถึงผู้ปฏิบัติราชการแทนหรือรักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่งด้วย

            ข้อ ๑๓    การแจ้งความนำจับให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตามข้อ ๑๒ และก่อนการจับกุมโดยทำใบรับ
แจ้งความตามแบบที่ ป.ป.ส. กำหนด  เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนจะแจ้งความนำจับด้วยวาจาต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจก่อนและจัดทำหลักฐานการแจ้งความภายหลังการจับกุมได้

                       

หมวด ๓

อัตราและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนเงินรางวัล

            ข้อ ๑๔   ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล ตามข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗ ด้วยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ทังนี้ โดยคำนึงถึงยาเสพติดแต่ละประเภท

             [4]ข้อ  ๑๕  เงินสินบน  ให้คำนวณตามปริมาณยาเสพติดของกลางที่บริสุทธิ์ตามรายงาน  สถานตรวจพิสูจน์ของสำนักงาน  ป.ป.ส.  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

            ข้อ ๑๖     กรณีกัญชาหรือพืชกระท่อมจะจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลเฉพาะขณะจับกุมเป็นกัญชา หรือพืชกระท่อมแห้งเท่านั้น โดยคำนวณจากส่วนที่แห้งและใช้เสพได้

             [5]ข้อ  ๑๗  กรณียาเสพติดของกลางเป็นแอมเฟตามีนและอนุพันธ์ของแอมเฟตามีนที่มีหน่วย  
การใช้เป็นเม็ด  และยาเสพติดของกลางที่ไม่เข้าเกณฑ์ต้องคำนวณหาสารบริสุทธิ์  ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยการจับ  ยึด  และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด  พ.ศ.  ๒๕๓๗  ให้คำนวณเงินสินบนเป็น 
รายเม็ด  หรือตามน้ำหนักสุทธิ  แล้วแต่กรณี  ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

              [6]ข้อ  ๑๘  เงินสินบน  ให้จ่ายเมื่อเจ้าพนักงานได้ดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข  ดังนี้

                               (๑)   คดีที่จับได้ทั้งผู้ต้องหาและยาเสพติดของกลาง  โดยผู้ต้องหาได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  พ.ศ. ๒๕๔๕  ให้จ่ายคดีละ 
๒๐๐  บาท  เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งชะลอการฟ้อง

                               (๒)  คดีที่จับได้ทั้งผู้ต้องหาและยาเสพติดของกลางซึ่งคำนวณตามปริมาณ ยาเสพติดเป็นเงินไม่เกิน  ๑,๐๐๐  บาท  ให้จ่ายคดีละไม่เกิน  ๑,๐๐๐  บาท  เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา  ยกเว้น

                                               (๒.๑) กรณีตาม  (๑)  ที่พนักงานอัยการสั่งฟ้องภายหลังมีคำสั่งชะลอการฟ้อง

                            (๒.๒)          กรณีตามมาตรา ๙๒  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ  พ.ศ. ๒๕๒๒

                                               (๒.๓)           กรณีตามมาตรา ๑๗  แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย  พ.ศ. ๒๕๓๓

                               (๓)  คดีที่จับได้ทั้งผู้ต้องหาและยาเสพติดของกลางซึ่งคำนวณตามปริมาณยาเสพติดเป็นเงินเกิน  ๑,๐๐๐  บาท  ให้จ่ายโดยคำนวณตามปริมาณยาเสพติด  เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งหรือศาลชั้นต้น
มีคำพิพากษา  โดยจะจ่ายครึ่งหนึ่งก่อนพนักงานอัยการมีคำสั่ง  และจ่ายครบเต็มจำนวนเมื่อพนักงานอัยการ
สั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษก็ได้

                                                ในกรณีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง  หรือกรณีที่ไม่อาจยื่นคำขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลนับแต่วันที่มีคำสั่งพนักงานอัยการตามข้อ ๓๐  และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  ให้จ่ายโดยคำนวณตามปริมาณยาเสพติดเพียงกึ่งหนึ่งของสิทธิที่จะได้รับ

                               (๔)  คดีที่จับได้ทั้งผู้ต้องหาและยาเสพติดของกลางที่ผู้ต้องหาเสียชีวิตขณะหรือภายหลังการจับกุม  ให้จ่ายโดยคำนวณตามปริมาณยาเสพติด  เมื่อพนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดียาเสพติดหรือศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี

                               (๕)  คดีที่ยึดได้เฉพาะยาเสพติดของกลาง  เมื่อพนักงานอัยการสั่งงดการสอบสวน  สั่งไม่ฟ้อง  หรือมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง  ให้จ่ายเงินสินบนเพียงกึ่งหนึ่ง

                                      คดีตาม (๕)  หากจับตัวผู้ต้องหาได้  และพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา  ให้จ่ายได้อีกกึ่งหนึ่ง                 

                         [7]ข้อ  ๑๙  เงินรางวัลให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข  ดังนี้

                                      (๑)   คดีที่มีผู้แจ้งความนำจับ  ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละสามสิบห้าของจำนวน  เงินสินบน

                                      (๒)  คดีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ  ให้จ่ายเงินรางวัลตามเกณฑ์การจ่ายเงินสินบน  รวมกับเงินรางวัลตามเกณฑ์ใน  (๑)

 

หมวด ๔

อัตราและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนเพิ่มและรางวัลเพิ่ม

                         [8]ข้อ ๒๐ ให้จ่ายเงินสินบนเพิ่มสำหรับคดียาเสพติดที่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานผลิตยาเสพติดที่ไม่ใช่กรณีการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ  ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

                                      (๑)   คดีที่ยาเสพติดของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑  ประเภท ๒  หรือประเภท ๔  และวัตถุออกฤทธิ์ประเภท  ๑  หรือประเภท  ๒  คดีหนึ่งไม่เกิน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท

                                      (๒)  คดีที่ยาเสพติดของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท  ๕  คดีหนึ่งไม่เกิน ๕๐,๐๐๐  บาท

                                      (๓)  คดีที่ยาเสพติดของกลางเป็นสารเคมีหรือวัตถุควบคุม  คดีหนึ่งไม่เกิน     ๓๐,๐๐๐  บาท

            [9]ข้อ ๒๑  ให้จ่ายเงินสินบนเพิ่มในคดียาเสพติดฐานความผิดอื่นนอกจากข้อ ๒๐ ตามอัตราและเงื่อนไข ดังนี้

                        (๑)  พนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาจำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย ผลิต โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ หรือสมคบ คดีหนึ่งไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท

                        (๒)  พนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลยในข้อหานำเข้า  หรือส่งออก หรือพยายาม
ส่งออก คดีหนึ่งไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท

             

[10]ข้อ  ๒๒  ให้จ่ายเงินสินบนเพิ่มสำหรับกรณีการปฏิบัติการทำลายแหล่งผลิต  หรือโรงงานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๑  ประเภท ๒  หรือประเภท ๕  และวัตถุออกฤทธิ์ประเภท ๑  หรือประเภท ๒  พื้นที่ละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท  โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของภูมิประเทศที่ปฏิบัติการและปริมาณยาเสพติด  ทั้งนี้  แหล่งผลิตหรือโรงงานผลิตไม่รวมถึงแหล่งแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ

            ข้อ ๒๓               เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามข้อ ๒๒  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
“คณะกรรมการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลาง”  โดยแต่งตั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า ๓ คน เป็นกรรมการ  ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมเป็นกรรมการด้วย ดังต่อไปนี้

                          (๑)  ในส่วนกลาง  สำหรับกรมตำรวจให้ผู้บังคับการตำรวจเป็นผู้แต่งตั้ง  สำหรับหน่วยงานอื่นให้อธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง

                          (๒)  ในส่วนภูมิภาค  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  หรือผู้กำกับการตำรวจเป็นผู้แต่งตั้ง

            ข้อ ๒๔    เงินรางวัลเพิ่มให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

                          (๑)  คดีที่มีผู้แจ้งความนำจับ  ให้จ่ายเงินรางวัลเพิ่มโดยแบ่งจากเงินสินบนเพิ่มกึ่งหนึ่ง

                          (๒)  คดีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ  ให้จ่ายเงินรางวัลเพิ่มตามเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนเพิ่ม

             [11]ข้อ  ๒๕  ให้จ่ายเงินช่วยเหลือเฉพาะตัวแก่เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานปราบปรามยาเสพติดที่ได้รับอันตรายในระหว่างการสืบสวนหรือจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด  ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข  ดังนี้

                               (๑)   ผู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจนต้องออกจากราชการ ไม่เกินคนละ ๒๐๐,๐๐๐  บาท

                                         (๒)  ผู้ได้รับอันตรายสาหัสจนต้องเสียอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด  ไม่เกินคนละ ๑๐๐,๐๐๐  บาท

                                         (๓)  ผู้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายเป็นบาดแผลฉกรรจ์หรืออันตรายสาหัส       และต้องได้รับการรักษาเกินกว่า  ๒๐  วัน  ไม่เกินคนละ  ๔๐,๐๐๐  บาท

                                ผู้ใดได้ใช้สิทธิและได้รับเงินช่วยเหลือตามวรรคหนึ่งแล้ว  ไม่มีสิทธิขอรับหรือได้รับเงิน     ทำขวัญตามระเบียบกระทรวงการคลัง  ว่าด้วยเงินทำขวัญข้าราชการและลูกจ้างอีก

                  

 

                   [12]ข้อ ๒๕/๑  ให้จ่ายเงินรางวัลเพิ่มแก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดียาเสพติดใดซึ่งได้ทำการสอบสวนขยายผลจนสามารถจับได้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นนายทุน  ผู้ผลิต  ผู้นำเข้าหรือส่งออก  หรือผู้ต้องหารายสำคัญตามหลักฐานของทางราชการ  หรือยึดได้ยาเสพติดให้โทษในประเภท  ๑  ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป  ทั้งนี้  ไม่เกินคนละ  ๒,๐๐๐  บาท

 

หมวด ๕

หลักฐานการขอรับเงินสินบนและเงินรางวัล

                         [13]ข้อ  ๒๖  การขอรับเงินสินบนตามข้อ  ๑๘  (๑) และ (๒)  ให้ยื่นคำขอพร้อมกับคำขอรับเงินรางวัลตามแบบที่สำนักงาน  ป.ป.ส.  กำหนด  พร้อมเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้

                                         (๑)   ใบรับแจ้งความนำจับ  เฉพาะกรณีขอรับเงินสินบน

                                         (๒)  หนังสือของเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความตามข้อ  ๑๒  แจ้งคำสั่งฟ้องหรือคำสั่งชะลอการฟ้องของพนักงานอัยการ  หรือคำพิพากษาลงโทษของศาลชั้นต้น

                                [14]ข้อ  ๒๗  การขอรับเงินสินบนในกรณีอื่นนอกจากข้อ  ๑๘  (๑) และ (๒)  ให้ยื่นคำขอพร้อมกับคำขอรับเงินรางวัลตามแบบที่สำนักงาน  ป.ป.ส.  กำหนด  พร้อมเอกสารหลักฐาน  ดังต่อไปนี้

                                         (๑)   ใบรับแจ้งความนำจับ  เฉพาะกรณีขอรับเงินสินบน

                                         (๒)  สำเนาบันทึกการจับของเจ้าพนักงาน

                                         (๓)  หนังสือมอบฉันทะให้ผู้ยื่นคำขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัล  (ถ้ามี)

                                         (๔)  สำเนาหลักฐานการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดของสถานตรวจพิสูจน์

                                         (๕)  สำเนาคำสั่งพนักงานอัยการ หรือสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี

                                         (๖)   รายงานแสดงรายละเอียดการปฏิบัติงาน

                                         (๗)  ข้อตกลงในการแบ่งเงินสินบนและหรือเงินรางวัลคดียาเสพติด  (ถ้ามี)

                                         (๘)  สำเนารายงานการตรวจพิสูจน์อุปกรณ์การผลิตของสถานตรวจพิสูจน์

                                         (๙)   สำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลาง (ถ้ามี)

                                         (๑๐)    สำเนารายงานผลการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลาง  (ถ้ามี)

                                กรณีที่ไม่มีหนังสือมอบฉันทะตาม  (๓)  ให้หัวหน้าคณะผู้จับส่งหลักฐานแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับเงินรางวัลทุกคนและวิธีขอรับเงินมาด้วย

กรณีการขอรับเงินสินบนเพิ่มตามข้อ  ๒๒  หรือเงินรางวัลเพิ่มตามข้อ ๒๕/๑  ให้ส่งหลักฐานเพิ่มเติมตามที่คณะอนุกรรมการเห็นสมควร

                                กรณีการขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลครึ่งแรกตามข้อ  ๑๘  (๓)  ให้ส่งหลักฐานตาม  (๑)  ถึง  (๔)  การขอรับเงินครึ่งหลังให้ส่งหลักฐานตาม  (๕)  ด้วย

            ข้อ ๒๘   การขอรับเงินรางวัลตามข้อ ๒๕  ให้ส่งหลักฐานตามรายการต่อไปนี้

                          (๑)  คำขอรับเงินรางวัลของเจ้าพนักงาน

                          (๒)  คำรับรองของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ไปปฏิบัติการในการจับกุม

                          (๓)  ใบรับรองแพทย์ของสถานพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง หรือมรณบัตร
แล้วแต่กรณี

 [15]ข้อ  ๒๘/๑  การขอรับเงินรางวัลตามข้อ  ๒๕/๑  ให้ส่งหลักฐานตามรายการ ดังต่อไปนี้

                                         (๑)   บันทึกการจับที่ปรากฏเลขรับคดีอาญา

                                         (๒)  รายงานประจำวันการรับคดีของพนักงานสอบสวน

                                         (๓)  คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน  (ถ้ามี)

                                         (๔)  บันทึกการจับผู้ต้องหาหรือบันทึกยึดยาเสพติดของกลางที่ได้จากการสอบสวนขยายผล

                 [16]ข้อ  ๒๙  การขอรับเงินสินบนและหรือเงินรางวัล  ให้เจ้าพนักงานผู้ขอยื่นคำขอดังนี้

                                         (๑)   ในส่วนกลาง  ให้ยื่นต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม  สำหรับข้าราชการตำรวจ  ให้ยื่นต่อหัวหน้าหน่วยงานระดับผู้บังคับการขึ้นไป

                                         (๒)  ในส่วนภูมิภาค  ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด  สำหรับข้าราชการตำรวจ  ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

                                         (๓)  ข้าราชการทหารให้ยื่นต่อผู้บังคับการกรม  หรือเทียบเท่าขึ้นไป

                                เมื่อได้รับคำขอตามวรรคหนึ่ง  ให้ผู้รับคำขอส่งคำขอไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค  แล้วแต่กรณี  โดยด่วน  ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าสามสิบวันนับแต่วันรับคำขอ

             [17]ข้อ  ๓๐  การยื่นคำขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัล  ให้ยื่นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พนักงานอัยการมีคำสั่ง  หรือศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แล้วแต่กรณี  เว้นแต่การขอรับเงินสินบนหรือ   เงินรางวัลครึ่งแรกตามข้อ  ๑๘ (๓)  ให้ยื่นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันจับกุม

                            การขอรับเงินช่วยเหลือเฉพาะตัวตามข้อ  ๒๕  ให้ยื่นภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่เสียชีวิตหรือได้รับอันตราย

                                การขอรับเงินรางวัลเพิ่มตามข้อ  ๒๕/๑  ให้ยื่นภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พนักงานอัยการมีคำสั่ง

            ข้อ ๓๑    ในกรณีที่ผู้มีสิทธิรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลถึงแก่กรรมหรือมีความจำเป็นอื่นใด
ไม่สามารถยื่นคำขอรับเงินรางวัลหรือเงินสินบนได้ ให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นเป็นผู้ดำเนินการแล้วแต่กรณี

            ข้อ ๓๒   เอกสารการขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลตามระเบียบนี้ ให้ใช้ตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ส. กำหนด

                       

หมวด ๖

คณะอนุกรรมการ

                  [18]ข้อ ๓๓  ให้ ป.ป.ส.  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภาค  ตามที่เห็นสมควร

                                คณะอนุกรรมการประกอบด้วย  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผู้แทน  เป็นประธาน  ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่เกินเจ็ดคน  เป็นอนุกรรมการ  และข้าราชการสังกัดสำนักงาน  ป.ป.ส.  จำนวนสองคน  เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ  และเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

                                คณะอนุกรรมการภาคประกอบด้วย  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคหรือผู้แทนเป็นประธาน  ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่เกินห้าคน  เป็นอนุกรรมการ  และข้าราชการสังกัดตำรวจภูธรภาคแต่ละภาค  จำนวนสองคน  เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ  และเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

           

 

[19]ข้อ ๓๔             การประชุมของคณะอนุกรรมการต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนของอนุกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานไม่มาหรือไม่อยู่ในที่ประชุม  หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้อนุกรรมการที่มาประชุมเลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม

                          การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

                        การประชุมของคณะอนุกรรมการภาค  ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

             [20]ข้อ  ๓๕  ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจหน้าที่  ดังนี้

                                                      (๑)      กำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาจ่ายเงินสินบนและ  เงินรางวัลคดียาเสพติด

                                               (๒)     กำกับ  ควบคุมดูแลและติดตามการดำเนินการของคณะอนุกรรมการภาค

                                               (๓)      พิจารณาจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล

                                               (๔)      พิจารณาวินิจฉัยกรณีมีปัญหาการปฏิบัติตามระเบียบนี้

                                               (๕)      กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อปฏิบัติตามระเบียบนี้

                                                      (๖)      วินิจฉัยชี้ขาดกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของผู้ขอรับเงินสินบนและ    เงินรางวัล

                                                      (๗)      เรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารที่อยู่ในความครอบครอง

                                                      (๘)      ระงับหรือเรียกคืนการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล 

                                                      (๙)      ปฏิบัติการอื่นตามที่ ป.ป.ส.  มอบหมาย

ในกรณีมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แก่ราชการ  คณะอนุกรรมการอาจมอบอำนาจหน้าที่ตาม (๓) ถึง (๘)  ให้ประธานอนุกรรมการกระทำการแทนได้  และเมื่อประธานอนุกรรมการได้กระทำการแทนดังกล่าวแล้ว  ให้รายงานคณะอนุกรรมการทราบในโอกาสแรกของการประชุมคณะอนุกรรมการ

                                ในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภาค  ให้คณะอนุกรรมการภาคมีอำนาจหน้าที่พิจารณาจ่ายเงินสินบนตามข้อ  ๑๘  เงินรางวัลตามข้อ  ๑๙  เงินสินบนเพิ่มตามข้อ ๒๑  และเงินรางวัลเพิ่มตามข้อ ๒๔  ในพื้นที่ที่รับผิดชอบดังนี้

                   (ก)  คดีที่ยาเสพติดของกลางเป็นแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีนชนิดเม็ด     ไม่เกินหนึ่งหมื่นเม็ด  หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันกรัม

                                (ข)  คดีที่มียาเสพติดของกลางตามชนิดและปริมาณยาเสพติดที่  ป.ป.ส. กำหนด

ให้นำความในวรรคหนึ่ง  (๖) ถึง (๙)  มาใช้บังคับแก่คณะอนุกรรมการภาคโดยอนุโลม

                         มติคณะอนุกรรมการและคณะอนุกรรมการภาคที่วินิจฉัยให้ถือเป็นที่สุด

                         [21]ข้อ  ๓๕/๑  การระงับหรือเรียกคืนการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลตามข้อ  ๓๕(๘)  ถ้าได้จ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลไปแล้ว  ให้ผู้รับส่งคืนเงินที่ได้รับไปให้สำนักงาน  ป.ป.ส.  หรือตำรวจภูธรภาคภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติ  และหากผู้รับไม่ส่งคืนเงินสินบนหรือเงินรางวัลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว  ให้สำนักงาน  ป.ป.ส.  พิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับผู้รับนั้นโดยเร็ว

                                ในกรณีเหตุแห่งการระงับหรือเรียกคืนตามวรรคหนึ่ง  เกิดจากผู้ยื่นคำขอหรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้องได้ทำการปลอมหรือทำเอกสารอันเป็นเท็จ  ให้คณะอนุกรรมการเสนอ  ป.ป.ส.  เพื่อพิจารณาดำเนินการตามมาตรา  ๑๓(๑๐)  แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  พ.ศ. ๒๕๑๙  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕  หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป 

 

บทเฉพาะกาล

            [22]ข้อ ๓๖             การขอและการจ่ายเงินสินบนและหรือเงินรางวัล สำหรับคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ใช้ระเบียบนี้ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบน
เงินรางวัลคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๒๗  โดยอนุโลม

 

                                    ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๗  เดือน  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๓๗

 

                                                                   (ลงชื่อ)  นายชวน    หลีกภัย

                                                                               (นายชวน    หลีกภัย)

                                                                                   นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

หมายเหตุ  ระเบียบ (ฉบับที่ ๔)  ข้อ  ๑๘  กำหนดไว้ว่า  “บรรดาสิทธิในการขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัล  และการขอรับเงินสินบนหรือ    เงินรางวัล  รวมทั้งการดำเนินการใด ๆ  ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัล  ที่มีอยู่ก่อนหรือ        อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ  ให้เป็นไปตามระเบียบและประกาศที่ใช้อยู่ในขณะนั้นจนกว่าจะเสร็จสิ้น”

 
[1] (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม๑๑๑ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗)
[2] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[3] กำหนดขึ้นใหม่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พศ.๒๕๔๖
มีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
[4]ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[5] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[6] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[7]ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[8] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[9] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๖ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖.
[10] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[11] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[12] กำหนดขึ้นใหม่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พศ.๒๕๔๖ มีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
[13] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[14] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[15]ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[16] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[17] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[18]ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[19]ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ.๒๕๔๖ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖.
[20] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[21] ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พศ. ๒๕๔๙ และใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทนมีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่
[22] ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัล (ฉบับที่ ๓) พศ.๒๕๔๖  ข้อ๑๐  กำหนดไว้ว่า  “การขอและการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลสำหรับคดียาเสพติดที่มีการจับผู้ต้อหาหรือยึดยาเสพติดเป็นของกลางที่กระทำก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ  ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด  พ.ศ.  ๒๕๓๗  และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อนการแก้ไขโดยระเบียบนี้.

 

 

 

 

 


ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรื่อง กำหนดแบบเอกสารการขอรับเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด 
 


                   อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓๒ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๙ เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงกำหนดแบบเอกสารเพื่อใช้ในการขอรับเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติดดังต่อไปนี้
๑. ป.ป.ส. ๖-๒๑ แบบรับแจ้งความนำจับคดียาเสพติด เพื่อใช้ในการรับแจ้งความนำจับคดียาเสพติด ตามระเบียบฯ ข้อ ๒๖(๑) และข้อ ๒๗(๑)
๒. ป.ป.ส. ๖-๒๒ แบบขอรับเงินสินบนและมอบฉันทะรับเงินสินบนคดียาเสพติด เพื่อใช้ในการขอรับเงินสินบนคดียาเสพติดตามระเบียบฯ ข้อ ๒๗(๓)
๓. ป.ป.ส. ๖-๒๓ แบบขอรับเงินรางวัลคดียาเสพติด เพื่อใช้ในการขอรับเงินรางวัลคดียาเสพติด ตามระเบียบฯ ข้อ ๒๖ และข้อ ๒๗
๔. ป.ป.ส. ๖-๒๓ ก แบบขอรับเงินรางวัลเพิ่มพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ในการขอรับเงินรางวัลคดียาเสพติดตามระเบียบฯ ข้อ ๒๕/๑ และข้อ ๒๘/๑
๕. ป.ป.ส. ๖-๒๓ ข แบบขอรับเงินช่วยเหลือเฉพาะตัว เพื่อใช้ในการขอรับเงินช่วยเหลือ เฉพาะตัวตามระเบียบฯ ข้อ ๒๕ และข้อ ๒๘
๖. ป.ป.ส. ๖-๒๔ แบบแจ้งคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการหรือแจ้งผลคดีตามคำพิพากษา เพื่อใช้ในการแจ้งคำสั่งของพนักงานอัยการหรือผลคดีตามคำพิพากษา ตามระเบียบฯ ข้อ ๒๖(๒)
๗.ป.ป.ส. ๖-๒๕ แบบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติด
ของกลาง ใช้ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลางตามระเบียบฯ ข้อ ๒๓
๘. ป.ป.ส. ๖-๒๖ แบบรายงานผลการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลางเพื่อใช้ในการรายงานผลการตรวจสอบชั่งน้ำหนักยาเสพติดของกลางตามระเบียบฯ ข้อ ๒๓
๙. ป.ป.ส. ๖-๒๗ แบบหนังสือมอบฉันทะรับเงินรางวัลคดียาเสพติด เพื่อใช้ในการมอบฉันทะรับเงินรางวัลคดียาเสพติด ตามระเบียบฯ ข้อ ๒๗(๓)
๑๐. ป.ป.ส. ๖-๒๘  หนังสือแจ้งรายละเอียดและคำรับรองเกี่ยวกับผู้รับเงินรางวัล เพื่อใช้ในการรับเงินรางวัลคดียาเสพติดตามระเบียบฯ ข้อ ๒๗ วรรค ๒

 

/ให้ผู้แจ้งความนำจับ............

 

                   ให้ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมที่ประสงค์จะขอรับเงินสินบนเงินรางวัล  ปฏิบัติตามแบบแนบท้ายประกาศนี้ ตั้งแต่วันที่จากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่าย
เงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๙ ใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้แบบเอกสารการขอรับเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติดตามประกาศฉบับลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ยังคงใช้ต่อไปได้จนครบกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ลงในประกาศฉบับนี้

 

ประกาศ ณ วันที่       พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๙

นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ
(นายกิตติ  ลิ้มชัยกิจ)
ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 

 

ประกาศกระทรวงยุติธรรม

                       เรื่อง  กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๙

                                           _____

 

               โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  อาศัยอำนาจตามความในข้อ  ๑๔  แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด  พ.ศ.  ๒๕๓๗  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังจึงออกประกาศไว้  ดังต่อไปนี้

               ๑.   ให้ยกเลิก

                     ๑.๑   ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่อง  กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัล        คดียาเสพติด  ลงวันที่  ๙  ตุลาคม  ๒๕๓๗ 

                     ๑.๒   ประกาศกระทรวงยุติธรรม  เรื่อง  กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด  (ฉบับที่  ๔)  พ.ศ. ๒๕๔๖

                   ๒.   ให้กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด  ดังนี้
                     ๒.๑   เฮโรอีน                                                      กรัมละ       ๒๐      บาท
                     ๒.๒   ฝิ่น (มอร์ฟีน)                                              กรัมละ         ๘      บาท
                     ๒.๓   กัญชา                                                       กรัมละ         ๐.๑๐ บาท
                     ๒.๔   ยางกัญชา  กัญชาน้ำ                                       กรัมละ       ๒๐      บาท
                     ๒.๕   โคคาอีน                                                     กรัมละ       ๒๐      บาท
                     ๒.๖   คีตามีน  อีเฟดรีน                                          กรัมละ       ๑๐      บาท
                     ๒.๗  อะซิติคแอนไฮไดรด์  อะซิติลคลอไรด์                    กิโลกรัมละ   ๑๐      บาท
                     ๒.๘   อีเทอร์  คลอโรฟอร์ม                                      กิโลกรัมละ    ๓      บาท
                     ๒.๙   แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีน            
                            ๒.๙.๑  ชนิดผง  (สารบริสุทธิ์)                           กรัมละ     ๑๐๐      บาท
                            ๒.๙.๒  ชนิดเม็ด
                                      (๑) ในคดีที่ไม่เกิน  ๑๐  เม็ด                   ไม่เกิน      ๒๐๐      บาท
                                      (๒) ในคดีตั้งแต่  ๑๑  ถึง  ๕๐๐  เม็ด         ไม่เกิน   ๕,๐๐๐      บาท
                                          ส่วนที่เกิน  ๕๐๐  เม็ด  และมีปริมาณสารบริสุทธิ์ของแอมเฟตามีน
หรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีนในของกลางทั้งหมด  ให้จ่ายรวมไม่เกิน  ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท  ในอัตราดังนี้
                                           ก. ปริมาณสารบริสุทธิ์น้อยกว่า ๑๐%                   เม็ดละ  ๑  บาท
                                           ข.  ปริมาณสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ ๑๐% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน ๒๐% เม็ดละ   ๒   บาท
                                           ค. ปริมาณสารบริสุทธิ์เกิน ๒๐% ขึ้นไป                 เม็ดละ ๓  บาท
                                                                                                    

                     ๒.๑๐ ยาเสพติดอื่น  (ยกเว้นพืชกระท่อม  กาเฟอีน
                            กาเฟอีนไฮเดรต  และกาเฟอีนซิเครต)                  กรัมละ         ๓      บาท

               ๓.   อัตราการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติดตามประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่กรณี  บรรดาสิทธิการขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด  (ฉบับที่  ๔)  พ.ศ. ๒๕๔๙  ใช้บังคับเป็นต้นไป

 

                                            ประกาศ  ณ  วันที่  ๒๙  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙

 

                                             พลตำรวจเอก   ชิดชัย  วรรณสถิตย์

                                                               (ชิดชัย  วรรณสถิตย์)

                                                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๒
 

โดยที่ปรากฏว่า ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของรัฐไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มขึ้น      
อันเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลไม่บรรลุวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องกำหนดมาตรการวางแนวทางการปฏิบัติตนขั้นต้นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมิให้เข้าไปช่วยเหลือหรือรับความช่วยเหลือหรือคบค้าสมาคมกับบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อันจะเป็นวิธีการป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑(๘) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๒”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(๑)                        
ข้อ ๓
     ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้   
                                 
“ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
“ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด                                    
“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
“เกี่ยวข้องกับยาเสพติด” หมายความว่า พฤติการณ์ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลหรือข่าวสารหรือพยานหลักฐานใดๆ แล้วมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดอันเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิด   ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและ


(๑)  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๘ ง ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๒ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒          
เป็นต้นไป

ประสาท
“ป.ป.ส.” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลหรือข่าวสารการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประจำกรุงเทพมหานครหรือประจำภาคต่างๆ แล้วแต่กรณี
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น และให้หมายความรวมถึงเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย

หมวด ๑
การป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ข้อ ๕     ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐรณรงค์ให้ข่าวสารเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด    
การดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตลอดถึงโทษอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ข้อ ๖      ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของ ป.ป.ส. ดำเนินการจัดให้มีระบบการข่าวและศูนย์รับแจ้งข่าวเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของ ป.ป.ส.
ข้อ ๗     เพื่อเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้สำนักงาน ป.ป.ส. มีหน้าที่  ดังนี้
(๑)  ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเสนอข่าวสารที่เป็นการชมเชยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งช่วยเหลือหรือสนับสนุนการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีผลงานดีเด่น
(๒)  ส่งเสริมและสนับสนุนให้สื่อมวลชนหรือประชาชนสอดส่องหรือแจ้งการกระทำเกี่ยวข้องกับยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(๓)  จัดให้มีสถานที่หรือศูนย์รับแจ้งข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเพียงพอ
(๔)  ช่วยเหลือและสนับสนุนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐในการดำเนินการตามข้อ ๕ และข้อ ๖

หมวด ๒
คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลหรือ
ข่าวสารการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ข้อ ๘     ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลหรือข่าวสารการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประจำกรุงเทพมหานครคณะหนึ่ง และคณะกรรมการประจำภาคอันได้แก่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคเหนือ และภาคใต้      ภาคละหนึ่งคณะ
ให้นายกรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของ ป.ป.ส. ประกาศกำหนดเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละคณะกรรมการ
ข้อ ๙      ให้คณะกรรมการประจำกรุงเทพมหานครประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนกรมพระธรรมนูญ ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และผู้แทนส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามความเหมาะสมของกรุงเทพมหานครซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของ ป.ป.ส. จำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการกองปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้คณะกรรมการประจำภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ แต่ละคณะประกอบด้วย     
ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนตำรวจภูธรภาค และผู้แทนส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามความเหมาะสมของแต่ละภาคซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของ ป.ป.ส. จำนวนไม่เกินสามคนในแต่ละคณะกรรมการ เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำภาค สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
ข้อ ๑๐    การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม
การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๑๑    ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(๑)  พิจารณากรณีที่มีการกล่าวหาร้องเรียนหรือข้อมูลหรือข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งข่าวเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งแสวงหาข้อมูลหรือข่าวสารในเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม
(๒)  ติดตามการดำเนินการของผู้บังคับบัญชาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพื่อ   รายงานไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกตามสมควร

หมวด ๓
การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

(๒)ข้อ ๑๒   เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด
(๑)  สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับ            
ยาเสพติดเฉพาะในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น
(๒)  จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเฉพาะในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น
(๓)  รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
(๔)  คบค้าสมาคมเป็นอาจิณกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยรู้หรือควรจะได้รู้ว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับ    ยาเสพติด
(๕)  เป็นผู้ประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยใช้หลักทรัพย์หรือสถานะ การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด หรือในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วย วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เว้นแต่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นตาม (๓) หรือ (๔) อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ในกฎหมายหรือตามธรรมจรรยา หรือเป็นการกระทำของ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นตาม (๕) ทั้งนี้กับบุคคลซึ่งเป็นสามีหรือภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น
ข้อ ๑๓   เมื่อมีการกล่าวหาร้องเรียนหรือมีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่าเรื่องที่กล่าวหาร้องเรียนหรือพฤติการณ์นั้นมีมูลเพียงพอที่จะเสนอให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการตามข้อ ๑๕ ได้หรือไม่

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยในเบื้องต้นแล้วว่าเรื่องที่กล่าวหาร้องเรียนหรือพฤติการณ์นั้นมีมูลเพียงพอ ก็ให้แจ้งไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้วินิจฉัยนั้นเพื่อให้เลขาธิการ ป.ป.ส. แจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ข้อ ๑๔   ให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกระดับสอดส่องดูแลหรือป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติด                        
ข้อ ๑๕
   เมื่อมีการกล่าวหาร้องเรียนหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือเมื่อได้รับแจ้งตามข้อ ๑๓ ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที

ในกรณีที่มีการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นก่อนการดำเนินการทางวินัย เพื่อพิจารณาว่ากรณีมีมูลควรกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ ให้ผู้สืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นนั้นขอข้อมูลหรือข่าวสารหรือพยานหลักฐานใดๆ จากคณะกรรมการนั้นด้วย


(๒)  ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๓ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๘๘ ง ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาเบื้องต้นแล้วมีคำสั่งให้ยุติเรื่องหรือสั่งให้ดำเนินการทางวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งให้คณะกรรมการนั้นทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง เพื่อให้คณะกรรมการรายงานต่อไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ข้อ ๑๖    ในกรณีที่มีการดำเนินการทางวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับแจ้งผลการสอบสวนทางวินัยจากคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ต้องพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปโดยเร็ว
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะลงโทษหรือไม่ก็ตามต้องแจ้งให้คณะกรรมการทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งให้คณะกรรมการรายงานต่อไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส.
ข้อ ๑๗   ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ดำเนินการตามข้อ ๑๕ หรือข้อ ๑๖ ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัย
ข้อ ๑๘   ในกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะสั่งลงโทษทางวินัยได้ ผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาใช้มาตรการทางบริหารดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นได้ อันได้แก่
(๑)  มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นออกนอกเขตพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน โดยอาจมีคำสั่งให้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาตามระยะเวลาที่กำหนดด้วยก็ได้
หรือ
(๒)  นำพฤติการณ์นั้นมาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน ยศ หรือระดับ รวมตลอดถึงการพิจารณาความดีความชอบประจำปี และการจ่ายเงินโบนัสหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น

หมวด ๔
การรายงานและการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

(๓)ข้อ ๑๙     เมื่อมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พนักงานสอบสวนแจ้งไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส. ภายในสามวันนับแต่วันจับกุมตามแบบ ป.ป.ส. ๖-๔๑ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
เมื่อเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สรุปข้อเท็จจริงและแจ้งต่อ ป.ป.ส. และแจ้ง        
ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นโดยเร็วเพื่อพิจารณาดำเนินการทางวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการของกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับที่ใช้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกจับกุมนั้น                        
ข้อ ๒๐
   เมื่อมีการจับกุมบุคคลดังต่อไปนี้
(๑)  เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด                                    
(๒)  เจ้าหน้าที่ของรัฐครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท


(๓)  ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔

(๓)  เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นเจ้าพนักงานซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดดังกล่าวนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาตาม (๑) หรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตาม (๒)
ให้เจ้าพนักงานผู้จับแจ้งไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลาจับกุม หากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดพิจารณาเห็นว่าควรดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้แจ้งพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาและของกลาง (ถ้ามี) ไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเพื่อดำเนินคดี
ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเห็นว่าเป็นคดีสำคัญหรืออาจเกี่ยวพันกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะส่งนายตำรวจตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไปไปตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้นก็ได้
ในกรณีตามวรรคสาม หากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดจะให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการสอบสวน ดำเนินคดีดังกล่าวฝ่ายเดียวหรือร่วมสอบสวนด้วยก็ให้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการ
ข้อ ๒๑   เมื่อปรากฏผลการสอบสวนตามข้อ ๒๐ ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดให้ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดแจ้งผลการสอบสวนไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อจะได้สรุปข้อเท็จจริงและรายงานต่อ ป.ป.ส. และแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต่อไป
ให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ดำเนินการทางวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการของกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับที่ใช้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดนั้น                       
(๔)ข้อ ๒๒ เมื่อปรากฏผลการสอบสวนตามข้อ ๒๐ ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้กระทำความผิดและพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ให้พนักงานอัยการแจ้งไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส. ตาม แบบ ป.ป.ส. ๖-๔๕ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อที่จะรายงานต่อ ป.ป.ส. และแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ข้อ ๒๓   ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตกเป็นผู้ต้องหาตามข้อ ๒๐ และได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือเมื่อผู้ต้องหานั้นต้องขังตามหมายศาลและยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลและได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวต่อศาล ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการพิจารณาคำร้องดังกล่าวด้วยความรอบคอบ โดยคำนึงถึงสิทธิของ  ผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๐๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากเห็นว่าไม่ควรให้ปล่อยชั่วคราว ก็ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการพิจารณาสั่งไม่อนุญาตหรือคัดค้านคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาล  แล้วแต่กรณี โดยให้แสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่สมควรให้ปล่อยชั่วคราวไว้ด้วย                        
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตกเป็นจำเลยตามข้อ ๒๐ และได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณาคดีของศาล ให้พนักงานอัยการพิจารณาคัดค้านคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนั้นตามควรแก่กรณี
ข้อ ๒๔   ในกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งหรือทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนอกราชอาณาจักร ให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งไปยังเลขาธิการ ป.ป.ส. โดยเร็วเพื่อให้เลขาธิการ ป.ป.ส. สรุปข้อเท็จจริงและรายงานต่อ ป.ป.ส. และแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น


(๔)  ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๕

ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ติดตามผลการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง และเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นประการใดให้รายงาน ป.ป.ส. และแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

                                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒

(ลงชื่อ)   ชวน หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 


ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด
พ.ศ. ๒๕๔๙
 


                                โดยที่สมควรให้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้เกิดความทันสมัยชัดเจนและสอดคล้องต่อสภาพการณ์ในปัจจุบัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒ แห่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ เลขาธิการ จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ว่าด้วยการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด พ.ศ. ๒๕๔๙”
ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓  ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔  ในระเบียบนี้
“เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด” หมายความว่า เครื่องมือ    ชุด หรืออุปกรณ์ป้องกันทางร่างกาย หรือชีวิตบุคคล จากการประทุษร้ายโดยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน ของสำนักงาน ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม   ยาเสพติด สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม   ยาเสพติด
“ข้าราชการ” หมายความว่า ข้าราชการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“ผู้อนุญาต” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคและผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร
“ผู้รับอนุญาต” หมายความว่า ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตให้ใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด
“นายทะเบียน” หมายความว่า นายทะเบียนเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด
ข้อ ๕  ให้เลขาธิการ รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบ คำสั่งหรือประกาศ เพื่อปฏิบัติตามระเบียบนี้



หมวด ๑
บททั่วไป


ข้อ ๖  เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ให้นำไปใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น
ข้อ ๗  ให้สำนักงานจัดสถานที่สำหรับเก็บรักษาเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ที่มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย


หมวด ๒
ผู้อนุญาต


ข้อ ๘  ผู้อนุญาต มีอำนาจในการอนุญาตให้ใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดแต่เฉพาะข้าราชการในสังกัด เว้นแต่กรณีจำเป็นให้มีอำนาจอนุญาตให้ข้าราชการต่างสังกัดได้ และมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(๑)  จัดระบบการควบคุมและเก็บรักษา
(๒)  ควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(๓)  ตรวจสอบสภาพ ตรวจนับจำนวน และรายงานการใช้เสนอต่อเลขาธิการภายในเดือนธันวาคมของทุกปี หรือตามที่เลขาธิการมีคำสั่ง
(๔)  รายงานเลขาธิการทันทีเมื่อปรากฏว่าผู้รับอนุญาตเสียชีวิต
(๕)  รวบรวมรายงานสภาพและการใช้ตามข้อ ๑๓ (๒) เพื่อรายงานต่อเลขาธิการอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๖)  รับการส่งคืนเมื่อผู้รับอนุญาตเสร็จสิ้นภารกิจหรือถูกเพิกถอนการอนุญาตตามข้อ ๑๓ (๓) หรือกรณีผู้รับอนุญาตเสียชีวิตตามข้อ ๑๘ (๒)
(๗)  ติดตามการชดใช้ค่าเสียหายตามข้อ ๑๓ (๔) และรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อเลขาธิการ
(๘)  ปฏิบัติการอื่นใดตามที่เลขาธิการเห็นสมควรและมอบหมาย
การรายงานตาม (๓) (๕) ให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๙  การอนุญาตให้ใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดตามข้อ ๘ วรรคหนึ่งตามคำขอของข้าราชการตามข้อ ๑๑ ให้ผู้อนุญาตอนุญาตให้ใช้เป็นครั้งคราวโดยทำหลักฐานไว้เป็นหนังสือตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๑๐  เมื่อผู้อนุญาตเห็นสมควรหรือตามรายงานความเห็นของนายทะเบียนตามข้อ ๑๕ (๑) ผู้อนุญาตอาจเพิกถอนการอนุญาตให้ใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดตามข้อ ๙    ก็ได้


หมวด ๓
ผู้รับอนุญาต


ข้อ ๑๑  ข้าราชการที่จะขออนุญาตใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑)  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
(๒)  ไม่เคยมีพฤติการณ์เสื่อมเสียเกี่ยวกับการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด
ข้อ ๑๒  ข้าราชการผู้ใดที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๑๑ และมีความจำเป็นต้องใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กำหนดต่อผู้อนุญาต เพื่อขอรับเสื้อเกราะป้องกันกระสุน หรือป้องกันสะเก็ดระเบิดไปใช้ในราชการ
คำขอตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๑๓   ผู้รับอนุญาตมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับเสื้อเกราะป้องกันกระสุนและป้องกันสะเก็ดระเบิด ดังนี้
(๑)  ดูแลรักษาให้ดีที่สุด เสมือนเป็นทรัพย์สินของตนเอง
(๒)  รายงานเป็นหนังสือต่อผู้อนุญาตในทันทีที่เกิดการชำรุด สูญหาย บุบสลาย หรือถูกทำลาย
(๓)  นำส่งคืนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจหรือเมื่อถูกเพิกถอนการอนุญาต
(๔)  ชดใช้ความเสียหายอย่างใดๆ ที่เกิดขึ้น เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดเพราะเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากการใช้ตามปกติ
(๕)  รายงานผู้อนุญาตโดยเร็วในกรณีที่เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดถูกยึดโดยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
(๖)  ปฏิบัติการอื่นใดที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้อนุญาตเห็นสมควร
การรายงานตาม (๒) และการส่งคืนตาม (๓) ให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๑๔  ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตทำการทดสอบเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด โดยไม่มีเหตุอันควร

หมวด ๔
  นายทะเบียน


ข้อ ๑๕  ให้มีนายทะเบียนเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด    ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งจากข้าราชการระดับ ๗ หรือเทียบเท่าขึ้นไปหนึ่งคน โดยให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ดังนี้
(๑)  เสนอความเห็นต่อผู้อนุญาต เพื่อเพิกถอนการอนุญาตเมื่อปรากฏว่าผู้รับอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔
(๒)  รวบรวมรายงานสภาพและการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดและรายงานต่อเลขาธิการภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
(๓)รวบรวมความต้องการในการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดของสำนักงานทั่วประเทศและพิจารณาเสนอความเห็นต่อเลขาธิการเพื่อดำเนินการจัดซื้อเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดมาใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็น
(๔)  ปฏิบัติการอื่นใดตามที่เลขาธิการเห็นสมควรและมอบหมาย

       
หมวด ๕
การเพิกถอนการอนุญาต


ข้อ ๑๖ เมื่อผู้รับอนุญาตเสียชีวิต ให้การอนุญาตเป็นอันสิ้นผล
ข้อ ๑๗  ผู้รับอนุญาต อาจถูกเพิกถอนการอนุญาตได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑)  ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๑๑
(๒) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งหรือประกาศของเลขาธิการตามข้อ ๕
(๓)  ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยเกี่ยวกับการใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุน หรือป้องกันสะเก็ดระเบิด
(๔)  เมื่อผู้อนุญาต เห็นสมควรเพิกถอนการอนุญาตให้ใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดตามข้อ ๑๐


หมวด ๖
การส่งคืน การชดใช้ค่าเสียหายและการจำหน่าย


ข้อ ๑๘  การส่งคืนเสื้อเกราะป้องกันกระสุน หรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑)  การส่งคืนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจหรือเมื่อถูกเพิกถอนการอนุญาตตามข้อ ๑๓ (๓) ให้ส่งคืนทันที แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๕ วัน นับแต่วันเสร็จภารกิจ หรือมีคำสั่งเพิกถอน
(๒)  ผู้รับอนุญาตเสียชีวิต ให้ส่งคืนภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันที่ผู้รับอนุญาตเสียชีวิต
ข้อ ๑๙  ในกรณีผู้รับอนุญาตเสียชีวิตตามข้อ ๑๘ (๒) ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่นำส่งคืนซึ่งเสื้อเกราะป้องกันกระสุน หรือป้องกันสะเก็ดระเบิดแทนผู้รับอนุญาตต่อ ผู้อนุญาต
(๑)  ผู้บังคับบัญชาของผู้รับอนุญาต
(๒)  สามีหรือภรรยาของผู้รับอนุญาต
(๓)  ผู้บุพการีของผู้รับอนุญาต
(๔)  ผู้สืบสันดานของผู้รับอนุญาต
(๕)  ผู้จัดการมรดกของผู้รับอนุญาต
(๖)  ผู้ที่ครอบครอง
หากปรากฏว่าเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ตามวรรคหนึ่งสูญหาย ไม่สามารถนำส่งคืนได้ ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้รับอนุญาตแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยทันที     
ข้อ ๒๐  ในการชดใช้ค่าเสียหายตามข้อ ๑๓ (๔) ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และระเบียบกระทรวงการคลัง
ข้อ ๒๑ กรณีเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิดหมดอายุการใช้งาน หรือเสื่อมสภาพ หรือชำรุดจนไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ


หมวด ๗
บทเฉพาะกาล


ข้อ ๒๒   ผู้รับอนุญาตให้ใช้และใช้เสื้อเกราะป้องกันกระสุน หรือป้องกันสะเก็ดระเบิด ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการมีและการใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ และยังมิได้ส่งคืนหรือถูกเพิกถอนการอนุญาตให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ข้าราชการผู้นั้นปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการมีและการใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและเสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด พ.ศ. ๒๕๔๕ ไปพลางก่อน เว้นแต่ได้ส่งคืนหรือถูกเพิกถอนการอนุญาต หรือเป็นผู้รับอนุญาตตามระเบียบนี้

ประกาศ  ณ  วันที่  ๒๘  กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙

พลตำรวจโท    กฤษณะ  ผลอนันต์ 
(กฤษณะ   ผลอนันต์ )
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 

 

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกัน
และปราบปรามยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๖

 
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อเป็นการแสดงวิทยฐานะและเชิดชูเกียรติคุณแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีอุปการะคุณยิ่งแก่งานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ และ มาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูธแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๖”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓     ให้มีเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงาน ป.ป.ส. ดังนี้
(๑)  เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดับสูง สำหรับผู้ซึ่งสำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดับสูง เรียกโดยย่อว่า “นบส.” ทำด้วยโลหะสีทอง โค้งเป็นรูปทรงโล่สูง หัวท้ายทรงปีกกา ขนาดกว้างด้านล่าง ๓ เซนติเมตร  ความสูง ๖ เซนติเมตร พื้นเป็นสีทองกัดทราย ด้านบนเป็นรัศมีสีทองปั้มนูน ตรงกลางเป็นตราสัญญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ส. ปั้มนูน ใต้ตราสัญลักษณ์สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ปั้มนูน ส่วนล่างมีอักษรคำว่า “นักบริหารระดับสูง” อยู่บนรูปทรงริบบิ้นปั้มนูน
(๒)  เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับกลางสำหรับผู้ซึ่งสำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับกลาง เรียกโดยย่อว่า “นบก.” ทำด้วยโลหะสีเงิน โค้งเป็นรูปทรงโล่สูง หัวท้ายทรงปีกกา ขนาดกว้างด้านล่าง ๓ เซนติเมตร  ความสูง ๖ เซนติเมตร พื้นเป็นสีเงินกัดทราย ด้านบนเป็นรัศมีสีเงินปั๊มนูน ตรงกลางเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ส. ปั๊มนูน ใต้ตราสัญลักษณ์สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ปั๊มนูน ส่วนล่างมีอักษรคำว่า “นักบริหารระดับกลาง” อยู่บนรูปทรงริบบิ้นปั๊มนูน
(๓)  เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดับต้นสำหรับผู้ซึ่งสำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับต้น เรียกโดยย่อว่า “นบต.” ทำด้วยโลหะสีทองแดง โค้งเป็นรูปทรงโล่สูง หัวท้ายทรงปีกกา ขนาดกว้างด้านล่าง ๓ เซนติเมตร ความสูง ๖ เซนติเมตร พื้นเป็นสีทองแดงกัดทราย ด้านบนเป็นรัศมีสีทองแดงปั๊มนูน ตรงกลางเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ส. ปั๊มนูน ใต้ตราสัญลักษณ์สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ปั๊มนูน       ส่วนล่างมีอักษรคำว่า “นักบริหารระดับต้น” อยู่บนรูปทรงริบบิ้นปั๊มนูน
(๔)  เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหาร สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีอุปการะคุณยิ่งทางการบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรียกโดยย่อว่า “นบ.” ทำด้วยโลหะสีทอง โค้งเป็นรูป     ทรงโล่สูงหัวท้ายทรงปีกกา ขนาดกว้างด้านล่าง ๓ เซนติเมตร ความสูง ๖ เซนติเมตร พื้นเป็นสีทองกัดทราย ด้านบนเป็นรัศมีมีสีทองปั๊มนูน ตรงกางเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ส. ปั๊มนูน ใต้ตราสัญลักษณ์สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ปั๊มนูน ส่วนล่างมีอักษรคำว่า “นักบริหาร” อยู่บนรูปทรงริบบิ้นปั๊มนูน
ข้อ ๔     ผู้มีสิทธิประดับเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามข้อ ๓ ได้แก่ บุคคลดังต่อไปนี้
(๑)  ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับสูง ระดับกลาง หรือระดับต้น แล้วแต่กรณี
(๒)  กรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(๓)  ผู้ทรงคุณวุฒิทางการบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือผู้มีอุปการะคุณยิ่งซึ่งช่วยเหลือกิจการงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการเห็นสมควร
ข้อ ๕     ให้ประดับเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะเวลาแต่งเครื่องแบบข้าราชการ และให้ประดับกึ่งกลางกระเป๋าเสื้อด้านขวาของเครื่องแบบข้าราชการ
ข้อ ๖      การให้เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะตามข้อ ๓ แก่บุคคลตามข้อ ๔ (๑) ต้องให้พร้อมกับวุฒิบัตร เมื่อบุคคลนั้นสำเร็จการฝึกอบรมตามหลักสูตรนักบริหารงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วแต่กรณี
การให้เข็มเครื่องหมายวิทยฐานะตามข้อ ๓ แก่บุคคลนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบของเลขาธิการ และต้องมีวุฒิบัตรกำกับเข็มเครื่องหมาย แล้วแต่กรณี
ข้อ ๗     ผู้สำเร็จการฝึกอบรมตามข้อ ๔ (๑) ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิประดับเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะตามระเบียบนี้ได้ด้วย ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการมอบเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมนั้น แล้วแต่กรณีโดยเร็ว
ข้อ ๘     ให้ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกข้อบังคับหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้

                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖


พลตำรวจโท  ชิดชัย  วรรณสถิตย์
(ชิดชัย วรรณสถิตย์)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

**DOWNLOAD** แบบเข็มเครื่องหมายวิทยฐานะนักบริหารงานป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 

กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย(๑) นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้                        
ข้อ ๑      ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่เป็นยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มีดังต่อไปนี้

(๑)  เฮโรอีน                                    
(๒)  มอร์ฟีน
(๓)  ฝิ่น                                    
(๔)  โคคาอีน
(๕)  อาเซติค แอนไฮไดรค์                                    
(๖)  อาเซติล คลอไรด์
(๗)  เอทิลิดีน ไดอาเซเตต                                    
(๘)  กัญชา
(๙)  ไดเมทอกซีแอมเฟตามีน                                    
(๑๐)  ไดแมทอกซีโปรโมแอมเฟตามีน
(๑๑)  ๒,๕-ไดเมทอกซี-๔-เอทิลแอมเฟตามีน                                    
(๑๒)  เมธีลีนไดออกซีแอมเฟตามีน
(๑๓)  ๓,๔-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน                                    
(๑๔)  ๕-เมทอกซี-๓,๔ เมทิลลีนไดออกซีแอมเฟตามีน


(๑)  ข้อความดังกล่าวเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๕) ออกตามความใน พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔

(๑๕)  พาราเมทอกซีแอมเฟตามีน
(๑๖)  ไตรเมทอกซีแอมเฟตามีน
(๑๗)  เดกซ์โตรโลเซอร์ไยด์ หรือแอลเอสดี หรือแอลเอสดี-๒๕
(๑๘)  แอมเฟตามีน
(๑๙)  เดกซ์แอมเฟตามีน
(๒๐)  เมทแอมเฟตามีน
(๒๑)  อีเฟดรีน
( ๒)(๒๒)  คีตามีน
( ๓)(๒๓)  ซูโดอีเฟดรีน เว้นแต่ซูโดรอีเฟดรีนซึ่งเป็นส่วนผสมในตำรับยาสูตรผสมตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และซูโดอีเฟรดรีนซึ่งเป็นส่วนผสมในตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ   พ.ศ. ๒๕๒๒
( ๔)(๒๔)  เฟนเตอมีน
( ๕)(๒๕)  มิดาโซแลม

ข้อ ๒     ยาเสพติดตามข้อ ๑ ให้รวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นแต่มีชื่อหรือส่วนประกอบทางเคมีอย่างเดียวกันกับยาเสพติดดังกล่าว และเกลือใดๆ ของยาเสพติดดังกล่าวด้วย

                                                                            ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

 

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)


(๒) (๓) (๔)และ(๕) เพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๕) ออกตามความใน พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๑๙ ตอน ๖๕ ก ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
 

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      การขออนุมัติจับกุมผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๘ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้เป็นหัวหน้าในการสืบสวน ซึ่งมียศตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรี หรือเป็นข้าราชการพลเรือนตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวน ยื่นคำขออนุมัติจับกุมต่อเลขาธิการ
คำขอตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุชื่อผู้กระทำผิดซึ่งประสงค์จะขอจับกุม รวมทั้งระบุข้อหาให้ชัดแจ้ง และให้ยื่น     คำขอพร้อมกับเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑)  บันทึกแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งความผิดและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
(๒)  รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับพฤติการณ์และสถานภาพส่วนบุคคลของผู้กระทำความผิดที่ขออนุมัติจับกุมนั้น เช่น ประวัติบุคคลหรือประวัติอาชญากร
(๓)  พยานหลักฐานอื่นที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดในข้อหาที่ขออนุมัติจับกุม
ข้อ ๒     ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๘ เป็นผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมในความผิดอื่น ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนดำเนินคดีในความผิดอื่นนั้นรายงานหัวหน้าพนักงานสอบสวน และให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนยื่นคำขออนุมัติแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๘ แก่ผู้นั้น ต่อเลขาธิการโดยเร็ว
ให้นำความในวรรคสองของข้อ ๑ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำขออนุมัติแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม
ข้อ ๓     ในการพิจารณาคำขอ เลขาธิการอาจเรียกให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้ทำการสืบสวน พนักงานสอบสวน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ข้อ ๔     ให้เลขาธิการพิจารณาคำขออนุมัติตามข้อ ๑ หรือข้อ ๒ ให้แล้วเสร็จภายในห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ   คำขอ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจะขยายเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินห้าวัน โดยต้องบันทึกเหตุจำเป็นดังกล่าวไว้ด้วย
เมื่อเลขาธิการได้มีคำสั่งประการใดแล้ว ให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขออนุมัติทราบโดยไม่ชักช้า หรือจะให้ผู้ขออนุมัติลงลายมือชื่อรับทราบในคำสั่งนั้นก็ได้
ข้อ ๕     ในกรณีที่ได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ ให้ผู้ขอรับอนุมัติรีบดำเนินการตามที่ได้รับอนุมัติแล้วรายงานให้เลขาธิการทราบโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตามที่ได้รับอนุมัตินั้น
ในกรณีไม่สามารถดำเนินการตามที่ได้รับอนุมัติได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งอนุมัติ  ก็ให้    รายงานเลขาธิการทราบโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวันนับแต่วันที่ครบกำหนดดังกล่าว
ข้อ ๖      ในการรายงานตามข้อ ๕ ให้รายงานด้วยว่ามีหรือได้รับข้อมูลหรือหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของ       ผู้กระทำผิดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๘ ที่ถูกจับกุม หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของบุคคลดังกล่าวหรือไม่   อย่างใด
การรายงานข้อมูลหรือหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้ทุกขณะที่ได้รับข้อมูลหรือ หลักฐาน
ข้อ ๗     ในกรณีที่มีการออกหมายจับ ให้ผู้ขออนุมัติส่งสำเนาหมายจับให้เลขาธิการทราบโดยเร็ว
ข้อ ๘     คำขออนุมัติ หนังสือแจ้งคำสั่งอนุมัติ และรายงานต่างๆ ตามกฎกระทรวงนี้ให้เป็นไปตามแบบที่ สำนักงานกำหนด

                                                                                            ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
 


                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎกระทรวงนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายจะต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้ง
ข้อ ๒    เมื่อได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบดังนี้
(๑)  รวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ทราบถึงทรัพย์สินที่ได้มาหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากข้อมูลข่าวสาร หรือหลักฐานที่ได้รับจากการรายงานการจับกุมตามมาตรา ๑๔ รายงานที่ได้รับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๗ และจากรายงานที่ได้รับจากการสืบสวนในทางอื่น
(๒)  ในการตรวจสอบทรัพย์สินตามที่รวบรวมได้ตาม (๑) พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบให้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นให้ปรากฏว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้ใด ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยวิธีใด เมื่อใด มีหลักฐานการได้มาอย่างใด และมีราคาโดยประมาณเท่าใด
(๓)  จัดทำรายละเอียดแสดงรายการทรัพย์สินที่ตรวจสอบรวมทั้งรายละเอียดที่ได้จากการตรวจสอบลงไว้ในสารบบคดี บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตรวจสอบตามแบบที่สำนักงานกำหนด
ข้อ ๓     ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันสมควรที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาจมีการโอน ยักย้าย ซุกซ่อน พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายอาจร้องขอให้คณะกรรมการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๒ สั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวก่อนได้ หรืออาจร้องขอให้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แทนคณะกรรมการได้
ข้อ ๔     เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่การรวบรวมข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน
(๑)  ในกรณีที่เป็นการตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือไปยังเจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ก็ได้
(๒)  ในกรณีที่เป็นการตรวจสอบสังหาริมทรัพย์
(ก)  สำหรับสังหาริมทรัพย์ที่ต้องมีทะเบียนตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือไปยังนายทะเบียน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ก็ได้
(ข)  สำหรับสังหาริมทรัพย์อื่น หากพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าบุคคลใดมีข้อมูล เอกสาร หรือพยานหลักฐานใดๆ ที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ของผู้ต้องหาที่ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน พนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอให้บุคคลดังกล่าวมาให้ถ้อยคำ หรือให้แจ้งข้อมูล หรือให้ส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานนั้นก็ได้
(๓)  การตรวจสอบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน ให้ตรวจสอบจากการจดทะเบียนที่ได้กระทำภายในระยะเวลาสิบปีก่อนวันที่ผู้ต้องหานั้นถูกจับกุมหรือได้รับการแจ้งข้อกล่าวหา และที่ได้กระทำภายหลังวันดังกล่าวด้วย
(๔)  การตรวจสอบทรัพย์สินประเภทเงินฝากธนาคารหรือเงินฝากในสถาบันการเงิน พนักงาน    เจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือจากสำนักงานใหญ่ของธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น เพื่อขอเอกสารหลักฐานเงินฝากในชื่อของผู้ถูกตรวจสอบที่มีหรือที่เคยมีบุคคลในครอบครัว รวมทั้งที่ใช้นามอื่น ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจสั่งจ่ายหรือมีอำนาจสั่งจ่ายร่วมกับบุคคลอื่นได้
(๕)  การตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นๆ ให้ตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อ ๕     ในกรณีทรัพย์สินที่ตรวจสอบได้มีหลักฐานของทางราชการหรือหลักฐานอื่นที่ปรากฏแก่                
พนักงานเจ้าหน้าที่ระบุว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่น หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าบุคคลอื่นอาจอ้างตัวเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบถึงการตรวจสอบทรัพย์สินนั้น
ในกรณีที่ไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลใด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดประกาศแจ้งการตรวจสอบทรัพย์สินนั้นไว้ในที่เปิดเผย ณ ที่ทำการของสำนักงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่ที่ตรวจสอบพบทรัพย์สินนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายในท้องที่นั้นอย่างน้อยสองฉบับ เป็นเวลาอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน และในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ให้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานที่ดินแห่งท้องที่ที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่และบริเวณที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย
การมีหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่งและการประกาศตามวรรคสองนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ระบุรายละเอียด        ของทรัพย์สินให้ชัดเจนเพียงพอที่บุคคลทั่วไปจะเข้าใจได้ถึงประเภท ชนิด ลักษณะ ขนาดหรือจำนวน และท้องที่ที่ตรวจสอบพบหรือที่เป็นที่ตั้งของทรัพย์สินนั้น
ข้อ ๖      ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เจ้าของทรัพย์สินอาจไปแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับทรัพย์สินของตนคืนได้ในวันและเวลาทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่หากว่าทรัพย์สินนั้นม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือเจ้าของทรัพย์สินได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาตาม     สมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณ โดยให้นำพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงด้วย ในการนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกปากคำของบุคคลดังกล่าวและรายละเอียดแห่งพยานหลักฐานนั้นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการต่อไป
ข้อ ๗     เมื่อได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินเสร็จแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานผลการดำเนินการ               พร้อมด้วยสารบบคดี บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตรวจสอบได้ต่อเลขาธิการ เพื่อเลขาธิการจะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
 

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๒๒ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราวตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือเลขาธิการนั้น ผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินอาจยื่นคำร้องขอผ่อนผันต่อเลขาธิการเพื่อขอรับทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในเวลาใดๆ ก็ได้ก่อนที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น โดยให้แสดงเหตุผลและความจำเป็นในการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งกำหนดเวลาที่จะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ และผู้ซึ่งจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น และในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องเป็นผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้แสดงหลักฐานแห่งการเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นด้วย
คำร้องตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด
ข้อ ๒     การพิจารณาอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์นั้น ให้พิจารณาหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ประกอบด้วย
(๑)  เหตุผล ความจำเป็น และความเร่งด่วนที่จะต้องนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
(๒)  ความน่าเชื่อถือของผู้ที่จะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๓)  ประเภท และมูลค่าของทรัพย์สิน และลักษณะของการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ว่าจะมีความเสี่ยงภัยหรือเสี่ยงต่อความเสียหายหรือไม่ เพียงใด
(๔)  ระยะเวลาที่จะนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
ข้อ ๓     คณะกรรมการจะอนุญาตให้ผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกัน หรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ แต่การจะอนุญาตให้บุคคลอื่นนอกจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ ให้กระทำโดยมีหลักประกัน
ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เลขาธิการอาจอนุญาตให้มีการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ก่อนโดยมีหลักประกันแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิกถอนการอนุญาตเสียก็ได้
การอนุญาตตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะกระทำโดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
ข้อ ๔     การผ่อนผันให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกันนั้น เมื่อผู้ได้รับอนุญาตได้ทำสัญญารับมอบทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์แล้ว ให้ส่งมอบทรัพย์สินแก่ผู้ได้รับอนุญาต
การผ่อนผันให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์โดยมีหลักประกันนั้น เมื่อผู้ได้รับอนุญาตได้ทำสัญญารับมอบ           ทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์พร้อมทั้งส่งมอบหลักประกันแก่สำนักงานแล้ว ให้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ได้รับอนุญาต
สัญญาตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด และอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ได้รับอนุญาต กำหนดเวลาที่อนุญาต และข้อความยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนหรืออัตราที่กำหนดในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นชำรุดบกพร่อง หรือสูญหาย
ข้อ ๕     หลักประกันอาจใช้อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
(๑)  เงินสด
(๒)  พันธบัตรรัฐบาลไทย
(๓)  เช็คธนาคารหรือดร๊าฟท์ที่อาจขึ้นเงินได้ในวันส่งมอบเป็นหลักประกัน
(๔)  หุ้นหรือหุ้นกู้ที่ออกโดยนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(๕)  อสังหาริมทรัพย์
(๖)  บุคคลอื่นโดยมีหลักประกันตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) มอบเป็นหลักประกัน                                                    
(๗)  หลักทรัพย์อื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้รับเป็นหลักประกันได้
ข้อ ๖      ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้มีการอนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลเป็นการเพิกถอนการอนุญาตนั้น
ข้อ ๗     ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด หรือการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต คณะกรรมการอาจมีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตทั้งหมดหรือบางส่วน หรือจะกำหนด    เงื่อนไขใดๆ เพิ่มเติมก็ได้
ในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการอาจมีคำสั่งให้มีการวางหลักประกันเพิ่มขึ้นหรือดีกว่าเดิมภายในเวลาที่กำหนดก็ได้
ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เลขาธิการอาจมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองไปก่อนก็ได้ แล้วรายงานคณะกรรมการในโอกาสแรกที่มีการประชุมของคณะกรรมการ
ข้อ ๘     ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งตามข้อ ๘ ให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบ และดำเนินการตามคำสั่งโดยเร็ว และในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้คณะกรรมการหรือเลขาธิการเพิกถอนการอนุญาตนั้น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๙      ให้ผู้ได้รับอนุญาตรีบส่งคืนทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์ให้แก่สำนักงานทันทีเมื่อปรากฏว่า
(๑)  มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาต
(๒)  ครบกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต หรือ
(๓)  ผู้ที่นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์หมดความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นแล้ว
การส่งคืนทรัพย์สิน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด
ข้อ ๑๐    หลักประกันนั้น ถ้ามิได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้จัดการดังต่อไปนี้
(๑)  ให้ส่งคืน เมื่อการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์เป็นไปโดยถูกต้องตามสัญญาและผู้ที่ได้รับ   อนุญาตได้ส่งคืนทรัพย์สินนั้นแล้ว แต่ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ส่งคืนนั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายอย่างใดๆ อันเนื่องมาแต่การนำไปใช้ประโยชน์ ให้หักค่าเสียหายเอาจากหลักประกันนั้นตามส่วน
(๒)  ให้ริบ เมื่อผู้ได้รับอนุญาตไม่ส่งทรัพย์สินคืนตามสัญญา ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

                                                            ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
 


                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

หมวด ๑
การยึดและอายัดทรัพย์สิน

ข้อ ๑  เมื่อคณะกรรมการหรือเลขาธิการมีคำสั่งให้ยึดอสังหาริมทรัพย์ใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นทราบโดยเร็ว และให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวบันทึกการสั่งยึดนั้นไว้
ข้อ ๒  ก่อนทำการยึดทรัพย์สิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงเอกสารการมอบหมายตามมาตรา ๒๕   และคำสั่งยึดทรัพย์สินต่อผู้ถูกตรวจสอบหรือเจ้าของทรัพย์สิน ถ้าไม่พบตัวผู้นั้น ก็ให้แสดงต่อบุคคลผู้ครอบครอง   หรือบุคคลในครอบครัวของผู้ครอบครองทรัพย์สิน หากไม่พบตัวบุคคลใดๆ ณ ที่ทำการยึดนั้น ก็ให้ดำเนินการยึดโดยให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครองในท้องที่นั้นมาร่วมเป็นพยานด้วย
ข้อ ๓  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการยึดทรัพย์สินได้ทุกวันในระหว่างเวลากลางวัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากไม่ได้ดำเนินการในทันที ทรัพย์สินนั้นจะสูญหายหรือถูกยักย้าย ก็ให้มีอำนาจดำเนินการยึดในเวลากลางคืนได้
ข้อ ๔  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปิดประกาศการยึดไว้ ณ บริเวณอสังหาริมทรัพย์นั้นและมีหนังสือแจ้งการยึดให้ผู้ถูกตรวจสอบ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของร่วมทราบ หากไม่สามารถแจ้งแก่บุคคลดังกล่าวได้ ให้ปิดประกาศแจ้งการยึดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดินและสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่ อันเป็นที่ตั้งแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นและที่ทำการของสำนักงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถนำหนังสือสำคัญสำหรับอสังหาริมทรัพย์มาได้ ให้นำหนังสือสำคัญนั้นมาเก็บรักษาไว้ ณ ที่สำนักงาน
ข้อ ๕  ในการยึดที่ดินที่มีโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของผู้อื่นรวมอยู่ด้วย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งนั้น ให้ปรากฏว่ามีสิทธิในที่ดินนั้นอย่างไร เช่น สิทธิอาศัย สิทธิการเช่า หรือสิทธิเหนือพื้นดิน
ข้อ ๖  การยึดโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๗  การยึดสังหาริมทรัพย์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งการยึดให้ผู้ถูกตรวจสอบเจ้าของทรัพย์สิน หรือเจ้าของร่วมทราบ หากไม่สามารถแจ้งแก่บุคคลดังกล่าวได้ ให้ปิดประกาศแจ้งการยึดไว้ ณ ที่ทำการของสำนักงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
กรณียึดสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์ เช่น เรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพคนอยู่อาศัย เครื่องจักร อากาศยาน ให้แจ้งการยึดไปยังนายทะเบียนแห่งทรัพย์สินนั้น และให้นายทะเบียนบันทึกการยึดนั้นไว้
ข้อ ๘  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำบัญชีทรัพย์สินที่ยึด โดยแสดงรายละเอียด เช่น ชื่อ ประเภท จำนวน ขนาด  น้ำหนัก สภาพของทรัพย์สิน ตามลำดับหมายเลขไว้ และให้แสดงเครื่องหมายไว้ที่ทรัพย์สินนั้นให้เห็นโดยประจักษ์แจ้งว่าได้มี   การยึดแล้วตามวิธีที่เห็นสมควร
ข้อ ๙  เมื่อได้ยึดทรัพย์สินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการให้ผู้ถูกตรวจสอบ หรือเจ้าของทรัพย์สิน หรือผู้ที่ครอบครอง หรือผู้ที่อยู่ในครอบครัวของผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นลงนามรับรองบัญชีหรือทรัพย์สินที่ยึดไว้ หากผู้นั้นไม่ยินยอมลงลายมือชื่อ หรือในกรณีไม่มีบุคคลดังกล่าว ให้จดแจ้งในบัญชีทรัพย์สินที่ยึด และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครองในท้องที่นั้นลงลายมือชื่อรับรองแทน
ข้อ ๑๐  ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการยึดสังหาริมทรัพย์ใดแล้ว ไม่สามารถขนย้ายสังหาริมทรัพย์ที่ ยึดนั้นมาเก็บรักษาไว้ได้ หรือสังหาริมทรัพย์นั้นมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะนำมาเก็บรักษา ให้รายงานเลขาธิการทราบเพื่อพิจารณา  สั่งการตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่เลขาธิการยังไม่มีคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการยึดนั้นจัดการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้ตามที่เห็นสมควรไปพลางก่อน
ข้อ ๑๑  เมื่อคณะกรรมการมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งแก่ผู้ถูกตรวจสอบหรือเจ้าของทรัพย์สินและบุคคลภายนอก ซึ่งต้องรับผิด เพื่อชำระเงินหรือส่งมอบสิ่งของนั้น
ข้อ ๑๒  ถ้าค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้นั้น ต้องเสื่อมเสียไปเพราะความผิดของบุคคลภายนอกเนื่องจากการที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้คณะกรรมการ หรือเลขาธิการเรียกให้บุคคลภายนอกนั้น รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดขึ้นแต่การนั้น
ข้อ ๑๓  คำสั่งอายัดนั้นอาจออกได้ ไม่ว่าหนี้ของบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้ง ข้อจำกัด หรือเงื่อนไข หรือว่าได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนหรือไม่

หมวด ๒
การประเมินราคาทรัพย์สิน

ข้อ ๑๔   เมื่อมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินรายใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายดำเนินการ           
ประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวโดยเร็ว
ข้อ ๑๕   ในการประเมินราคาทรัพย์สินบางประเภท พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายอาจขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบประเภท ชนิด และประเมินราคาทรัพย์สินนั้นได้
ข้อ ๑๖    กรณีที่คณะกรรมการหรือเลขาธิการเห็นว่าราคาทรัพย์สินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินต่ำหรือสูงเกินไป คณะกรรมการหรือเลขาธิการอาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลแห่งการประเมิน หรือ สั่งให้มีการประเมินราคาทรัพย์สินนั้นใหม่ได้
ข้อ ๑๗   การประเมินราคาทรัพย์สิน ให้ประเมินตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑)  การประเมินราคาที่ดินให้ถือหลักเปรียบเทียบกับราคาตลาดหรืออิงราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดให้มากที่สุด แต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ่งใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
(๒)  การประเมินราคาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง
(ก)  อาคารที่ก่อสร้างใหม่ ให้ถือหลักการถอดแบบคำนวณตามวิธีการของการ ก่อสร้าง
(ข)  อาคารที่ใช้งานแล้ว ให้คำนวณตามตารางสำเร็จของทางราชการ
(๓)  การประเมินราคาทรัพย์สินอื่นๆ
(ก)  สำหรับของใหม่ ให้ถือราคาตลาดเป็นเกณฑ์การประเมิน
(ข)  สำหรับของเก่า ให้ถือตามราคาตลาดหักด้วยค่าเสื่อมราคาตามสภาพความ เป็นจริง หรือตามวิธีการที่กำหนดไว้
(ค)  สำหรับราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ให้ใช้ราคาซื้อขายครั้งหลังสุด ส่วนราคาหุ้นกู้ ให้ใช้ราคาที่ตราไว้และราคาหุ้นในบริษัทต่างๆ ให้ประเมินราคาโดยการประเมินฐานะทางการเงินและการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ข้อ ๑๘   เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัด และประเมินราคาทรัพย์สินเสร็จแล้วให้ทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี พร้อมแนบบัญชีทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดนั้นไปด้วย
ข้อ ๑๙    ค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด เก็บรักษาทรัพย์สินชั่วคราว และประเมินราคาทรัพย์สินให้เป็นไปตามที่เลขาธิการกำหนด โดยใช้เงินจากกองทุน
ข้อ ๒๐   เอกสารการยึด อายัด ประเมินราคาทรัพย์สินและรายงานต่างๆ ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด

                                                                                            ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕


(ลงชื่อ)    อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
 


                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๓๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ในกรณีที่ต้องคืนทรัพย์สิน ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับทรัพย์สินนั้นคืนตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนทราบ เพื่อมารับทรัพย์สินดังกล่าวคืนไป เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นจะมีผู้มายื่นคำร้องขอคืนไว้แล้ว
ข้อ ๒     ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของทรัพย์สินที่ต้องคืนตามข้อ ๑ ให้สำนักงานประกาศในหนังสือพิมพ์     รายวันอย่างน้อยสองฉบับ เป็นเวลาอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน เพื่อให้ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของมายื่นคำร้องต่อเลขาธิการเพื่อขอรับทรัพย์สินคืน และให้เลขาธิการเสนอคำร้องนั้นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป
คำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด
ข้อ ๓     ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ อาจยื่นคำร้องต่อเลขาธิการเพื่อขอรับทรัพย์สินของตนคืนในเวลาใดๆ ก็ได้ ก่อนที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น
คำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด
ข้อ ๔     คำร้องตามข้อ ๒ และข้อ ๓ อย่างน้อยต้องยื่นพร้อมเอกสารหรือหลักฐานทางทะเบียนที่ทางราชการออกให้ หรือเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่า ตนเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองในทรัพย์สินนั้น
ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นถึงแก่ความตาย ให้ยื่นใบมรณะบัตรและคำสั่งของศาลที่แต่งตั้งผู้จัดการมรดกด้วย
ข้อ ๕     เมื่อมีการคืนทรัพย์สินที่มีทะเบียนตามกฎหมาย ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งการถอนการยึด    หรืออายัดทรัพย์สินนั้น ไปยังนายทะเบียนหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนสำหรับทรัพย์สินนั้นโดยเร็ว
ข้อ ๖      การรับทรัพย์สินคืน ให้เจ้าของมารับคืนได้ ณ สถานที่ที่สำนักงานแจ้งให้ทราบ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นและมีเหตุผลสมควร เลขาธิการอาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำทรัพย์สินนั้นไปส่งคืนให้แก่เจ้าของก็ได้
ข้อ ๗     ทรัพย์สินใดที่ไม่อาจคืนให้แก่เจ้าของได้ หรือไม่มีผู้ใดมาอ้างว่าเป็นเจ้าของเพื่อขอรับคืน ให้เลขาธิการรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

                                                ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   อานันท์ ปันยารชุน
(นายอานันท์ ปันยารชุน)
นายกรัฐมนตรี

 

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๕๕ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๕

 
โดยที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ บัญญัติให้คณะกรรมการหรือเลขาธิการ มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ ยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือดำเนินการอื่น ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและมีความสุจริต ยุติธรรม จึงจำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ  ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้  ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคุณสมบัติพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๕”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓     ผู้ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย        
ว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(๑)  เป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับสามหรือเทียบเท่า หรือชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป หรือ
(๒)  เป็นพนักงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่า      
ข้าราชการใน (๑)
ให้เลขาธิการเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งต่อนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๔     เมื่อได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ใดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้เลขาธิการออกบัตรประจำตัวตามแบบที่เลขาธิการกำหนดให้แก่ผู้นั้น
ข้อ ๕     ให้เลขาธิการจัดทำทะเบียนประวัติ ความประพฤติ ตลอดจนพฤติการณ์ต่างๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นว่าจำเป็นและสมควร
ข้อ ๖      การเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สิ้นสุดลง เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้ง
ให้เลขาธิการเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้
(๑)  ผู้นั้นขาดคุณสมบัติตามข้อ ๓
(๒)  ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้ง
(๓)  เลขาธิการเห็นสมควรให้ยกเลิกการแต่งตั้ง
ข้อ ๗     ให้เลขาธิการรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้

                                                ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ)   พลตำรวจเอก เภา สารสิน
(เภา สารสิน)
รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน
นายกรัฐมนตรี

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๔ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 

 

ระเบียบสำนักงาน ป.ป.ส.
ว่าด้วยการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๒


 

                        อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๗ ห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อให้การแต่งตั้งและการออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดระเบียบปฏิบัติไว้ดังนี้

ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงาน ป.ป.ส. ว่าด้วยการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๒” หรือเรียกโดยย่อว่า “ระเบียบพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน พ.ศ. ๒๕๔๒”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๓     ให้ยกเลิกระเบียบสำนักงาน ป.ป.ส. ว่าด้วยการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย    มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๕
ระเบียบหรือคำสั่งใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔     ในระเบียบนี้ “บัตรประจำตัว” หมายความว่า เอกสารที่เลขาธิการออกให้ประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามแบบที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้
ข้อ ๕     ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
ข้อ ๖      การขอแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ส่งหลักฐานตามรายการดังต่อไปนี้
(๑)  คำขอแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ (แบบ ป.ป.ส. ๓-๑๐๑)
(๒)  ภาพถ่ายไม่เกิน ๖ เดือนหน้าตรงแต่งเครื่องแบบไม่สวมหมวก ขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๒ ภาพ
(๓)  สำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน ๑ ฉบับ
ข้อ ๗     การขอแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ขอยื่นคำขอต่อบุคคลดังต่อไปนี้
(๑)  สำหรับข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ส. ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป
(๒)  ในส่วนราชการอื่น ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าอธิบดี
ข้อ ๘     เมื่อผู้รับคำขอตามข้อ ๗ พิจารณาเห็นควรให้แต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ส่งคำขอไปยังสำนักงาน ป.ป.ส.
ข้อ ๙      เมื่อสำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับคำขอแต่งตั้ง ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดตรวจสอบหลักฐานตามข้อ ๖ และตรวจสอบประวัติ ตลอดจนพฤติการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดเสนอเลขาธิการ พร้อมความเห็นว่าสมควรแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่
ข้อ ๑๐    ให้เลขาธิการนำรายชื่อที่เห็นสมควรแต่งตั้ง เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งและเมื่อมีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้เลขาธิการนำรายชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รายงานต่อคณะกรรมการเพื่อทราบต่อไป
ข้อ ๑๑    ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด จัดทำบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ทะเบียนประวัติ ความประพฤติ และพฤติการณ์ต่างๆ ที่เห็นว่าจำเป็น
ถ้าไม่มีการแต่งตั้ง ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดแจ้งให้ผู้ขอแต่งตั้งทราบ
ข้อ ๑๒   บัตรประจำตัวให้ใช้ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนด เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุ และมีความประสงค์จะขอต่อ ให้ยื่นขอต่อได้ภายใน ๓๐ วันก่อนวันหมดอายุ ที่สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมคำรับรองว่าบัตรประจำตัวหมดอายุ และมีตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบปัจจุบันในการปราบปรามยาเสพติด
การขอต่อบัตรประจำตัว ให้ใช้คำขอตามแบบ ป.ป.ส. ๓-๑๐๒ พร้อมภาพถ่ายตามข้อ ๖(๒) โดยยื่นคำขอต่อผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ผู้อำนวยการกอง ผู้บังคับการตำรวจ หรือเทียบเท่าขึ้นไป
เมื่อได้รับบัตรประจำตัวใหม่แล้ว จะต้องมอบบัตรประจำตัวเก่าคืนให้สำนักงาน ป.ป.ส.
ข้อ ๑๓    ในกรณีที่บัตรประจำตัวชำรุด สูญหายหรือถูกทำลายด้วยประการใดๆ ให้ผู้นั้นรีบรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ผู้อำนวยการกอง ผู้บังคับการตำรวจ หรือเทียบเท่าขึ้นไป เพื่อแจ้งสำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมบัตรประจำตัว และคำรับรองหรือหลักฐานการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วแต่กรณี
ถ้าผู้นั้นประสงค์ให้ออกบัตรประจำตัวใหม่ ให้ใช้คำขอตามข้อ ๑๒ วรรคสอง   
ข้อ ๑๔   ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้มารับบัตรประจำตัวด้วยตัวเอง ในกรณีที่ไม่สามารถมารับบัตรประจำตัวด้วยตนเอง ให้มอบอำนาจแก่ข้าราชการในส่วนราชการเดียวกันมารับแทน โดยทำใบมอบอำนาจตามแบบ ป.ป.ส. ๓-๑๐๓

 

                                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๗ กรกฎคม พ.ศ. ๒๕๔๒

(ลงชื่อ)   พยนต์ พันธ์ศรี
(นายพยนต์ พันธ์ศรี)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
ว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัด  (ฉบับที่ ๓)
.ศ.  ๒๕๔๗
 

          เนื่องจากระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด พ.ศ. ๒๕๓๕  ยังขาดสาระหลายประการ ประกอบกับมีการขยายการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไปยังพื้นที่ที่ทำการยึดหรืออายัดหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นั้น
เพื่อให้การเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖ (๕) และมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง  แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔  คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ  ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า     “  ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด  ฉบับที่  ๓  (พ.ศ. ๒๕๔๗ )  ”
ข้อ  ๒  ระเบียบนี้  ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน  พ.ศ. ๒๕๔๗  เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษา
ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด พ.ศ. ๒๕๓๕  และระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด  (ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๔๖
ข้อ  ๔  ในระเบียบนี้
ทรัพย์สิน หมายความว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่คณะกรรมการได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้  และให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินที่คณะกรรมการหรือเลขาธิการได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราวด้วย
ข้อ  ๕  ให้เลขาธิการ   รักษาการตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้เลขาธิการเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด


หมวด  ๑
หน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน

ข้อ  ๖  ในกรณีปกติ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด หรือผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำภาค แล้วแต่กรณี มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้ในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควร เลขาธิการจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะประกอบด้วยข้าราชการในสำนักงานจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน หรือจะมีคำสั่งแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดหรือผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำภาค ให้เป็นผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินของผู้ต้องหารายใดโดยเฉพาะก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามระเบียบนี้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินอาจมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการแทนก็ได้
ข้อ  ๗  ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินตามข้อ  ๖  มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑)  ตรวจความถูกต้องของทรัพย์สินที่จะต้องเก็บรักษาหรือส่งมอบ
(๒)  จัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เก็บรักษา
(๓)  จัดทำหลักฐานการรับหรือส่งมอบทรัพย์สิน
(๔)  เก็บรักษากุญแจและรหัสของสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินตามข้อ ๙
(๕)  ตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น ความชำรุดบกพร่อง และรายงานความเคลื่อนไหว หรือผลการตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการกำหนด
(๖)  เก็บรักษาทรัพย์สินที่ได้รับมอบไว้ให้ปลอดภัย
(๗)  ส่งมอบทรัพย์สินแก่บุคคลที่เลขาธิการมีคำสั่ง
(๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน
ข้อ  ๘  กุญแจและรหัสให้แยกกันเก็บรักษาไว้ โดยให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค หรือประธานกรรมการเก็บรักษาทรัพย์สินที่เลขาธิการแต่งตั้งแล้วแต่กรณีเป็นผู้เก็บรักษารหัสกุญแจและให้ข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับ ๗ ขั้นไป หรือยศพันตำรวจโทขึ้นไปหรือเทียบเท่าและข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับ ๖ ขึ้นไป หรือยศพันตำรวจตรีขึ้นไป หรือเทียบเท่ามีหน้าที่เก็บรักษากุญแจคนละหนึ่งดอก
ข้าราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่ง  ต้องได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่เก็บรักษา ทรัพย์สินจากเลขาธิการ


หมวด  ๒
การส่งมอบและรับมอบทรัพย์สิน

ข้อ  ๙  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินประเมินราคา  ทรัพย์สิน  และส่งมอบทรัพย์สินพร้อมเอกสารหลักฐานให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน   เพื่อเก็บรักษาไว้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบนี้
กรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควรพนักงานเจ้าหน้าที่อาจส่งมอบทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไปก่อน แล้วประเมินราคาทรัพย์สินภายหลังก็ได้
ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้เป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นการประกอบกิจการ เช่น  อุตสาหกรรม   พณิชยกรรม  หรือเกษตรกรรม   ที่มีรายได้จากการประกอบกิจการดังกล่าว  ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งรายงานเลขาธิการทันทีเพื่อพิจารณาสั่งการ
หากพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งได้  ให้รายงานต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาสั่งการ
ข้อ  ๑๐  ในการยึดและส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นอัญมณี  เครื่องทองรูปพรรณหรือของมีค่าทำนองเดียวกัน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการการยึด ตรวจความถูกต้องของทรัพย์สินที่ยึดต่อหน้าผู้นำยึด แล้วบรรจุทรัพย์สินแยกตามประเภทลงในภาชนะที่เรียบร้อย ปลอดภัย แล้วลงลายมือชื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ยึดและผู้นำยึด บนฉลากแล้วปิดทับภาชนะบรรจุทรัพย์สินหรือตัวทรัพย์สิน   ตามที่เห็นสมควรในลักษณะที่หากจะมีการเปิดภาชนะดังกล่าวแล้วจะต้องทำให้ฉลากหรือภาชนะฉีกขาดหรือไม่อยู่ในสภาพที่ปิดอยู่ตามปกติแล้วส่งมอบให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน
ในกรณีที่ฉลากหรือภาชนะฉีกขาดหรือไม่อยู่ในสภาพที่ปิดอยู่ตามปกติผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินอาจไม่รับมอบทรัพย์สินนั้นก็ได้  เว้นแต่มีเหตุอันสมควร
ข้อ  ๑๑  ภายใต้บังคับข้อ  ๗   ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินตรวจสอบความถูกต้องของทรัพย์สินที่ส่งมอบต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบแล้วบรรจุทรัพย์สินแยกตาม ประเภทลงในภาชนะที่เรียบร้อย ปลอดภัย แล้วลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบและรับมอบ ในแบบฉลากที่ปิดภาชนะนั้นไว้เป็นหลักฐาน
การปิดฉลากที่ภาชนะบรรจุทรัพย์สินหรือตัวทรัพย์สินให้ปิดทับในลักษณะที่หากจะมีการเปิดภาชนะดังกล่าวแล้ว จะต้องทำให้ฉลากหรือภาชนะฉีกขาดหรือไม่อยู่ในสภาพที่ปิดอยู่ตามปกติ ในกรณีที่ทรัพย์สินมีขนาดใหญ่ไม่อาจบรรจุในภาชนะได้  ให้ปิดทับบนทรัพย์สินนั้นในตำแหน่งที่เห็นสมควร
แบบฉลากตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด
ข้อ  ๑๒  เมื่อมีการส่งมอบสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ใดแล้วปรากฏว่าทรัพย์สิน ดังกล่าวมีภาระผูกพันให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้คู่สัญญาทราบเกี่ยวกับการยึด หรืออายัดทรัพย์สินนั้น  และให้รวบรวมมูลหนี้และหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องส่งมอบให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน    เพื่อรายงานเลขาธิการพิจารณาสั่งการ
ข้อ ๑๓ กรณีทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบเพื่อเก็บรักษาเป็นเงินสดเพื่อความสะดวกในการส่งมอบทรัพย์สินพนักงานเจ้าหน้าที่อาจนำทรัพย์สินประเภทเงินสดที่ยึดเข้าฝากสถาบันการเงินตามที่คณะกรรมการกำหนดไปก่อน           แล้วนำหลักฐานการฝากเงินส่งมอบต่อคณะกรรมการเก็บรักษา ทรัพย์สินก็ได้
ข้อ  ๑๔  ในการนำทรัพย์สินที่เก็บรักษามาประเมินราคาตามข้อ ๙  วรรคสอง จะต้อง ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ  ๒๒  โดยให้ระบุรายละเอียดของทรัพย์สิน   และวันเวลาที่จะนำทรัพย์สินนั้นมาทำการตรวจสอบและประเมินราคา
ในการตรวจสอบเพื่อประเมินราคาตามวรรคหนึ่งหากต้องมีการทำลายฉลากที่ปิดทับภาชนะที่เก็บรักษาทรัพย์สินให้กระทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้มีหน้าที่เก็บรักษา ทรัพย์สิน
เมื่อดำเนินการประเมินราคาแล้วให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินบรรจุทรัพย์สินในภาชะใหม่  ต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่  แล้วลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน ในแบบฉลากที่ปิดภาชนะนั้นไว้เพื่อเป็นหลักฐาน  ทั้งนี้ให้นำความในข้อ ๑๑ วรรคสองและวรรคสามมาบังคับใช้โดยอนุโลม


หมวด ๓
วิธีการเก็บรักษาทรัพย์สิน

ข้อ  ๑๕  ในการเก็บรักษาทรัพย์สิน ให้พึงปฏิบัติต่อไปนี้
(๑)  จัดทำบัตรหรือเครื่องหมายติดไว้กับทรัพย์สินนั้นตามบัญชีทรัพย์สินที่เก็บรักษาตามข้อ ๘ (๒) เพื่อสะดวกและงายต่อการค้นหาและอ้างอิง
(๒)  เก็บรักษาทรัพย์สินตามประเภท     สภาพ    และขนาดของทรัพย์สินในสถานที่หรือห้องที่มั่นคงและแข็งแรงปลอดภัย
ข้อ  ๑๖  ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สะดวกต่อการ    ขนย้าย   ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินดำเนินการต่อไปนี้
(๑)  ในกรณีที่เห็นสมควร อาจจัดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน ดูแล ทรัพย์สินต่อไปได้ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินยินยอม หรือ
(๒)  จัดให้ผู้อื่นดูแลรักษาทรัพย์สิน  เช่น  จ้างคนเฝ้าทรัพย์สิน
ข้อ  ๑๗  ถ้าทรัพย์สินที่ต้องการเก็บรักษาเป็นทรัพย์สินตามข้อ   ๙  วรรคสาม เลขาธิการมี คำสั่งตั้งผู้จัดการหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์หรือกิจการดังกล่าว  โดยให้ส่งมอบเงินรายได้ทั้งหมด  หรือ บางส่วนแก่ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินภายในเวลาและตามเงื่อนไที่กำหนดก็ได้    เพื่อเก็บรักษาเช่นเดียวกับทรัพย์สิน   และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานคณะกรรมการในโอกาสแรกที่มีการประชุม
ข้อ  ๑๘  ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นเงินสดให้รีบนำเข้าฝากสถาบันการเงินตามที่คณะกรรมการกำหนด  ในวันที่รับทรัพย์สิน หากไม่สามารถนำเข้าฝากได้ทันทีเนื่องจาก สถาบันการเงิน ปิดทำการ  ให้รีบนำเข้าฝากในโอกาสแรกที่สถาบันการเงินเปิดทำการ   แล้วรายงานให้เลขาธิการทราบ
ในกรณีทรัพย์สินที่เก็บรักษาเป็นเงินตราต่างประเทศที่อาจแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยได้ ให้แลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย แล้วเก็บรักษาตามวรรคหนึ่ง
ข้อ  ๑๙  ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอัญมณี      เครื่องทองรูปพรรณ    หรือของมีค่าอื่น ทำนองเดียวกัน ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน ตามข้อ ๗ เก็บรักษาทรัพย์สินไว้ในที่ปลอดภัย ตามที่เห็นสมควร โดยในบัญชีทรัพย์สินที่เก็บรักษาตามข้อ  ๘ (๒)  ให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นตามสมควรด้วย
ข้อ  ๒๐  ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินรายงานต้อเลขาธิการโดยเร็ว เพื่อพิจารณาสั่งการตามที่สมควร  เมื่อปรากฏว่า
(๑)  ทรัพย์สินนั้นมีสภาพเป็นของสด ของเสียได้ หรือถ้าหน่วงช้าไว้อาจเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนแห่งค่าของทรัพย์สินนั้น
(๒)  ทรัพย์สินนั้นมีลักษณะที่อาจทำให้สกปรก  เลอะเทอะ  หรือมีกลิ่น  หรืออาจรบกวน หรืออาจก่อความรำคาญ
(๓)  ทรัพย์สินนั้นมีน้ำหนักมาก หรือไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย  หรือมีขนาดใหญ่มากหรือเปลืองเนื้อที่ในการเก็บรักษา
(๔)  ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งโดยสภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย เช่น สารเคมี หรือสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
(๕)  ทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาไว้ในสถานที่โดยเฉพาะเพื่อรักษาคุณภาพของตัวทรัพย์
(๖)  ทรัพย์สินทึ่เก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากเกินสมควรกว่าประโยชน์อันพึงได้
ข้อ  ๒๑  ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าทรัพย์สินทีต้องเก็บรักษาตามข้อ ๒๐  ไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้หรือการเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากเกินสมควร เลขาธิการอาจสั่งให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการได้  ทั้งนี้ ตามระเบียบ  ว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ
ข้อ  ๒๒  การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกนอกสถานที่ เก็บรักษาทรัพย์สินจะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเลขาธิการหรือผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือประธานกรรมการเก็บรักษา ทรัพย์สินก่อน

ประกาศ    ณ   วันที่    ๓๐    กันยายน   พ.ศ.    ๒๕๔๗

  สมชาย  วงศ์สวัสดิ์
(นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์)
ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒ ตอนที่ ๖๒ ง ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘)

 

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
ว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด
หรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ
พ.ศ.  ๒๕๔๘

 


      โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปรับปรุง ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๓๖ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖(๕) และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง  จึงออกระเบียบไว้  ดังนี้
ข้อ  ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ.  ๒๕๔๘
ข้อ  ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม   พ.ศ. ๒๕๔๘  เป็นต้นไป
ข้อ  ๓  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๓๖
ข้อ  ๔  ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรักษาการ    ตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือคำสั่ง  เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้  ให้เลขาธิการเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด


หมวด ๑
บททั่วไป

ข้อ  ๕  ในระเบียบนี้
“  กองทุน  ”  หมายความว่า  กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“  ทรัพย์สิน  ”  หมายความว่า   ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติดที่คณะกรรมการได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้แล้ว และให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินที่คณะกรรมการหรือเลขาธิการได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราวด้วย
“  สำนักงาน  ”    หมายความว่า   สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
“  หัวหน้าหน่วยงานราชการ  ”   หมายความว่า ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการ ผู้บังคับการตำรวจ  ผู้บังคับการกรม  หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ข้อ  ๖  เลขาธิการอาจสั่งให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการได้ เมื่อปรากฏว่า
(๑)  ทรัพย์สินนั้นมีสภาพเป็นของสด   ของเสียได้   หรือถ้าหน่วงช้าไว้ จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าเสียหายจะเกินส่วนแห่งค่าของทรัพย์สินนั้น
(๒)  ทรัพย์สินนั้นมีลักษณะที่อาจทำให้สกปรก  เลอะเทอะ  หรือมีกลิ่น หรืออาจรบกวน   หรือก่อความรำคาญ
(๓)  ทรัพย์สินนั้นมีน้ำหนักมาก หรือไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือมีขนาดใหญ่มาก หรือเปลืองเนื้อที่ในการเก็บรักษา
(๔)  ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สิน    ซึ่งโดยสภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย  เช่น  สารเคมี  หรือสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
(๕)  ทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาไว้ในสถานที่โดยเฉพาะเพื่อรักษาคุณภาพของตัวทรัพย์
ทรัพย์สินตาม   (๑)  ถึง(๕)   ให้รวมถึงทรัพย์สินที่เลขาธิการเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่านำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

หมวด ๒
การขายทอดตลาด

ข้อ  ๗  ในการขายทอดตลาดให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการขายทอดตลาดขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะมีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน   โดยมีข้าราชการในสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการ  มีหน้าที่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ในกรณีที่เห็นสมควร    เลขาธิการอาจจัดจ้างหรือมอบหมายหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดแทนก็ได้ โดยให้คณะกรรมการขายทอดตลาดตามวรรคหนึ่งดำเนินการประกวดราคา พิจารณาควบคุม    กำกับดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์สินของหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนนั้น รวมทั้งกำหนดราคาขั้นต่ำของทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด
กรณีจัดจ้างหรือมอบหมายหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนมาดำเนินการขาย ทอดตลาด ค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดจะต้องไม่สูงกว่าร้อยละ ๒๕ ของราคาขั้นต่ำของทรัพย์สินนั้น
ข้อ  ๘   การดำเนินการขายทอดตลาดให้กระทำโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ  ๙   ค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดตามระเบียบนี้  ให้ใช้เงินจากกองทุน

หมวดที่  ๓
การนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์


ข้อ  ๑๐  ทรัพย์สินที่จะนำไปใช้ประโยชน์จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่เหมาะสมจะนำออกขายทอดตลาด  หรือการนำทรัพย์สินไปใช้นั้นจะได้ประโยชน์มากกว่าการขายทอดตลาด
ข้อ  ๑๑  การนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ให้กระทำได้เฉพาะหน่วยงานราชการเท่านั้น
ข้อ  ๑๒  การขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ ให้หัวหน้าหน่วยงานราชการมีหนังสือแสดงความจำนงต่อเลขาธิการโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประสงค์จะขอนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๒)  ประเภทของทรัพย์สินที่จะขอนำไปใช้ประโยชน์
(๓)  เหตุผลและความจำเป็นที่จะขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
(๔)  ลักษณะและระยะเวลาของการใช้ประโยชน์
(๕)  การดูแลรักษาและความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่อง เสียหายหรือสูญหาย
ข้อ  ๑๓  ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าทรัพย์สินตามข้อ ๖ จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดของสำนักงาน เลขาธิการอาจอนุญาตให้หน่วยงานนั้นนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อ  ๑๔  การพิจารณาอนุญาตให้นำทรัพย์สินใดไปใช้ประโยชน์ ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ทั้งนี้  ในระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑)  หน่วยงานราชการนั้นเป็นหน่วยงานราชการซึ่งทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หรือทำหน้าที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(๒)  เหตุผลและความจำเป็นที่จะขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
(๓)  ภาระต่างๆ ที่จะตกแก่ทางราชการหากไม่นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๔)   ความเสียหายหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๕)  พฤติการณ์ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น
(๖)  พฤติกรรมอื่นๆ ตามที่เห็นสมควร
การพิจารณาอนุญาตตามวรรคหนึ่ง  หากหน่วยราชการได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวแล้วก็ไม่อนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
ข้อ  ๑๕  การขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ของหน่วยงานราชการอื่นนอกจากหน่วยงานราชการตามข้อ ๑๔ (๑) ให้เลขาธิการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไป
ข้อ  ๑๖  เมื่อหน่วยงานราชการใดได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์สินใดไปใช้ประโยชน์ให้เลขาธิการจัดให้มีเอกสารการส่งมอบและรับมอบทรัพย์สินนั้นไว้เป็นหลักฐาน และมีหนังสือแจ้งให้ส่วนราชการต้นสังกัดของหน่วยงานราชการนั้น  และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทราบ
ข้อ  ๑๗  หน่วยงานราชการที่นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ มีหน้าที่บำรุงรักษาทรัพย์สินนั้น ถ้ามีความเสียหายหรือทรัพย์สินนั้นสูญหาย ให้รีบดำเนินการตามระเบียบของทางราชการและแจ้งให้เลขาธิการทราบทันที
ข้อ  ๑๘  เมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นต่อไป    หรือเมื่อครบกำหนดเวลาได้รับอนุญาตแล้ว  หรือเมื่อคณะกรรมการหรือเลขาธิการเพิกถอนการอนุญาต  ให้หน่วยงานราชการที่นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์จัดส่งทรัพย์สินนั้นคืนพร้อมหลักฐานการส่งคืนเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด
ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งให้ส่งคืนในสภาพที่เป็นอยู่ในขณะที่ได้รับมอบทรัพย์สินนั้นไป เว้นแต่จะเสื่อมไปโดยสภาพแห่งทรัพย์สินนั้นเองในกรณีที่ไม่อาจส่งคืนในสภาพดังกล่าวได้ให้เลขาธิการพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร
ข้อ  ๑๙  ก่อนครบกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ ถ้าหน่วยราชการที่นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์  เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ต่อไปอีก  ให้หัวหน้าหน่วยราชการนั้นมีหนังสือถึงเลขาธิการก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าวไม่น้อยกว่าสิบห้าวันแจ้งถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ต่อไป
ให้เลขาธิการพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็นตามวรรคหนึ่งโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามข้อ  ๑๔  และในกรณีที่เลขาธิการไม่อนุญาตให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไปให้หน่วยงาน ราชการนั้นคืนทรัพย์สินพร้อมหลักฐานการส่งคืนเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด   และให้นำความในข้อ ๑๘  วรรคสอง  มาใช้บังคับ

                                                                              ประกาศ    ณ   วันที่ ๓๑ พฤษภาคม   พ.ศ.    ๒๕๔๘

สมชาย  วงศ์สวัสดิ์
(นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์)
ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒ ตอนที่ ๖๒ ง  ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘)

 

 

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
                    ว่าด้วยการประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพ  (ฉบับที่ ๒)
   พ.ศ.  ๒๕๔๗
 

           โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วย. การประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพ พ.ศ. ๒๕๓๕  ให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน อาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๑๖ (๕) และมาตรา ๒๔ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ  ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า  “  ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการ ประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ  ๒๕๔๗  ”
ข้อ  ๒  ระเบียบนี้  ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน  พ.ศ. ๒๕๔๗  เป็นต้นไป
ข้อ  ๓  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ  ๓  ข้อ  ๔  ข้อ  ๕  ข้อ  ๖  ข้อ  ๗  แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการประเมินค่าเสียหายและเสื่อมสภาพ พ.ศ. ๒๕๓๕ และใช้ข้อความนี้แทน
“  ข้อ  ๓  ในระเบียบนี้
“ ทรัพย์สิน ”  หมายความว่า ทรัพย์สินที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ
“ คณะกรรมการเก็บรักษา ” หมายความว่า คณะกรรมการเก็บรักษาตามระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด
ข้อ  ๔  ในกรณีที่ต้องคืนทรัพย์สินใดให้คณะกรรมการเก็บรักษาทรัพย์สิน ประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์สินนั้น
ข้อ  ๕  ในกรณีจำเป็นหรือสมควรเลขาธิการจะแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพขึ้นเป็นการเฉพาะก็ได้
ข้อ  ๖  ในการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพ ถ้ามีความจำเป็นและ สมควร คณะกรรมการเก็บรักษาหรือคณะกรรมการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพอาจขอให้ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญกับทรัพย์สินประเภทใดโดยเฉพาะ เป็นผู้ตรวจสอบและให้ความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการประเมินค่าเสียหายหรือเสื่อมสภาพทรัพย์สินนั้นก็ได้
ข้อ  ๗  ในการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพให้ทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้  ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจคืนได้
(๑)  ทรัพย์สินที่สูญหาย เสียหาย หรือเสื่อมสภาพโดยสิ้นเชิง
(๒)  ทรัพย์สินที่โดยสภาพไม่อาจซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้
(๓)  ทรัพย์สินที่โดยสภาพอาจซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ แต่คณะกรรมการเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมนั้นสูงเกินควร  ”
ข้อ  ๔  ให้ยกเลิกข้อความในข้อ  ๙  แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการประเมินค่าเสียหายและเสื่อมสภาพ  พ.ศ. ๒๕๓๕  และใช้ข้อความนี้แทน
“ ข้อ ๙ เลขาธิการจะสั่งให้คณะกรรมการเก็บรักษาหรือคณะกรรมการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพชี้แจงเหตุผลและหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมสภาพ หรือสั่งให้มีการประเมินใหม่ก็ได้ หากเห็นว่าค่าเสียหายหรือค่าเสื่อสภาพที่ประเมินไว้นั้นสูงหรือต่ำเกินสมควร  หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินยังไม่เหมาะสม ”
ประกาศ ณ   วันที่ ๑๗  กันยายน  พ.ศ. ๒๕๔๗

  สมชาย  วงศ์สวัสดิ์
(นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์)
ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒ ตอนที่ ๖๒ ง  ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘)

 

 

 

 

 

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
พ.ศ. ๒๕๔๘

          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ และข้อ ๘ แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๘ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกระเบียบไว้ ดังนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่า
ด้วยการขายทอดตลาดทรัพย์สิน พ.ศ.๒๕๔๘”
ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่  ๒๐  มิถุนายน ๒๕๔๘ เป็นต้นไป
ข้อ ๓  ให้ยกเลิก ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการ
ขายทอดตลาดทรัพย์สิน พ.ศ ๒๕๓๗ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔  ในระเบียบนี้
“ทรัพย์สิน” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีลักษณะตามข้อ ๕ แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ
“คณะกรรมการขายทอดตลาด” หมายความว่า คณะกรรมการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามข้อ ๗ แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ
“ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เก็บ รักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัด ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด
ข้อ ๕  ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติการตามระเบียบนี้ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ
ทรัพย์สินคดียาเสพติดรายงานเลขาธิการทันทีเพื่อพิจารณาสั่งการ

หมวด ๑
การดำเนินการขายทอดตลาด

ข้อ ๖   การดำเนินการขายทอดตลาดในหมวดนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่เลขาธิการกำหนด
เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ  ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด หรือผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบรามยาเสพติดภาค อาจเสนอเลขาธิการมอบหมายหรือจัดจ้างหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นรายครั้งหรือรายปีก็ได้
ข้อ ๗   เมื่อเลขาธิการมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินใดออกขายทอดตลาด ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดจัดทำประกาศขายทอดตลาดโดยเร็ว
ข้อ ๘  ประกาศขายทอดตลาดตามข้อ ๗ ให้เป็นไปตามแบบที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดกำหนด  โดยอย่างน้อยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะขาย ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้สั่งให้ขายทอดตลาด
(๒) วัน เวลา สถานที่ที่จะขาย
(๓) จำนวนและรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีชื่อเจ้าของ ประเภท ลักษณะ ขนาด หรือน้ำหนัก และภาระหนี้สินในตัวทรัพย์สินนั้น ถ้าเป็นที่ดินให้แจ้งเนื้อที่ ที่ตั้งของที่ดิน ถ้ามีข้อสัญญาและคำเตือนก็ให้ระบุไว้โดยชัดเจน
(๔) เงื่อนเวลา การชำระเงิน ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้และเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๙  สถานที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ขาย ณ ที่ทำการของสำนักงานในส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค สถานที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ สถานที่เก็บรักษาทรัพย์สิน หรือสถานที่ที่เลขาธิการหรือคณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นสมควร
ข้อ ๑๐  ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดจัดให้มีการส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และปิดประกาศขายทอดตลาดนั้นไว้โดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่จะขาย สถานที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ และที่ชุมนุมชน หรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร ก่อนวันขายไม่น้อยกว่า ๕ วัน
ในกรณีที่เห็นสมควรจะประกาศขายทอดตลาดในหนังสือพิมพ์รายวันหรือทางวิทยุกระจายเสียงหรือทางโทรทัศน์ หรือสื่ออิเล็กโทรนิคส์ อื่น แทนการปิดประกาศก็ได้
ข้อ ๑๑  การจัดส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดนั้น ให้เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดหรือผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำภาคกำหนด
ข้อ  ๑๒   การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่โดยสภาพถ้าหน่วงช้าไว้จะเกิดความเสียหาย หรือค่าเสียหายจะเกินส่วนแห่งค่าทรัพย์สินนั้น  ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามข้อ ๑๐ วรรคหนึ่งแต่ต้องดำเนินตามข้อ ๑๐ วรรคสอง ก่อนวันขายไม่น้อยกว่า  ๑ วัน
ข้อ ๑๓  ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดกำหนดราคาเริ่มต้นของทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดโดยให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑)  ราคาประเมินทรัพย์สินขณะยึดหรืออายัดไว้
(๒)  สภาพและลักษณะของทรัพย์สินในขณะที่จะขายทอดตลาด
(๓)  ราคาของทรัพย์สินในท้องตลาดในขณะที่จะขายทอดตลาด
(๔)  ราคาประเมินเพื่อใช้ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของทางราชการ
(๕)  ราคาทรัพย์สินที่ผู้เชียวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะ หรือสมาคมวิชาชีพเฉพาะ ประเมินตามที่คณะกรรมการขายทอดตลาดขอความร่วมมือ
(๖)  ในกรณีที่เป็นทรัพย์สินที่มีภาระจำนอง ให้คำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระจนถึงวันขาย กับค่าธรรมเนียมต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย
ข้อ ๑๔  การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีภาระจำนอง ให้ขายทรัพย์สินนั้นโดยมีภาระจำนองติดไปและให้คณะกรรมการขายทอดตลาดแจ้งให้ผู้รับจำนองทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงวัน เวลา และสถานที่ที่จะทำการขายทอดตลาด พร้อมทั้งให้สอบถามผู้รับจำนองถึงรายละเอียดของการจำนอง เช่น ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ถ้าผู้รับจำนองไม่แจ้งให้ทราบภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ให้คำนวณเงินที่ต้องชำระให้ผู้รับจำนอง โดยคำนวณต้นเงินค้างชำระกับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดโดยกฏหมายที่ใช้บังคับในขณะที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น
ในกรณีที่คณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นว่าการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองจะทำให้ได้ราคาดีกว่า ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดรายงานเลขาธิการเพื่อพิจารณาโดยเร็ว
ข้อ ๑๕ กรณีที่เลขาธิการมีคำสั่งให้จัดจ้างบริษัทเอกชนมาดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สิน  ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดหรือผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ดำเนินการออกประกาศภายใน ๕ วันนับแต่วันที่เลขาธิการมีคำสั่ง เพื่อให้บริษัทเอกชนยื่นซองประกวดราคา
การประกาศ ให้นำความตามข้อ ๑๐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม โดยอย่างน้อยให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(๑)   ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด มูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ
(๒)   วิธีการขายทอดตลาด
(๓)   ลักษณะหรือระยะเวลาจัดจ้าง
(๔)   วัน เวลา สถานที่ ที่จะให้ ยื่นซองประกวดราคา
ข้อ ๑๖   การพิจารณาจัดจ้างบริษัทเอกชนรายใดให้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาด ให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑)   ฐานะความมั่นคงของบริษัท
(๒)  บริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบอาชีพเฉพาะเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
(๓) บริษัทนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ หรือ ผู้ประกอบอาชีพเฉพาะเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีคำสั่งให้ขายทอดตลาด
(๔)  บริษัทเอกชนนั้นเสนอค่าใช้จ่ายต่ำกว่าผู้เสนอราคารายอื่น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของราคาทรัพย์สิน
กรณีมอบหมาย ให้หน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนดำเนินการขายทอดตลาด ให้
คำนึงถึงหลักเกณฑ์ ตาม (๑) (๒)   และ (๓) หรือเป็นบริษัทเอกชนที่เคยมอบหมายหรือว่าจ้างให้
ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินในลักษณะเดียวกันมาก่อน
สัญญามอบหมายหรือจัดจ้างให้เป็นไปตามแบบที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดี
ยาเสพติดกำหนด
ข้อ ๑๗  การขายทอดตลาดโดยบริษัทเอกชนตามข้อ ๖   เลขาธิการอาจอนุญาตให้ส่งมอบทรัพย์สินที่จะขายให้กับบริษัทเอกชนที่จะดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่มีประกัน  หรือมีประกัน ก็ได้ โดยให้ระบุไว้ในสัญญามอบหมายหรือจัดจ้างเกี่ยวกับผู้ได้รับมอบทรัพย์สิน กำหนดเวลาที่ให้ดำเนินการขายทอดตลาด และข้อความยินยอมชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนหรืออัตราที่กำหนดในกรณีทรัพย์สินนั้นชำรุด บกพร่อง สูญหาย  หรือไม่ดำเนินการขายตามกำหนดเวลา
หลักประกันอาจใช้อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
(๑)  เงินสด
(๒)  พันธบัตรรัฐบาลไทย
(๓)            แคชเชียร์เช็ค
(๔)  หุ้นหรือหุ้นกู้ที่ออกโดยนิติบุคคลที่กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(๕)  อสังหาริมทรัพย์
(๖) บุคคลอื่นโดยมีหลักประกันตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ(๕) มอบเป็นหลักประกัน
(๗)  หลักทรัพย์อื่นที่เลขาธิการเห็นสมควรให้รับเป็นหลักประกันได้
ข้อ ๑๘   หลักประกันนั้น ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้จัดการดังต่อไปนี้
(๑) ให้ส่งคืน เมื่อมีการดำเนินการเป็นไปตามสัญญามอบหมายหรือจัดจ้าง และบริษัทเอกชนที่ดำเนินการขายทอดตลาดได้ส่งมอบเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้ว
(๒) ให้ริบ เมื่อมีการดำเนินการผิดสัญญามอบหมายหรือจัดจ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ
ข้อ ๑๙  ภายใต้บังคับข้อ ๗ ถึง ข้อ ๑๐ ในกรณีมอบหมายหรือจัดจ้างหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนดำเนินการขายทอดตลาด  ให้หน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามขัอบังคับดังกล่าว โดยให้ดำเนินการขายทอดตลาดตามวิธีปกติของหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนนั้น

หมวด ๒
วิธีการขายทอดตลาด

ข้อ ๒๐     การขายทอดตลาด ตามปกติให้ขายโดยการเสนอราคาด้วยปากเปล่า หรือยื่นซองประกวดราคา  เว้นแต่คณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นสมควรให้ขายทอดตลาดโดยวิธีอื่น
ข้อ ๒๑    ก่อนการขายทอดตลาดให้คณะกรรมการขายทอดตลาดอ่านประกาศขายทอดตลาดหรือโฆษณาการขายทอดตลาดรวมทั้งวิธีการหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะใช้ในการขายทอดตลาดครั้งนั้นโดยเปิดเผย
ในกรณีที่เป็นการขายทรัพย์สินที่มีภาระจำนอง ให้ประกาศชื่อผู้รับจำนองพร้อมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่ยังค้างชำระจนถึงวันขาย และระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์สินนั้นทราบว่าจะต้องรับภาระจำนองไปด้วย
ข้อ ๒๒ ก่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้คณะกรรมการขายทอดตลาดแจ้งให้บรรดาผู้สู้ราคาซึ่งจะเข้าสู้ราคาในนามของบุคคลอื่น แสดงใบมอบอำนาจก่อนเข้าสู้ราคาและแจ้งด้วยว่าถ้าผู้สู้ราคาผู้ใดเข้าสู้ราคาแทนบุคคลอื่นโดยมิได้แสดงใบมอบอำนาจก่อน จะถือว่าผู้สู้ราคานั้นกระทำการในนามตนเองในกรณีเช่นนี้ถ้าทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์สินที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้สู้ราคาผู้นั้นจะขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ซื้อโดยอ้างว่าตนเป็นเพียงตัวแทนมิได้
ข้อ ๒๓ การขายทอดตลาดทรัพย์สินย่อมบริบูรณ์เมื่อคณะกรรมการขายทอดตลาดแสดงความตกลงขายด้วยวิธีเคาะไม้ หรือวิธีการอื่นที่คณะกรรมการขายทอดตลาดกำหนด
ข้อ ๒๔ การเสนอสู้ราคาในการขายทอดตลาดให้เป็นไปตามอัตราเพิ่มราคาที่เลขาธิการกำหนดและแจ้งให้ผู้เข้าสู้ราคาทราบก่อนการขายทอดตลาด
ในการเสนอราคาด้วยปากเปล่า ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดร้องขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาไม่น้อยกว่า ๓ หน ถ้าไม่มีผู้สู้ราคาสูงขึ้นและได้ราคาพอสมควรให้ร้องขานจำนวนเงินที่มีผู้สู้ราคาสูงสุดพร้อมกับเคาะไม้ แต่ถ้าก่อนเคาะไม้มีผู้สู้ราคาสูงขึ้นไปอีกก็ให้ร้องขานราคาตั้งต้นใหม่ตามลำดับดังกล่าว
ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่า ผู้ใดจะไม่สู้ราคาโดยสุจริตหรือไม่สามารถจะชำระราคาได้ คณะกรรมการขายทอดตลาดจะสอบถามผู้นั้นเสียก่อนจึงเคาะไม้ก็ได้
ข้อ ๒๕  ถ้าผู้สู้ราคาถอนคำสู้ราคาของตนก่อนเคาะไม้ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดตั้งต้นร้องขายใหม่
ข้อ ๒๖ การขายทอดตลาดทรัพย์สินตามปกติเมื่อเคาะไม้ตกลงขายแล้วผู้ซื้อต้องชำระเงินทันทีเว้นแต่ทรัพย์สินซึ่งมีราคาตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไปอาจให้ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ ของราคาซื้อ และทำสัญญาโดยมีเงื่อนไขในการชำระเงินที่ค้างชำระภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันขาย เมื่อได้ชำระเงินทั้งหมดแล้วจึงให้โอนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ซื้อ
ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ขายมีราคาสูงมากหรือมีเหตุผลพิเศษประการอื่น เลขาธิการอาจกำหนดให้ผู้ซื้อวางเงินมัดจำและกำหนดเวลาชำระเงินได้ตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่สามารถปฏิบัติตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  ให้ผู้ซื้อยื่นคำร้องขอผ่อนผันพร้อมเหตุผลความจำเป็นต่อคณะกรรมการขายทอดตลาด  หากคณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นสมควรให้รายงานเลขาธิการเพื่อพิจารณาสั่งการ
ข้อ ๒๗  ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ขายมีราคาสูงมาก โดยมีราคาประเมินขณะยึดหรืออายัดหรือคาดหมายว่าจะขายได้ในราคาไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทขึ้นไป ผู้ซึ่งจะมีสิทธิเข้าสู้ราคาในกรณีนี้ต้องนำแคชเชียร์เช็คจำนวนเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของราคาตามข้อ ๑๓(๑) มาวางเป็นประกัน และเมื่อขายทรัพย์สินได้แล้วให้ถือว่าแคชเชียร์เช็คของผู้ซื้อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการชำระราคา
ข้อ ๒๘ ห้ามกรรมการขายทอดตลาดเข้าสู้ราคาหรือใช้ให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดครั้งที่ตนทำหน้าที่เป็นกรรมการ
ข้อ ๒๙ เมื่อคณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นว่าการขายทอดตลาดทรัพย์สินใดไม่มีผู้เข้าสู้ราคาหรือมีผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคาที่กำหนดตามข้อ ๑๓ หรือมีกรณีที่เห็นว่าการสู้ราคาอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตให้มีอำนาจถอนทรัพย์สินนั้นออกจากการขายทอดตลาด สั่งงดการขายทอดตลาดหรือเลื่อนการขายทอดตลาดออกไป แล้วรายงานให้เลขาธิการทราบ
ข้อ  ๓๐ เมื่อขายทอดตลาดบริบูรณ์ ถ้าผู้ซื้อไม่ชำระเงินหรือไม่วางเงินมัดจำตามที่ได้ตกลงกันหรือตามข้อสัญญาในข้อ ๒๖ ให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดซ้ำอีก ในการขายทอดตลาดครั้งหลังนี้ให้แจ้งให้ผู้ซื้อทราบกำหนด วัน เวลา และสถานที่ที่จะขาย และเมื่อขายแล้วได้เงินเท่าใด หากไม่คุ้มกับการขายทอดตลาดครั้งก่อนให้จัดการเรียกร้องให้ผู้ซื้อเดิมชำระเงินส่วนที่ขาดนั้น หรือดำเนินการตามกฎหมายหากจำเป็น
ข้อ ๓๑  การขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งผู้ยึดถือครอบครองจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายก่อน เช่น อาวุธปืน ให้ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ ของราคาซื้อ และให้นำใบอนุญาตมาแสดงต่อคณะกรรมการขายทอดตลาดภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่การขายทอดตลาดบริบูรณ์ พร้อมทั้งชำระเงินที่ค้างชำระให้ครบถ้วน ถ้าพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่สามารถนำใบอนุญาตมาแสดงได้ให้ริบเงินมัดจำ และให้คณะกรรมการขายทอดตลาดดำเนินการขายทอดตลาดซ้ำอีกตามข้อ ๓๐
ในกรณีที่ปรากฏว่าการที่ผู้ซื้อไม่อาจนำใบอนุญาตมาแสดงได้มิได้เกิดจากความผิดของผู้ซื้อหรือมิได้เกิดจากการที่ผู้ซื้อจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดขยายเวลาออกไปได้ตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน ๑ เดือน
ข้อ ๓๒ ในระหว่างการขายทอดตลาดให้คณะกรรมการขายทอดตลาดบันทึกการขายทอดตลาดทรัพย์สินแต่ละรายการตามแบบที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดกำหนด และเมื่อดำเนินการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้วให้รายงานเลขาธิการเพื่อทราบ
ข้อ ๓๓ การขายทอดตลาดโดยหน่วยราชการหรือบริษัทเอกชน  ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามหมวดนี้   แต่ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดเข้าร่วมสังเกตการณ์การขายทอดตลาด และบันทึกการขายทอดตลาดทรัพย์สินแต่ละรายการตามแบบที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดกำหนด และเมื่อดำเนินการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้วให้รายงานเลขาธิการเพื่อทราบ
กรณีที่เห็นว่าการสู้ราคาอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตให้คณะกรรมการขายทอดตลาดมีอำนาจถอนทรัพย์สินนั้นออกจากการขายทอดตลาด สั่งงดการขายทอดตลาดหรือเลื่อนการขายทอดตลาดออกไป แล้วรายงานให้เลขาธิการทราบ

หมวด ๓
การโอนและส่งมอบทรัพย์สิน

ข้อ ๓๔ ภายใต้บังคับข้อ ๒๗ การขายทอดตลาดทรัพย์สิน เมื่อผู้ซื้อชำระเงินครบถ้วนแล้วให้
คณะกรรมการขายทอดตลาดส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้ซื้อไป ถ้าเป็นทรัพย์สินที่จะต้องแก้ทะเบียนชื่อผู้เป็นเจ้าของ เช่น อาวุธปืน รถ เรือ ให้เลขาธิการแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางทะเบียนต่อไป
ในกรณีที่ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งเป็นที่ดินหรือโรงเรือนซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่มีโฉนดหรือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ให้เลขาธิการแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการทางทะเบียนต่อไป
ข้อ ๓๕ ค่าใช้จ่ายในการโอนและส่งมอบทรัพย์สิน เช่น ค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ค่าขนย้าย หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นภาระของผู้ซื้อ

หมวด ๔
วิธีรับเงิน

ข้อ ๓๖ การรับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน เมื่อผู้ซื้อชำระเงินแล้วให้คณะกรรมการขายทอดตลาดออกใบรับเงินโดยมีสำเนา ๒ ฉบับ ต้นฉบับมอบให้ผู้ซื้อ ส่วนสำเนาส่งให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน ๑ ฉบับ  อีก ๑ ฉบับ เก็บไว้เป็นต้นขั้ว
ข้อ ๓๗ การรับเงินโดยปกติให้รับเป็นเงินสด แต่ถ้าคณะกรรมการขายทอดตลาดเห็นสมควรอาจรับเงินเป็นเช็คหรือตั๋วแลกเงินก็ได้ โดยให้จดเลขที่เช็คหรือตั๋วแลกเงินในใบรับเงินด้วย ในกรณีที่ไม่ใช่เช็คหรือตั๋วแลกเงินของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ จะต้องเป็นเช็คหรือตั๋วแลกเงินที่ธนาคารสั่งจ่ายหรือธนาคารรับรอง
เมื่อได้ชำระเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินแล้วไม่ว่าเป็นการชำระเป็นเงินสด เช็ค หรือตั๋วแลกเงินก็ตาม ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดส่งมอบให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินเพื่อเก็บรักษาไว้ตามระเบียบต่อไป
ข้อ ๓๘ การรับเงินเป็นเช็คหรือตั๋วแลกเงิน หากเรียกเก็บเงินไม่ได้ ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษา
ทรัพย์สินแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อดำเนินการเรียกร้องผู้ซื้อให้ชำระเงินนั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ข้อ ๓๙ ในกรณีที่เป็นการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีหลักฐานแสดงว่าผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย หรือเป็นทรัพย์สินที่ติดจำนอง หรือทรัพย์สินที่มีบุริมสิทธิอย่างอื่น ให้คณะกรรมการขายทอดตลาดแจ้งผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินเพื่อทราบ
ข้อ ๔๐ ค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด ให้เบิกจากกองทุน

                            ประกาศ ณ วันที่  ๒๐  มิถุนายน  ๒๕๔๘


พลตำรวจโท กฤษณะ  ผลอนันต์
(กฤษณะ  ผลอนันต์)                            
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 


ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรื่อง กำหนดอัตราเพิ่มราคาในการเสนอสู้ราคาการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
 

                        อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๔ แห่งระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการขายทอดตลาดทรัพย์สิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
๑. ยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดอัตราเพิ่มราคาในการเสนอสู้ราคาการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๗
๒. ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด กำหนดราคาเริ่มต้นไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาท ผู้สู้ราคาจะเสนอเพิ่มราคาครั้งละเท่าใดก็ได้
๓. ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด กำหนดราคาเริ่มต้นตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ผู้สู้ราคาจะต้องเสนอเพิ่มราคาครั้งละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท
๔. ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินแต่ละรายการไม่ว่าจะมีการเสนอราคสูงขึ้นเพียงใดก็ตาม ให้ผู้สู้ราคา แต่ละรายใช้อัตราเพิ่มราคาตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓ แล้วแต่กรณี ในการเสนอเพิ่มราคาตั้งแต่เริ่มต้นจนการขายทอดตลาดบริบูรณ์

                                                                        ประกาศ ณ วันที่   ๑๓    ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๘

พลตำรวจโท  กฤษณะ  ผลอนันต์
(กฤษณะ  ผลอนันต์)          
  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

 

 


ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน
ว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๖
 


                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖(๕) มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๖ง”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นไป
ข้อ ๓     ในระเบียบนี้
“คณะอนุกรรมการกองทุน” หมายความว่า คณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด
“พนักงานกองทุน” หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ข้อ ๔     ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติการตามระเบียบนี้ ให้เลขาธิการเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด

หมวด ๑
หมวดทั่วไป

 ข้อ ๕     เมื่อทรัพย์สินใดตกเป็นของกองทุน ให้ปฏิบัติดังนี้
(๑)  ให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินพร้อมทั้งหนังสือนำส่งจำนวนสองชุดมอบแก่             ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดหรือพนักงานกองทุนซึ่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจรับทรัพย์สิน (๑)
(๒)  ให้ผู้ตรวจรับทรัพย์สินดำเนินการดังต่อไปนี้


(๑) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๓ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๘๒ ง ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕.

(ก)  ทำการสำรวจทรัพย์สินและบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวน ประเภท รวมทั้งมูลค่าของทรัพย์สินนั้น โดยอาจมีรายละเอียดอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้ แล้วรายงานและเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการกองทุนว่าสมควรดำเนินการแก่ทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างไร
(ข)  ตรวจสอบทรัพย์สินให้ถูกต้องตามรายละเอียดในหนังสือนำส่ง แล้วให้ผู้นำส่งและผู้ตรวจรับทรัพย์สินลงนามกำกับไว้เป็นหลักฐานและเก็บรักษาหนังสือนำส่งไว้เป็นหลักฐานฝ่ายละหนึ่งชุด    หากทรัพย์สินนั้นไม่ครบถ้วน หรือมีความชำรุดเสียหาย ให้บันทึกไว้โดยชัดแจ้งด้วย
ข้อ ๖      เมื่อได้มีการตรวจรับทรัพย์สินตามข้อ ๕ แล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑)  ถ้าเป็นเงิน ให้นำส่งผู้รับเงินตามข้อ ๑๑ ทันที ทั้งนี้ ต้องไม่ช้ากว่าวันทำการวันแรกที่อาจนำส่งได้
(๒)  ทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ ให้นำไปเก็บรักษาไว้ที่สถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุน หรือจะฝากเก็บรักษาไว้ที่สถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินของสำนักงานตามระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดก็ได้
(๓)  ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์หรือเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะตามข้อ ๗ จะมอบให้บุคคลซึ่งได้ดูแลรักษาทรัพย์สินในระหว่างการยึดหรืออายัดดูแลรักษาต่อไป หรือจะจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลรักษาทรัพย์สิน หรือเช่าสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไปพลางก่อนในระหว่างที่คณะอนุกรรมการกองทุนยังไม่มีมติเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นก็ได้
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้รายงานคณะอนุกรรมการกองทุนโดยเร็ว และในกรณีที่เป็นทรัพย์สินที่มีหลักฐานทางทะเบียน ให้เลขาธิการจัดการเกี่ยวกับหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวให้เรียบร้อยด้วย
ข้อ ๗     ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินตามข้อ ๕ รายงานคณะอนุกรรมการกองทุนโดยด่วนที่สุดเมื่อปรากฏว่า
(๑)  ทรัพย์สินนั้นมีสภาพเป็นของสด ของเสียได้ หรือถ้าหน่วงช้าไว้ จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนแห่งค่าของทรัพย์สินนั้น
(๒)  ทรัพย์สินนั้นมีลักษณะที่อาจทำให้สกปรก เลอะเทอะ หรือมีกลิ่น หรืออาจรบกวน หรือก่อความรำคาญ
(๓)  ทรัพย์สินนั้นมีน้ำหนักมาก หรือไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือมีขนาดใหญ่มาก หรือเปลืองเนื้อที่ในการเก็บรักษา
(๔)  ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งโดยสภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย เช่นสารเคมี หรือสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
(๕)  ทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาไว้ในสถานที่โดยเฉพาะเพื่อรักษาคุณภาพของตัวทรัพย์

หมวด ๒
การบริหารกองทุน

ข้อ ๘     ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วยเลขาธิการเป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกรมตำรวจ ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นไม่เกินสองคน เป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการกองตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
คณะอนุกรรมการจะแต่งตั้งข้าราชการคนหนึ่งหรือหลายคนในสำนักงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการได้
อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

ข้อ ๙      ให้คณะอนุกรรมการกองทุนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑)  พิจารณาอนุมัติให้จ่ายเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบนี้
(๒)  ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการรับ การจ่าย และการเก็บรักษาเงิน
(๓)  ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการจัดการและการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน
(๔)  วางระเบียบ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก)  การนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์
(ข)  การจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน
(ค)  การจ่ายเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อสนับสนุน หรือเพื่อช่วยเหลือบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับความเดือดร้อนจากการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(ง)   การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล
(๕)  ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
การจ่ายเงินหรือทรัพย์สินจากกองทุนครั้งหนึ่ง ถ้ามีจำนวนหรือมูลค่าเกินห้าล้านบาทจะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการก่อน
ข้อ ๑๐    การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อประโยชน์ตามมาตรา ๓๔ ได้แก่กรณีดังต่อไปนี้
(๑)  สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๒)  สนับสนุนหรือจัดให้มีการศึกษา ฝึกอบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับการป้องกันและ              ปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๓)  สนับสนุนหรือจัดให้มีวิทยากรซึ่งมีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๔)  สนับสนุนหรือจัดให้มีการให้บริการหรือจัดกิจกรรมอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๕)  สนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๖)  กิจการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด


หมวด
การรับเงิน


ข้อ ๑๑    การรับเงินของกองทุน ให้เลขาธิการหรือพนักงานกองทุนตั้งแต่ระดับ ๘ ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด หรือพนักงานกองทุนตั้งแต่ระดับ ๖ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด หรือพนักงานกองทุนตั้งแต่ระดับ ๖ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดมอบหมาย เป็นผู้รับเงินและออกหลักฐานการรับเงิน แล้วดำเนินการตามข้อ ๑๕(๑) (๒)


(๒) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๔ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

หมวด
การจ่ายเงิน

ข้อ ๑๒   เงินของกองทุน ให้จ่ายได้ตามจำนวนที่คณะอนุกรรมการกองทุนพิจารณาอนุมัติสำหรับกรณี            ดังต่อไปนี้
(๑)  ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนด
(๒)  ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และการขายทอดตลาด
ทรัพย์สิน                                   
(๓)  ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด
(๔)  ค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินตามมาตรา ๒๓ และค่าใช้จ่ายในการประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามมาตรา ๒๔
(๕)  เงินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามมาตรา ๒๔
(๖)  เงินสินบนตามข้อ ๑๙ และเงินรางวัลตามข้อ ๒๐
(๗)  ค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
การจ่ายเงินกองทุนเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำหรับกรณีอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการกองทุนกระทำได้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ข้อ ๑๓    วิธีการจ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติตามข้อ ๑๒ แล้ว ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ แต่ถ้าไม่มีระเบียบที่เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๑๔   ให้กองทุนมีเงินทดรองจ่ายภายในวงเงินที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด
การเก็บรักษาทรัพย์สิน

ข้อ ๑๕   ทรัพย์สินของกองทุนให้เก็บรักษาไว้ดังนี้
(๑)  ในกรณีที่เป็นเงิน ให้ฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ
(๒)  ในกรณีที่เป็นทรัพย์สินอื่น ให้เก็บรักษาไว้ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด

หมวด ๖
การจัดหาผลประโยชน์

 ข้อ ๑๖    คณะอนุกรรมการกองทุนอาจนำเงินของกองทุนไปจัดหาผลประโยชน์ได้ดังนี้
(๑)  ซื้อพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือตั๋วเงินคลัง
(๒)  ลงทุนอย่างอื่น โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
ข้อ ๑๗   คณะอนุกรรมการกองทุนอาจนำทรัพย์สินอื่นไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการนำทรัพย์สินที่เก็บรักษาไว้ในระหว่างการยึดหรืออายัดไปจัดหาผลประโยชน์ แต่ถ้ามีกรณี    จำเป็นและสมควรนอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้กระทำได้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

หมวด ๗
เงินสินบนและเงินรางวัล

ข้อ ๑๘   ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะอนุกรรมการกองทุนอาจพิจารณามีมติให้มีการจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัลได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวดนี้
การจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัลตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ เป็นเพียงหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามที่คณะอนุกรรมการกองทุนเห็นสมควร มิใช่เป็นการโฆษณา หรือให้คำมั่นตามกฎหมายแก่บุคคลใด ในอันที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเรียกร้องสิทธิในเงินดังกล่าว
ข้อ ๑๙    คณะอนุกรรมการกองทุนมีอำนาจพิจารณาจ่ายเงินสินบนแก่ผู้ซึ่งชี้แนะให้พนักงานเจ้าหน้าที่   ทราบถึงตัวทรัพย์สิน แหล่งที่มา หรือสถานที่ตั้งของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานพอสมควรที่สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน จนมีผลให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน
เงินสินบนที่จะจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนดโดยพิจารณาถึงประโยชน์ของข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากผู้ชี้แนะ และมูลค่าของทรัพย์สิน โดยให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่คำนวณได้จากราคาทรัพย์สินที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือของราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด    แล้วแต่กรณี หักด้วยค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น (๓)
ข้อ ๒๐   คณะอนุกรรมการกองทุนมีอำนาจพิจารณาจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ซึ่งทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน หรือจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จนมีผลให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน โดยให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินที่คำนวณได้จากราคาทรัพย์สินที่มีการประเมินได้ในวันที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินหรือของราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วแต่กรณี หักด้วยค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น หากในคดีใดมีการจ่ายเงินรางวัลแต่ไม่มีการจ่ายเงินสินบนให้นำเงินสินบนคดีนั้นจ่ายเป็นเงินรางวัลเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนเงินขั้นสูงที่คณะกรรมการกำหนด (๔)
ข้อ ๒๑   เงินสินบนหรือเงินรางวัล ให้จ่ายหลังจากนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือนำไปใช้ประโยชน์แล้ว หากไม่มีการนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ ภายในหนึ่งปี   นับแต่วันที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน ให้คณะอนุกรรมการกองทุนประเมินราคาทรัพย์สินนั้นตามที่เห็นสมควร    เพื่อนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินสินบนหรือเงินรางวัล
ข้อ ๒๒  ถ้าผู้มีสิทธิได้รับเงินสินบนหรือเงินรางวัลมีหลายคน ให้แบ่งเงินนั้นคนละส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่คณะอนุกรรมการกองทุนจะเห็นสมควรกำหนดเป็นอย่างอื่น


(๓) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๓ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๘๔ ง ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
(๔) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๔ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนพิเศษ ๘๔ ง ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖

หมวด ๘
การบัญชี

ข้อ ๒๓   ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดจัดทำบัญชี ตามระบบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง (๕)
ข้อ ๒๔   ให้สำนักงานจัดทำงบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วภายใน    ๙๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน เพื่อรายงานคณะกรรมการและส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบรับรอง     และดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๓๙ พร้อมทั้งส่งรายงานดังกล่าวให้กระทรวงการคลังทราบด้วย (๖)
ข้อ ๒๕  ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินและการบัญชีของกองทุนและรายงานคณะอนุกรรมการกองทุนเมื่อสิ้นปีปฏิทิน (๗)

                                                ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

(ลงชื่อ)   ศักดิ์ สนองชาติ
(นายศักดิ์ สนองชาติ)
ประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๐ ตอนที่ ๕๙ ลงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖)

 


(๕) -(๗) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๘ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

 

 

 

 

 


ระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน
พ.ศ. ๒๕๓๗

อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ ๙(๔) แห่งระเบียบคณะกรรมการการตรวจสอบทรัพย์สิน ว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑      ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการ    จัดการทรัพย์สินของกองทุน พ.ศ. ๒๕๓๗”
ข้อ ๒     ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไป
( ๑) ข้อ ๓     ในระเบียบนี้
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม กอง หรือที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
“หน่วยงานของเอกชน” หมายความว่า สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร และดำเนินการเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด
ข้อ ๔     ให้ผู้อำนวยการรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกข้อบังคับหรือคำสั่ง เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบนี้ให้ผู้อำนวยการเสนอคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณา


หมวด ๑
การนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์

               ข้อ ๕     การนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์ให้กระทำได้เฉพาะหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด


(๑) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน (ฉบับที่ ๒)          
พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๓ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

การอนุญาตให้หน่วยงานของเอกชนนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์ให้อนุญาตได้เฉพาะทรัพย์สินของกองทุนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
ข้อ ๖      หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นมีหนังสือถึงประธานอนุกรรมการกองทุน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประสงค์จะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๒)  ประเภทของทรัพย์สินที่จะขอนำไปใช้ประโยชน์
(๓)  เหตุผลและความจำเป็นที่จะขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
(๔)  ลักษณะและระยะเวลาของการใช้ประโยชน์
(๕)  การดูแลรักษาและความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายหรือสูญหาย
ข้อ ๗     หน่วยงานของเอกชนที่ประสงค์จะนำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์ ให้หัวหน้าหน่วยงาน   ของเอกชน จัดทำแผนงาน หรือโครงการ เสนอต่อประธานอนุกรรมการกองทุน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)  ส่วนของงานที่จะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์
(๒)  ประเภทของทรัพย์สินที่จะนำไปใช้ประโยชน์
(๓)  เหตุผลและความจำเป็นที่จะขอนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์
(๔)  ลักษณะและระยะเวลาของการใช้ประโยชน์
(๕)  การดูแลรักษาและความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายหรือสูญหาย
ข้อ ๘     การพิจารณาอนุญาตให้นำทรัพย์สินใดไปใช้ประโยชน์ให้คณะอนุกรรมการกองทุนพิจารณา โดยคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ ระยะเวลาที่จะนำไปใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาและความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายหรือสูญหาย
หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์สินของกองทุนไปใช้ประโยชน์ต้องดูแลและบำรุงรักษาทรัพย์สินนั้นอย่างน้อยตามระเบียบของทางราชการ และคณะอนุกรรมการกองทุนอาจกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรอีกก็ได้
ข้อ ๙      เมื่อมีการอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชนนำทรัพย์สินใดไปใช้ประโยชน์       ให้ผู้อำนวยการจัดให้มีการทำหนังสือส่งมอบและรับมอบทรัพย์สินนั้นไว้เป็นหลักฐานและมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทราบ
ข้อ ๑๐    ในกรณีทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์นั้นเกิดความชำรุดบกพร่อง เสียหายหรือสูญหายเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต ให้หน่วยงานดังกล่าวรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่อง เสียหาย หรือสูญหายนั้น
ข้อ ๑๑    เมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นต่อไป หรือเมื่อครบกำหนดที่ได้รับอนุญาตแล้ว หรือเมื่อคณะอนุกรรมการกองทุนเพิกถอนการอนุญาตให้หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจัดส่งทรัพย์สินนั้นคืนพร้อมหลักฐานการส่งคืนเป็นหนังสือภายใน ๑๕ วัน หรือภายในเวลาที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนด
ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งให้ส่งคืนในสภาพที่เป็นอยู่ในขณะที่ได้รับมอบทรัพย์สินนั้นไป เว้นแต่จะเสื่อมไปโดยสภาพแห่งทรัพย์สินนั้นเอง ในกรณีที่ไม่อาจส่งคืนในสภาพเดิมได้ ให้คณะอนุกรรมการกองทุนพิจารณาดำเนินการตามที่เห็น      สมควร
ข้อ ๑๒   ในกรณีที่หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไปอีก ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นมีหนังสือถึงประธานอนุกรรมการกองทุนแจ้งถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ยังต้องนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว  ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
การพิจารณาอนุญาตให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ให้คณะอนุกรรมการกองทุนพิจารณาหลักเกณฑ์ตามข้อ ๘ และในกรณีที่คณะอนุกรรมการกองทุนไม่อนุญาตให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไป ให้หน่วยงานนั้นคืนทรัพย์สินพร้อมหลักฐานการส่งคืนเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด และให้นำความในข้อ ๑๑ วรรคสอง มาใช้บังคับ

หมวด ๒
การจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน

ข้อ ๑๓   การจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน ให้ดำเนินการได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
(๑)  ขาย
(๒)  ให้
(๓)  แปรสภาพหรือทำลาย
(๔)  จำหน่ายเป็นสูญ
ข้อ ๑๔   การขาย โดยปกติให้ดำเนินการขายโดยวิธีทอดตลาด โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สิน พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยอนุโลม
ในกรณีที่ทรัพย์สินใดที่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดไม่เป็นผล หรือเป็นทรัพย์สินที่คณะอนุกรรมการกองทุนเห็นว่าไม่สมควรดำเนินการขายโดยวิธีทอดตลาดให้คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนดวิธีการขายโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๕   การให้ คณะอนุกรรมการกองทุนอาจพิจารณานำทรัพย์สินที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชนใดก็ได้ ตามที่เห็นสมควร
(๑)  ทรัพย์สินที่โดยสภาพไม่อาจซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิมได้
(๒)  ทรัพย์สินที่โดยสภาพอาจซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิมได้แต่ค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
(๓)  ทรัพย์สินนั้นหากให้หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนนำไปใช้จะเป็นประโยชน์มากกว่าเก็บรักษาไว้เป็นทรัพย์สินของกองทุน และไม่เป็นภาระกับกองทุน
ข้อ ๑๖    การแปรสภาพหรือทำลาย ให้กระทำได้ตามที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนด
ข้อ ๑๗   การจำหน่ายเป็นสูญ ให้กระทำได้ตามที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนดเมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินสูญหายไปโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิดชอบ หรือมีตัวผู้รับผิดแต่ไม่สามารถชดใช้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งของเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ หรือมีตัวทรัพย์สินอยู่แต่ไม่สามารถนำออกจำหน่ายได้ ให้กองทุนเสนอต่อคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อจำหน่ายเป็นสูญ

หมวด ๓
การจ่ายเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อสนับสนุนหรือช่วยเหลือบุคคลหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับความเดือดร้อนจากการป้องกัน
และปราบปรามยาเสพติด

 ข้อ ๑๘   การจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนให้แก่หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนให้ดำเนินการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้
(๑)  สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติด
(๒)  สนับสนุนหรือจัดให้มีการศึกษา ฝึกอบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๓)  สนับสนุนหรือจัดให้มีวิทยากรซึ่งมีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๔)  สนับสนุนหรือจัดให้มีการให้บริการหรือจัดกิจกรรมอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๕)  สนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๖)  กิจการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ข้อ ๑๙    ให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชนที่จะขอรับการสนับสนุนตามข้อ ๑๘ จัดทำแผนงาน โครงการหรือภารกิจที่มีเป้าหมาย ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนเสนอต่อประธานอนุกรรมการกองทุน
( ๒) ข้อ ๒๐   แผนงาน โครงการ หรือภารกิจที่กองทุนจะให้การสนับสนุนต้องเป็นแผนงาน โครงการ หรือภารกิจ  ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณตามปกติของทางราชการ หรือจากแหล่งอื่น ในกรณีที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณปกติของทางราชการหรือจากแหล่งอื่น แต่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะอนุกรรมการกองทุน
ข้อ ๒๑   การพิจารณาให้การสนับสนุน ให้คณะอนุกรรมการกองทุนพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ ตลอดจนการติดตามผลการดำเนินการตามแผนงานโครงการหรือภารกิจ
ข้อ ๒๒  แผนงาน โครงการ หรือภารกิจที่มีระยะเวลาดำเนินการเกินกว่า ๓ เดือน คณะอนุกรรมการกองทุนอาจพิจารณาให้การสนับสนุนเงินเป็นงวดๆ ตามที่เห็นสมควรและอาจระงับการสนับสนุนงวดใดงวดหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ หากแผนงาน โครงการหรือภารกิจนั้นไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งการนั้น


(๒) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน (ฉบับที่ ๒)              
พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

ข้อ ๒๓   เมื่อแผนงาน โครงการ หรือภารกิจได้รับการพิจารณาอนุมัติให้การสนับสนุนและอนุมัติวงเงินแล้ว ให้ผู้อำนวยการแจ้งให้หน่วยงานดังกล่าวทราบ และเมื่อหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุน ดำเนินการตามแผนงาน โครงการหรือภารกิจสิ้นสุดลง หรือตามเงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนด ให้หน่วยงานนั้นรายงานผลการดำเนินการต่อประธานอนุกรรมการกองทุนทราบ
(๓) ข้อ ๒๔  คณะอนุกรรมการกองทุนอาจพิจารณาจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน เพื่อช่วยเหลือบุคคลใดได้ต่อเมื่อบุคคลนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ หรือผู้ซึ่งมีส่วนช่วยเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน    อันเนื่องมาจากการดำเนินการนั้น
การพิจารณาจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์  ดังต่อไปนี้
(๑)  ผู้เสียชีวิตรายละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยพิจารณาจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาทซึ่งต้องขาดไร้อุปการะ เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเสียชีวิต
(๒)  กรณีบาดเจ็บจนถึงแก่ทุพพลภาพ หรือเสียอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ บาท
(๓)  กรณีได้รับบาดเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท
(๔)  กรณีได้รับความเสียหายหรือสูญเสียต่อทรัพย์สิน พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท
(๕)  กรณีได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม (๒) และ (๓) พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
ข้อ ๒๕  การขอรับเงินช่วยเหลือตามข้อ ๒๔ ให้ส่งหลักฐานตามรายการดังต่อไปนี้
(๑)  แบบขอรับเงินช่วยเหลือ
(๒)  คำสั่งมอบหมายให้ปฏิบัติงานและรายงานการปฏิบัติงาน
(๓)  สำเนาใบมรณะบัตรกรณีเสียชีวิตหรือใบรับรองแพทย์กรณีได้รับบาดเจ็บ
(๔)  หลักฐานการเป็นทายาทของผู้เสียชีวิต เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาสูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนสมรส สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล
(๕)  สำเนาบันทึกการจับกุม (ถ้ามี)
(๖)  หลักฐานอื่นๆ (ถ้ามี)
การยื่นคำขอให้ยื่นภายใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต เว้นแต่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนดเป็นอย่างอื่น
แบบเอกสารตามข้อ ๒๕(๑) ให้เป็นไปตามแบบท้ายระเบียบนี้


(๓) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๕ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

หมวด ๔
การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล

ข้อ ๒๖   ให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้ชี้แนะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบถึงตัวทรัพย์สิน แหล่งที่มาหรือสถานที่ตั้งของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานพอสมควรที่สามารถใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สินจนมีผลให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน โดยบุคคลนั้นได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้ลงบันทึกในใบแจ้งข้อมูลตามท้ายระเบียบนี้ ทั้งนี้ผู้แจ้งข้อมูลต้องมิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปราบปรามตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด
ข้อ ๒๗  เงินสินบนให้จ่ายตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ดังนี้
(๑)  ให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่คำนวณได้จากราคาทรัพย์สิน ที่ประเมินได้ในวันที่ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือของราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด แล้วแต่กรณี หักด้วยค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น
(๒)  ทรัพย์สินที่แจ้งข้อมูลเพื่อขอรับเงินสินบนต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือในกรณีที่มีหลักฐานทางทะเบียน แต่ถูกโอน โยกย้าย ซุกซ่อน แปรสภาพเพื่ออำพรางการมีอยู่หรือได้มาของทรัพย์สินนั้น
(๓)  เป็นทรัพย์สินที่แจ้งข้อมูลเพื่อขอรับเงินสินบนตามประกาศชี้ชวนของคณะอนุกรรมการ  กองทุนให้แจ้งข้อมูลของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ข้อ ๒๘  ทรัพย์สินรายใดมีผู้แจ้งข้อมูลหลายคน โดยร่วมกันชี้แนะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบตาม ข้อ ๒๖    ให้แบ่งสินบนคนละส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่คณะอนุกรรมการกองทุนจะเห็นสมควรกำหนดเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒๙ ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ซึ่งทำหน้าที่สืบสวน สอบสวนหรือจับกุมผู้กระทำความผิด    เกี่ยวกับยาเสพติด จนมีผลให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน โดยจ่ายไม่เกินร้อยละห้าของเงินที่คำนวณ   ได้จากราคาทรัพย์สินที่มีการประเมินในวันยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือของราคาที่ได้จากการขายทอดตลาด แล้วแต่กรณี หักด้วยค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แต่ทั้งนี้ไม่เกินสิบล้านบาท
( ๔)ข้อ ๓๐   การจ่ายเงินรางวัล ตามข้อ ๒๙ ให้แบ่งเงินรางวัลออกเป็น ๑๐ ส่วนเท่าๆ กัน โดยให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑)  พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือเลขาธิการ ป.ป.ส. แล้วแต่กรณี ให้ดำเนินการตรวจสอบ ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ได้รับ ๔ ส่วน ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีหลายคนให้แบ่งคนละเท่าๆ กัน เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีร้องขอให้ริบทรัพย์สินนั้นให้ได้รับเป็น ๒ เท่าของพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นในจำนวน ๔ ส่วน
(๒)  เจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้ทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จนมีผลทำให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน ได้รับ ๕ ส่วน ถ้าเจ้าหน้าที่มีหลายคนให้แบ่งคนละเท่าๆ กัน เว้นแต่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นพยานโจทก์ในคดีนั้นให้ได้รับเป็น ๒ เท่าของเจ้าหน้าที่อื่นในจำนวน ๕ ส่วน


(๔) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๖ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

(๓)  พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งได้ทำการสอบสวนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จนมีผลทำให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน ได้รับ ๑ ส่วน ถ้าพนักงานสอบสวนมีหลายคนให้แบ่งคนละเท่าๆ กัน
ในกรณีมีผู้อยู่ในเกณฑ์จะได้รับเงินรางวัล ตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หลายฐานะ ให้ได้รับเงินรางวัลเพียงฐานะเดียว
ข้อ ๓๑   การรับเงินสินบนเงินรางวัล ให้ส่งหลักฐานตามรายการ ดังต่อไปนี้
(๑)  แบบคำขอรับเงินสินบน หรือเงินรางวัล แล้วแต่กรณี
(๒)  แบบใบแจ้งความชี้แนะถึงตัวทรัพย์ แหล่งที่มาหรือสถานที่ตั้งของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับ     การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (เฉพาะกรณีขอรับเงินสินบน)
(๓)  หนังสือรับรองว่าได้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนในคดีที่ขอรับเงินรางวัลของผู้บังคับบัญชาระดับผู้อำนวยการกอง ผู้บังคับการตำรวจ หรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วแต่กรณี
(๔)  สำเนาบันทึกการจับกุมของเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม
(๕)  หนังสือรับรองการเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่ขอรับเงินรางวัลของผู้บังคับบัญชา
(๖)  สำเนาคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินแทนในคดีนั้น
(๗)  สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีถึงที่สุดของศาลให้ริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของกองทุน
(๘)  ใบมอบฉันทะให้รับเงินสินบนหรือเงินรางวัลแทน (ถ้ามี)
ข้อ ๓๒   การขอรับเงินสินบนหรือเงินรางวัลตามข้อ ๓๑ ให้ยื่นเอกสารตามท้ายระเบียบนี้ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าจะขอรับเงินด้วยตนเองหรือขอรับผ่านบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิได้รับเงินสินบนเงินรางวัล โดยแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากมาพร้อมนี้ ต่อประธานอนุกรรมการกองทุนภายใน ๑๘๐ วัน หลังจากได้รับแจ้งสิทธิในการขอรับเงินสินบนเงินรางวัล
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาจ่ายค่าสินบน เงินรางวัลตามระเบียบนี้ ให้ผู้อำนวยการเสนอคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร

หมวด ๕
ข้อกำหนดในการจ่ายเงิน

ข้อ ๓๓   หลักฐานการจ่ายเงินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เป็นไปตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยอนุโลมหรือตามที่คณะอนุกรรมการกองทุนเห็นสมควร
ข้อ ๓๔   การอนุมัติจ่ายเงินตามข้อ ๙(๑) แห่งระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าด้วยกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้ประธานอนุกรรมการกองทุนหรือผู้อำนวยการ แล้วแต่กรณี ลงลายมือชื่ออนุมัติในหลักฐานการจ่ายเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายหรือหลักฐานการขอรับชำระหนี้ หรืองบหน้าหลักฐานการจ่ายเงินใบสำคัญคู่จ่ายก็ได้
ข้อ ๓๕   การจ่ายเงินของกองทุน ให้พนักงานกองทุนจัดให้มีหลักฐานการจ่ายเงินไว้เพื่อประโยชน์ในการ   ตรวจสอบ
ข้อ ๓๖   การจ่ายเงินของกองทุนให้แก่ผู้รับเงินทุกรายการ พนักงานกองทุนต้องบันทึกรายการจ่ายเงินนั้นไว้ในบัญชีเงินสดจ่ายหรือบัญชีเงินฝากธนาคาร แล้วแต่กรณี ในวันที่จ่ายเงินพร้อมทั้งจัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันให้ผู้อำนวยการทราบ
ข้อ ๓๗   ในการจ่ายเงินของกองทุนให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นในกรณีจ่ายจากเงินทดรองจ่าย ซึ่งเก็บไว้เป็นเงินสด
ข้อ ๓๘   การเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินให้ปฏิบัติดังนี้
(๑)  การจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของผู้มีสิทธินั้นขีดฆ่าคำว่า “หรือตามคำสั่ง” หรือ “หรือผู้ถือ” ออก และขีดคร่อมด้วย
(๒)  ในกรณีสั่งจ่ายเงินเพื่อนำมาเป็นเงินทดรองจ่าย ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามพนักงานกองทุนและขีดฆ่าคำว่า “หรือตามคำสั่ง” หรือ “หรือผู้ถือ” ออก
ข้อ ๓๙   การอนุมัติจ่ายเงินทดรองจ่ายของกองทุนให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการและให้จ่ายได้ภายในวงเงินที่คณะกรรมการกำหนดตามประเภทรายจ่ายดังต่อไปนี้
(๑)  ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนด
(๒)  ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการยึด อายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
(๓)  ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด
(๔)  ค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาทรัพย์สินตามมาตรา ๒๓ และค่าใช้จ่ายในการประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมตามมาตรา ๒๔
(๕)  ค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ตามที่คณะอนุกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ข้อ ๔๐   เงินทดรองจ่ายที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยโดยตั้งไว้ ณ ที่ทำการของกองทุน วันละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
ให้ผู้อำนวยการรายงานการจ่ายทดรองจ่ายต่อคณะกรรมการกองทุนทุกคราวที่มีการประชุม เพื่อขออนุมัติเบิกเงินทดรองจ่ายมาทดแทนจำนวนเงินที่ได้จ่ายไป และให้ประธานอนุกรรมการกองทุนเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อรับทราบ ทุกครึ่งปีปฏิทิน
( ๕)ข้อ ๔๑   กุญแจและรหัสตู้นิรภัยให้แยกกันเก็บรักษาไว้ โดยให้ผู้อำนวยการเก็บรักษารหัสและให้พนักงานกองทุนตั้งแต่ระดับ ๖ ขึ้นไป จำนวน ๒ คน เก็บรักษากุญแจคนละหนึ่งดอก
ข้อ ๔๒   การจ่ายเงินทดรองจ่ายให้พนักงานกองทุนจัดให้มีใบสำคัญคู่จ่ายไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและขออนุมัติเบิกเงินจากคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อชดใช้เงินทดรองจ่าย

 

                                                                        ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

 

(ลงชื่อ)   พลตำรวจเอก ชวลิต ยอดมณี
(ชวลิต ยอดมณี)
ประธานอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 


(๕)  ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบคณะอนุกรรมการกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของกองทุน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๗ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(๑)
ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙)
เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
___________________

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๘(๑) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑   ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติด      ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังต่อไปนี้

(๑)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒
(๒)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๒๓) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓                       
(๓)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๓๘ (พ.ศ. ๒๕๒๗) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๒๗
(๔)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๙ (พ.ศ. ๒๕๒๙) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙                           
(๕)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๒ (พ.ศ. ๒๕๓๐) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๐
(๖)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๔ (พ.ศ. ๒๕๓๑) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๑                            
(๗)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๘ (พ.ศ. ๒๕๓๑) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๓๑
(๘)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๐๖ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๓                

ข้อ ๒   ให้ยาเสพติดให้โทษที่ระบุชื่อในบัญชีท้ายประกาศนี้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓  ตอนพิเศษ ๒๓ ง  ลงวันที่ ๑๖  สิงหาคม  ๒๕๓๙


ประเภท ๔ และประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งนี้ให้รวมถึง
(๑)   วัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นแต่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีสูตรเดียวกันกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว
(๒)   ไอโซเมอร์ใดๆ ของยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ และประเภทยกเว้นไอโซเมอร์อื่นของยาเสพติดให้โทษที่ระบุตัวไอโซเมอร์นั้นๆ เป็นยาเสพติดให้โทษไว้แล้วเป็นการเฉพาะ
(๒)(๓)   เกลือเอสเทอร์ และอีเทอร์ใดๆ ของยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และประเภท ๒
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีความเข้มข้นใด หรือนำไปใช้เพื่อการใด เว้นแต่จะมีการระบุความเข้มข้นหรือเงื่อนไขไว้เป็นการเฉพาะ

ข้อ ๓       ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                                                                                  ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

เสนาะ  เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

 



(๒)ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ 
ตอนที่ ๒๑ ง ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน

 

 

 

 

 

 

บัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙)
เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒

 

ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑
๑.   อาเซทอร์ฟีน (Acetorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-0-acetyltetrahydro-7a-(1-hydroxy-1-methylbutyl)-6,14-endoetheno-oripavine
๒.   อาเซติล-อัลฟา-เมทิลเฟนทานิล (Acetyl-alpha-methylfentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-(a-methylphenethy)-4-piperidyl] acetanilide
๓.   อัลฟา-เมทิลเฟนทานิล (Alpha-methylfentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-(a-methyl-phenethy)-4-piperidyl] propionanilide
๔.   อัลฟา-เมทิลไทโอเฟนทานิล (Alpha-methylthiofentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-[1-methyl-2-(2-thienyl) ethyl]-4-piperidyl] propionanilide
๕.   แอมเฟตามีน (Amphetamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-2-amino-1-phenyl-propane
๖.   เบต้า-ไฮดรอกซี-3-เมทิลเฟนทานิล (Beta-hydroxy-3-methylfentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-(beta-hydroxyphenethyl]-3-methyl-4 piperidyl] propionanilide
๗.   เบต้า-ไฮดรอกซีเฟนทานิล (Beta-hydroxyfentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-(beta-hydroxyphenethyl]-4-piperidyl] propionanilide
๘.   เดโซมอร์ฟีน (Desomorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า dihydrodeoxymorphine
๙.   เดกซ์แอมเฟตามีน (Dexamphetamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-2-amino-1-phenyl-propane
๑๐.   ๒,๕-ไดเมทอกซี-๔-เอทิลแอมเฟตามีน (2,5-dimethoxy-4-ethylamphetamine, DOET) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-2,5-dimethoxy-4-ethyl-alpha-methylphenylethylamine
๑๑.   ไดเมทอกซีแอมเฟตามีน (Dimethoxyamphetamine, DMA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-2,5-dimethoxy-4-alpha-methylphenylethylamine
๑๒.   ไดเมทอกซีโบรโมแอมเฟตามีน (Dimethoxybromoamphetamine, DOB) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2,5-dimethoxy-4-bromoamphetamine
๑๓.   เอทอร์ฟีน (Etorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า tetrahydro-7a-(1-hydroxy-1-methylbutyl)-6,14-endoetheno-oripavine
๑๔.   เฮโรอีน (Heroin) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า diacetylmorphine
๑๕.   เคโทเบมิโดน (Ketobemidone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-meta-hydroxyphenyl-1-methyl-4-propionylpiperidine
๑๖.   เลแวมเฟตามีน (Levamphetamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-alpha-methyl-phenylethylamine
๑๗.   เลโวเมทแอมเฟตามีน (Levomethamphetamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-N-alpha-dimethylphenylethylamine
๑๘.   เดกซ์โตรไลเซอร์ไยด์ ((+)-Lysergide) หรือแอลเอสดี (LSD) หรือแอลเอสดี-๒๕ (LSD 25)   ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)N, N-diethyllysergamide (d-lysergic acid diethylamide)
๑๙.   เมโคลควาโลน (Mecloqualone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(O-cholrophenyl)-2-methyl-4-(3H)-quinazolinone
๒๐.   เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-2-methylamino-1-phenylpropane
๒๑.   เมทาควาโลน (Methaqualone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-methyl-3-O-tolyl-4-(3H)-quinazolinone
๒๒.   ๕-เมทอกซี-๓,๕ เมทิลลีนไดออกซีแอมเฟตามีน (5-methoxy-3,4-methylene-dioxy amphetamine, MMDA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-5-methoxy-3,4-methylenedioxy-alpha-methylphe-nylethylamine
๒๓.   เมทิลลีนไดออกซีแอมเฟตามีน (Methylenedioxyamphetamine, MDA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,4-methylenedioxyamphetamine
๒๔.   ๓,๔-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3-4-methylenedioxymethamphetamine, MDMA)         ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-3,4-methytenedioxy-N, alpha-dimethylphenylethylamine
๒๕.   ๓-เมทิลเฟนทานิล (๓-methylfentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-(3-methyl-1-phenethyl-4-piperidyl) propionanilide
๒๖.   ๓-เมทิลไทโอเฟนทานิล (methythiofentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[3-methyl-1-[2-(2-thienyl) ethyl-4-piperidyl] propionanilide
๒๗.   เอมพีพีพี (MPPP) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-methyl-4-phenyl-4-piperidinolpropionate (ester)
๒๘.   พารา-ฟลูโอโรเฟนทานิล (Para-fluorofentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4'-fluoro-N-(1-phenethyl-4-piperidyl) propionanilide
๒๙.   พาราเมทอกซีแอมเฟตามีน (Paramethoxyamphetamine, PMA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-methoxy-alpha-methylphenylethylamine
๓๐.   พีอีพีเอพี (PEPAP) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-phenethyl-4-phenyl-4-piperidinolacetate (ester)
๓๑.   ไทโอเฟนทานิล (Thiofentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-[2-(2-thienyl) ethyl]-4piperidyl] propionanilide
๓๒.   ไตรเมทอกซีแอมเฟตามีน (Trimethoxyamphetamine, TMA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-3,4,5 trimethoxy-alpha-methylphenylethylamine
(๑)๓๓.   เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีอี (N-ethyl MDA หรือ MDE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-N-Ethyl-a-methyl-3,4-(methylentedioxy) phenethylamine            
๓๔.   ไฮดรอกซีเอ็มดีเอ หรือ เอ็น-โอเอช เอ็มดีเอ (N-hydroxy MDA หรือ N-OH MDA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-N-[ต-Methyl-3,4- (methylenedioxy) phenethyl] hydroxy-lamine
๓๕.   เอสทีพี (STP) หรือ ดีโอเอ็ม (DOM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (2-amino-1-(2,5-Dimethoxy-4-methyl) phenylpropane            
๓๖.   2 ซีบี (2CB) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-bromo-2,5 dimethoxyphenethylamine
๓๗.   2 ซีดี (2CD) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2,5-dimethoxy-4-methylphenethylamine


(๑) ลำดับที่ ๓๓ - ลำดับที่ ๓๗ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๖๕ ง ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒


(๒)๓๘.   ไดไฮโดรเอทอร์ฟีน (Dihydroetorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7,8-dihydro-7-a-[1-(R)-hydroxy-1-methylbutyl]-6,14-endo-ethanotetrahydrooripavine
(๓)๓๙.   ๔ เอ็มทีเอ (4-MTA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-methylthioamphetamine

ยาเสพติดให้โทษประเภท ๒
๑.   อาเซติลไดไฮโดรโคเดอีน (Acetyldihydrocodeine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-acetoxy-3-methoxy-N-methyl-4,5-epoxy-morphinan
๒.   อาเซติลเมทาดอล (Acetylmethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-acetoxy-6-dime-thylamino-4,4-diphenylheptane
๓.   อัลเฟนทานิล (Alfentanil) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[1-[2-(4-ethyl-4,5-dihydro-5-oxo-1H-tetrazol-1-yl) ethyl]-4-(methoxymethyl)-4-piperidinyl]-N-phenylpropanamide
๔.   อัลลิลโพรดีน (Allylprodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-allyl-1-methyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine
๕.   อัลฟาเซติลเมทาดอล (Alphacetylmethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า alpha-3-ace-toxy-6-dimethylamino-4,4-diphenylheptane
๖.   อัลฟาเมโพรดีน (Alphamethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า alpha-3-ethyl-1-methyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine
๗.   อัลฟาเมทาดอล (Alphamethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า alpha-6-dimethylamino-4,4-diphenyl-3-heptanol
๘.   อัลฟาโพรดีน (Alphaprodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า alpha-1,3-dimethyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine            
๙.   อานิเลอรีดีน (Anileridine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-para-aminophenethyl-4-phenyl-piperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๑๐.   เบนเซทิดีน (Benzetnidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(2-benzyloxyethyl)-4-phenyl-piperidine-4-carboxylic acid ethyl ester            
๑๑.   เบนซิลมอร์ฟีน (Benzylmorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-benzylmorphine
๑๒.   เบตาเซติลเมทาดอล (Betacetylmethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า beta-3-acetoxy-6-dimethylamino-4,4-diphenylheptane            
๑๓.   เบตาเมโพรดีน (Betameprodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า beta-3-ethyl-1-methyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine
๑๔.   เบตาเมทาดอล (Betamethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า beta-6-dimethylamino-4,4-diphenyl-3-heptanol            
๑๕.   เบตาโพรดีน (Betaprodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า beta-1,3-dimethyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine


(๒) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๘) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๘๐ ง                             
ลงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๒
(๓) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๗๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๔๗ ง                                  
ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕

๑๖.   เบซิตราไมด์ (Bezitramide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3-cyano-3,3-diphenylpropyl)-4-(2-oxo-3-propionyl-1-benzimidazolinyl)-piperidine
๑๗.   โคลนิทาซีน (Clonitazene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-para-chlorbenzyl-1-diethyl-aminoethyl-5-nitrobenzimidazole
(๔)๑๘.   (ยกเลิก)
๑๙.   โคคาอีน (Cocaine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า methyl ester of benzoylecgonine
๒๐.   โคเดอีน (Codeine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-methylmorphine
๒๑.   โคดอกซิม (Codoxime) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า dihydrocodeinone-6-carboxy methyloxime
๒๒.   ยาสกัดเข้มข้นของต้นฝิ่นแห้ง (Concentrate of poppy straw)
๒๓.   เดกซ์โตรโมราไมด์ (Dextromoramide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-4-[2-methyl-4-oxo-3,3-diphenyl-4-(1-pyrrolidinyl) butyl] morpholine
๒๔.   เดกซ์โตรโพรพอไซฟีน (Dextropropoxyphene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ต-(+)-4-dimethylamino-1,2-diphenyl-3-methyl-2-butanol propionate
๒๕.   ไดแอมโพรไมด์ (Diampromide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[(2methylphenethyl-amino) propyl] propionanilide
๒๖.   ไดเอทิลไทแอมบิวทีน (Diethylthiambutene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-diethyl-amino-1,1-di-(2'-thienyl)-1-butene            
๒๗.   ไดเฟนอกซิน (Difenoxin) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3-cyano-3,3-diphenylpropyl-4-phenylisonipecotic acid
๒๘.   ไดไฮโดรโคเดอีน (Dihydrocodeine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4,5-epoxy-3-methoxy-17-methyl-morphinan-6-o1                
๒๙.   ไดไฮโดรมอร์ฟีน (Dihydromorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4,5-epoxy-17-methyl-morphinan-3,6-diol
๓๐.   ไดเมนอกซาดอล (Dimenoxadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-dimethylaminoethyl-1-ethoxy-1,1-diphenylacetate            
๓๑.   ไดเมปเฮปทานอล (Dimepheptanol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-dimethylamino-4,4-diphenyl-3-heptanol
๓๒.   ไดเมทิลไทแอมบิวทีน (Dimethylthiambutene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-dimethylamino-1,1-di-(2'-thienyl)-1-butenen            
๓๓.   ไดออกซาเฟทิล บิวไทเรท (Dioxaphetyl butyrate) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ethyl-4-morpholino-2,2-diphenylbutyrate
๓๔.   ไดเฟนอกไซเลด (Diphenoxylate) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3-cyano-3,3-diphenylpropyl)-4-phenylpiperidien-4-carboxylic acid ethyl ester            
๓๕.   ไดพิพาโนน (Dipipanone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4,4-diphenyl-6-piperidine-3-heptanone


(๔) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๗๐) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซี่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๔๑ ง   ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๔

๓๖.   โดรเทบานอล (Drotebanol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,4-dimethoxy-17-methyl-morphinan-6b,14-diol
๓๗.   เอคโกนีน (Ecgonine) รวมทั้งเอสเทอร์กับอนุพันธ์ต่างๆ ของเอคโกนีน ซึ่งอาจแปรสภาพไปเป็นเอคโกนีนและโคคาอีนได้ ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-hydroxy-2-tropane carboxylic acid
๓๘.   เอทิลเมทิลไทแอมบิวทีน (Ethylmethylthiambutene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-ethylmethylamino-1,1-di-(e'-thienyl)-1-butene
๓๙.   เอทิลมอร์ฟีน (Ethylmorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-ethylmorphine
๔๐.   เอโทนิทาซีน (Etonitazene) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-diethylaminoethyl-2-para-ethoxybenzyl-5-nitrobenzimidazole
๔๑.   เอทอกเซอริดีน (Etoxeridien) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-[2-(2-hydroxyethoxy) ethyl]-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๔๒.   เฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-phenethyl-4-N-propiony-lanilino-piperidine
๔๓.   ฟูเรทิดีน (Furethidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(2-tetrahydrofurfuryloxyethyl)-4-phenylpiperidien-4-carboxylic acid ethyl ester
๔๔.   ไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า dihydrocodeinone
๔๕.   ไฮโดรมอร์ฟีนอล (Hydromorphinol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 14-hydroxydihydromorphine
๔๖.   ไฮโดรมอร์โฟน (Hydromorphone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า dihydromorphinone
๔๗.   ไฮดรอกซีเพทิดีน (Hydroxypethidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-meta-hydroxyphenyl-1-methylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๔๘.   ไอโซเมทาโดน (Isomethadone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-dimethylamino-5-methyl-4,4-diphenyl-3-hexanone
๔๙.   เลโวเมทอร์ฟาน (Levomethorphan) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-3-methoxy-N-methyl-morphinan
๕๐.   เลโวโมราไมด์ (Levomoramide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-4-[2-methyl-4-oxo-3,3-diphenyl-4-(1-pyrrolidinyl) butyl] morpholine
๕๑.   เลโวเฟนาซีลมอร์ฟาน (Levophenacylmorphan) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-3-hydroxy-N-phenacylmorphinan
๕๒.   เลวอร์ฟานอล (Levorphanol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-3-hydroxy-N-methylmorphinan
๕๓.   ฝิ่นยา (Medicinal Opium)
๕๔.   เมทาโซซีน (Metazocine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-hydroxy-2,5,9-trimethyl-6,7-benzomorphan
๕๕.   เมทาโดน (Methadone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-dimethylamino-4,4-diphenyl-3-heptanone
๕๖.   เมทาโดน-อินเตอร์มีเดียต (Methadone-Intermediate) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-cyano-2-dimethylamino-4,4-diphenylbutane
๕๗.   เมทิลเดซอร์ฟีน (Methyldesorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-methyl-delta-6-deoxymorphine
๕๘.   เมทิลไดไฮโดรมอร์ฟีน (Methyldihydromorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-methyldihydromorphine
๕๙.   เมทอพอน (Metopon) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-methyldihydromorphinone
๖๐.   โมราไมด์-อินเตอร์มีเดียต (Moramide-Intermediate) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-methyl-3-morpholino-1,1-diphenylpropanecarboxylic acid
๖๑.   มอร์เฟอริดีน (Morpheridien) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(2-morpholinoethyl)-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๖๒.   มอร์ฟีน (Morphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,6-dihydroxy-N-methyl-4,5-epoxy-morphinen-7
๖๓.   มอร์ฟีน เมโทโบรไมด์ (Morphine Methobromide) และอนุพันธ์อื่นของมอร์ฟีนที่มีไนโตรเจน วาเลนซี ๕ รวมทั้งอนุพันธ์ของมอร์ฟีน-เอ็น-ออกไซด์ (Morphine-N-Oxide) เช่น โคเดอีน-เอ็น-ออกไซด์ (Codeine-N-Oxide)
๖๔.   มอร์ฟีน-เอ็น-ออกไซด์ (Morphine-N-Oxide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,6-dihydroxy-N-methyl-4,5-epoxy-morphinen-4-N-oxide
๖๕.   ไมโรฟิน (Myrophine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า myristylbenzyl-morphine
๖๖.   นิโคโคดีน (Nicocodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-nicotinylcodeine หรือ 6-(pyridine-3-carboxylic acid)-codeine ester
๖๗.   นิโคไดโคดีน (Nicodicodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-nicotinyldihydrocodeine หรือ Nicotinic acid ester of dihydrocodeine
๖๘.   นิโคมอร์ฟีน (Nicomorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,6-dinicotinylmorphine
๖๙.   นอราซีเมทาดอล (Noracymethadol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-Alpha-3-acetoxy-6-methylamino-4,4-di-phenylheptane
๗๐.   นอร์โคเดอีน (Norcodeine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-demethylcodeine
๗๑.   นอร์เลวอร์ฟานอล (Norlevorphanol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-3-hydroxymorphinan
๗๒.   นอร์เมทาโดน (Normethadone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า demethylmorphine หรือ N-demethylated morphine
๗๓.   นอร์มอร์ฟีน (Normorphine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า demethlmorphine หรือ N-deme-thylated morphine
๗๔.   นอร์พิพาโนน (Norpipanone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4,4-diphenyl-6-piperidino-3-hexanone
๗๕.   ออกซิโคโดน (Oxycodone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 14-hydroxydihydrocodeinone
๗๖.    ออกซิมอร์โฟน (Oxymorphone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 14-hydroxydihydromorphinone
๗๗.   เพทิดีน (Pethidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-methyl-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๗๘.   เพทิดีน-อินเตอร์มีเดียต-เอ (Pethidine-Intermediate-A) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-cyano-1-methyl-4-phenylpiperidine
๗๙.   เพทิดีน-อินเตอร์มีเดียต-บี (Pethidine-Intermediate-B) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๘๐.   เพทิดีน-อินเตอร์มีเดียต-ซี (Pethidine-Intermediate-C) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-methyl-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid
๘๑.   เฟนาดอกโซน (Phenadoxone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-morpholino-4,4-diphenyl-3-heptanone
๘๒.   เฟแนมโพรไมด์ (Phenampromide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-(1-methyl-2-piperidinoethyl) propionanilide
๘๓.   เฟนาโซซีน (Phenazocine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2'-hydroxy-5,9-dimethyl-2-phenethyl-6,7-benzomorphan
๘๔.   เฟโนมอร์ฟาน (Phenomorphan) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-hydroxy-N-phenethyl-morphinan
๘๕.   เฟโนเพอริดีน (Phenoperidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3-hydroxy-3-phenylpropyl)-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๘๖.   ฟอลโคดีน (Pholcodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า morpholinylethylmorphine
๘๗.   พิมิโนดีน (Piminodine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า4-phenyl-1-(3-phenyl aminopropyl) piperidine-4-carboxylic acid ethyl ester
๘๘.   พิริทราไมด์ (Piritramide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3-cyano-3,3-diphenylpropyl)-4-(1-piperidino)-piperidine-4-carboxylic acid amide
๘๙.   โพรเฮพทาซีน (Proheptazine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1,3-dimethyl-4-phenyl-4-propionoxyazacycloheptane
๙๐.   โพรเพอริดีน (Properidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-methyl-4-phenylpiperidine-4-carboxylic acid isopropyl ester
๙๑.   โพรพิแรม (Propiram) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-1-methyl-2-piperidinoethyl-N-2-pyridylpropionamide
๙๒.   ราเซเมทอร์ฟาน (Racemethorphan) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-3-methoxy-N-methylmorphinan
๙๓.   ราเซโมราไมด์ (Racemoramide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-4-[2-methyl-4-oxo-3,3-diphenyl-4-(1-pyrrolidinyl)-butyl]-morpholine
๙๔.   ราเซมอร์ฟาน (Racemorphan) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-hydroxy-N-methylmorphinan
๙๕.   ซูเฟนทานิล (Sufentanil) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-[4-(methoxymethyl)-1-[2-(2-thienyl)- ethyl]-4-piperidyl] propionanilide
๙๖.   เทบาคอน (Thebacon) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า acetyldihydrocodeinone
๙๗.   เทบาอีน (Thebaine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,6-dimethoxy-N-methyl-4,5-epoxy-morphinadien-6,8
๙๘.   ไทลิดีน (Tilidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-ethyl trans-2-(dimethylamino)-1-phenyl-3-cyclohexene-1-carboxylate
๙๙.   ไทรเมเพอริดีน (Trimeperidine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1,2,5-trimethyl-4-phenyl-4-propionoxypiperidine
๑๐๐.   ฝิ่น ซึ่งหมายถึง ฝิ่นดิบ ฝิ่นสุก หรือ มูลฝิ่น
(๕) ๑๐๑.   เรมิเฟนทานิล (Remifentanil) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-(Methoxycarbonyl)-4-[(1-oxopropyl) phenylamino]-1-piperidinepropanoic acid methyl ester
(๖)๑๐๒.  พืชโคคา (Coca bush, The plant of any species of the genus Erythroxylon) ซึ่งหมายความรวมถึงทุกส่วนของพืชโคคา เช่น ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด และราก


(๕) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซี่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๒๑ ง     
ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒
(๖) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๗๐) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๔๑ ง     
ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๔

ยาเสพติดให้โทษประเภท ๔                
๑.   อาเซติค แอนไฮไดรด์ (Acetic Anhydride) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า acetic oxide
๒.   อาเซติล คลอไรด์ (Acetyl Chloride) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ethanoyl chloride            
๓.   แอนทรานิลิค อาซิด (Anthranilic Acid) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-aminobenzoic acid
๔.   คลอซูโดอีเฟดรีน (Chlorpseudoephedrine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-phenyl-1-chloro-2-metylaminopropane        
(๗)๕.   (ยกเลิก)
(๘)๖.   (ยกเลิก)                
๗.     เอทิลิดีน ไดอาเซเตต (Ethylidine Diacetate) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1,1-ethanediol diacetate
๘.     ไอโซซาฟรอล (Isosafrole) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (1,3-benzodioxole,5-(1-propenyl)-)            
๙.      ไลเซอร์จิค อาซิด (Lysergic Acid) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ((8b)-9,10-didehydro-6-methylergoline-8-carboxylic acid)
๑๐.    ๓,๔-เมทิลลีนไดออกซีเฟนิล-๒-โปรปาโนน (3,4-Methylenedioxyphenyl-2-propanone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (2-propanone,1-[3,4(methylenedioxy) phenyl]-)            
๑๑.    เอ็น-อาเซติลแอนทรานิลิค อาซิด (N-acetylanthranilic Acid) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (benzoic acid,2-(acetylamino)-)
๑๒.         ๑-เฟนิล-๒-โปรปาโนน (1-phenyl-2-propanone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-phenyl-2-propanone            
๑๓.         เฟนิลอาเซติค อาซิด (Phenylacetic Acid) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า benzeneacetic acid
๑๔.         ไพเพอโรนอล (Piperonal) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (1,3-benzodioxole-5-carboxaldehyde)            
๑๕.         ซาฟรอล (Safrole) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (1,3-benzodioxole,5-(2-propenyl)-)
(๙)๑๖.         อีลีโมคลาวีน (Elymoclavine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 8,9-Didehydro-6-methylergoline-8-methanol.       
(๑๐)๑๗.        เออร์โกคอร์นีน (Ergocornine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (5ขa)-12ข-Hydroxy-2ข,5ข-bis (l-methylethyl) ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๑)๑๘.         เออร์โกคริสทีน (Ergocristine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ข-(phenylmethyl)ergotaman-3ข,6ข,18-trione.        
(๑๒)๑๙.        เออร์โกคริสทินีน (Ergocristinine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ข


(๗) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๒๑ ง         
ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒
(๘) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๒๑ ง         
ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒
(๙) -  (๑๐) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๒๑ ง
ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒
(๑๑) - (๑๒)  เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๒๑ ง
ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒

a-(phenylmethyl)-8a-ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๓)๒๐.  อัลฟาเออร์โกคริพทีน (a-Ergocryptine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (5ขa)-12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ข-(2-methylpropyl)ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๔)๒๑.  เบต้าเออร์โกคริพทินีน (b-Ergrocryptitine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า [5ขa(s)]-12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ข-(l-methylpropyl)ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๕)๒๒. อัลฟาเออร์โกคริพทินีน (a-Ergocryptinine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ขa(2-methylpropyl)-8a-ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๖)๒๓.  เบต้าเออร์โกคริพทินีน (b-Ergocryptinine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-(l-methylethyl)-5ขa-(l-methylpropyl)-8a-ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๑๗)๒๔. เออร์โกเมทรีน (Ergometrine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า [8b(s)]-9,10-Didehydro-N-(2-hydroxy-1-methylethyl)-6-methylergoline-8-carboxamide.
(๑๘)๒๕. เออร์โกเมทรินีน (Ergometrinine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า [8a(s)]-9,10-Didehyldro-N-(2-hydroxy-1-methylethyl)-6-methylergolinecarboxamide.
(๑๙)๒๖.   เออร์โกซีน (Ergosine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-methyl-5ขa-(2-methylpropyl) ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๒๐)๒๗. เออร์โกซินีน (Ergosinine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-methyl-5ขa-(2-methylpropyl)-8a-ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๒๑)๒๘. เออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (3b,22E)-Ergosta-5,7,22-trien-3-ol
(๒๒)๒๙. เออร์โกตามีน (Ergotamine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-methyl-5ขa-(phenylmethyl) ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๒๓)๓๐. เออร์โกตามินีน (Ergotaminine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 12ข-Hydroxy-2ข-methyl-5ขa-(phenylmethyl)-8a-ergotaman-3ข,6ข,18-trione.
(๒๔)๓๑. เออร์โกไทโอเนอีน (Ergothioneine) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (S)-a-Carboxy-2,3-dihydro-N,N,-N-trimethyl-2-thioxo-1H-imidazole-4-ethanaminium inner salt
(๒๕)๓๒. ไลเซอร์จาไมด์ (Lysergamide) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 9-10-Didehydro-6-methylergoline-8b-carboxamide

ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕
 ๑.  กัญชา (Cannabis) ซึ่งหมายความรวมถึงทุกส่วนของพืชกัญชา (Cannabis sativa L. และ Cannabis indica Auth) และวัตถุหรือสารต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชา เช่น ใบ ดอก ยอด ผล ยาง และลำต้น เป็นต้น                
๒.  พืชกระท่อมซึ่งหมายความรวมถึงทุกส่วนของพืชกระท่อม (Mitragyna speciosa Korth) และวัตถุหรือ


(๑๓) – (๒๕)  เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๐) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๒๑ ง ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒

สารต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชกระท่อม เช่น ใบ ดอก ยอด ผล อัลกาลอยด์ และลำต้น เป็นต้น
๓.  พืชฝิ่นซึ่งหมายถึงพืชที่ให้ฝิ่น หรืออัลกาลอยด์ของฝิ่นเป็นผลิตผลสำคัญ เช่นพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่าพาพาเวอร์ ซอมนิเฟอรุม ลินน์ (Papaver somniferum Linn) และ พาพาเวอร์ แบรคทีเอตุม (Papaver bracteatum) หรือที่มีชื่อในตระกูลเดียวกัน ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงส่วนต่างๆ ของพืชดังกล่าวด้วย เป็นต้นว่าพันธุ์ฝิ่น เมล็ดฝิ่น กล้าฝิ่น หรือฟางฝิ่น
๔.  พืชเห็ดขี้ควายที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่าไซโลไซเบ คิวเบนซีส ซิง (Psilocybe cubensis, Sing) หรือที่มีชื่ออื่นในตระกูลเดียวกัน ซึ่งหมายความรวมถึงพืชให้สาร Psilocybin หรือ Psilocin ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงส่วนต่างๆ ของพืชดังกล่าวด้วย เป็นต้นว่า ดอกเห็ด ก้านเห็ด สปอร์ของเห็ด ดังกล่าว

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาต
ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑
พ.ศ. ๒๕๔๘
 



อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณาอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ได้ เมื่อปรากฏว่าผู้ขออนุญาตเป็นกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลหรือสภากาชาดไทย และมีความประสงค์ที่จะผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เพื่อประโยชน์ของทางราชการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑)  เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
(๒)  เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์

ข้อ ๒  ในการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้หน่วยงานตามข้อ ๑ แจ้งความจำนงเป็นหนังสือโดยระบุเหตุผลและความจำเป็นและให้แนบเอกสารหลักฐานสำหรับกรณี ดังต่อไปนี้

(๑)  การขออนุญาตผลิตหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ ให้แนบโครงการศึกษาวิจัยซึ่งระบุชื่อ จำนวนหรือปริมาณ และรายละเอียดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ รวมทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการมีไว้ในครอบครอง ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยดังกล่าว
(๒)  การขออนุญาตนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แนบเอกสารหลักฐานซึ่งระบุชื่อ จำนวนหรือปริมาณ และรายละเอียดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ รวมทั้งชื่อและที่ตั้งของสถานที่ทำการของผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก และวิธีการในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษดังกล่าว แต่ในกรณีที่เป็นการขออนุญาตนำเข้าเพื่อประโยชน์ของทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ให้ยกเว้นการแสดงชื่อและที่ตั้งของสถานที่ทำการของผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก

 


๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒ ตอนที่ ๑๒๒ ก ลงวันที่  ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘


(๓)  การขออนุญาตส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แนบใบอนุญาตนำเข้าหรือหนังสือรับรองซึ่งออกโดยหน่วยงานของรัฐของประเทศปลายทางผู้รับยาเสพติดให้โทษนั้น ซึ่งระบุชื่อจำนวนหรือปริมาณ และรายละเอียดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ รวมทั้งชื่อและที่ตั้งของสถานที่ทำการของผู้นำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตส่งออกต้องระบุวิธีการในการส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษนั้นด้วย
ในกรณีที่เป็นการขออนุญาตส่งออกเพื่อประโยชน์ของทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ให้ยกเว้นการแสดงหลักฐานตาม (๓) ได้แต่ต้องมีหนังสือจากหน่วยงานของรัฐของประเทศปลายทางที่แสดงความจำนงขอให้ส่งยาเสพติดให้โทษไปยังประเทศนั้น เพื่อประโยชน์ด้านการป้องกันและปราบปรามดังกล่าว


ข้อ ๓  ผู้รับอนุญาตผลิต นำเข้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ที่ประสงค์จะขออนุญาตจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แจ้งความจำนงเป็นหนังสือโดยระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาต พร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ จำนวนหรือปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ที่จะจำหน่าย รวมทั้งชื่อและที่ตั้งของสถานที่ทำการของผู้รับมอบยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ทั้งนี้ ให้จำหน่ายแก่หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตตามข้อ ๑ เท่านั้น
ข้อ ๔  ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาแล้วอนุญาตให้ผู้ขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาออกใบอนุญาตเฉพาะคราวเพื่อนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ดังกล่าว ตามแบบที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๕  ใบอนุญาตเฉพาะคราวตามข้อ ๔ ต้องมีสำเนาใบอนุญาตอย่างละสี่ฉบับ และมีหมายเลขกำกับไว้ที่สำเนาใบอนุญาต ดังนี้
(๑)  สำเนาใบอนุญาตฉบับที่ ๑ หมายเลข ๑
(๒)  สำเนาใบอนุญาตฉบับที่ ๒ หมายเลข ๒
(๓)  สำเนาใบอนุญาตฉบับที่ ๓ หมายเลข ๓
(๔)  สำเนาใบอนุญาตฉบับที่ ๔ หมายเลข ๔
ข้อ ๖  ใบอนุญาตเฉพาะคราวเพื่อนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และสำเนาใบอนุญาตดังกล่าวตามข้อ ๕ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑)  ใบอนุญาตให้มอบแก่ผู้รับอนุญาตเพื่อจัดส่งไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศที่ส่งออก
(๒)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๑ ให้มอบแก่ผู้รับอนุญาตเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๓)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๒ และหมายเลข ๓ ให้ส่งไปยังกรมศุลกากรเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ และเมื่อได้มีการนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามใบอนุญาตแล้วให้กรมศุลกากรสลักหลังสำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๓ ส่งกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนสำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๒ ให้กรมศุลกากรเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๔)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๔ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๗  ใบอนุญาตเฉพาะคราวเพื่อส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และสำเนาใบอนุญาตดังกล่าวตามข้อ ๕ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑)  ใบอนุญาตให้มอบแก่ผู้รับอนุญาตเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๒)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๑ ให้มอบแก่ผู้รับอนุญาตเพื่อส่งไปพร้อมยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ที่ส่งออก
(๓)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๒ ให้ส่งไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศผู้รับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศผู้รับได้ทำการตรวจสอบและจัดส่งกลับมา
(๔)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๓ ให้ส่งไปยังกรมศุลกากรเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ
(๕)  สำเนาใบอนุญาตหมายเลข ๔ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๘  การออกใบอนุญาตเฉพาะคราวเพื่อนำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามข้อ ๔ เพื่อประโยชน์ของทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาอาจพิจารณายกเว้นการดำเนินการตามข้อ ๕ ข้อ ๖ หรือข้อ ๗ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้
ข้อ ๙ ให้ผู้รับอนุญาตรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตามแบบและภายในระยะเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
ข้อ ๑๐  การยื่นขออนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ กองควบคุมวัตถุเสพติดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

 

ให้ไว้  ณ  วันที่  ๑๔  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๘

อนุทิน  ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ปฏิบัติราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๕ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

 


กฎกระทรวง
ว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณยาเสพติดให้โทษ
ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๔

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ลักษณะ ชนิดและประเภทของยาเสพติดให้โทษ สำหรับความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษตามมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง ได้แก่ ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ และประเภท ๕ ทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
ข้อ ๒  ยาเสพติดให้โทษตามข้อ ๑ สำหรับความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเสพและจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง ต้องมีปริมาณดังต่อไปนี้
(๑) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑
(ก) เด็กซ์โตรไลเซอร์ไยด์ หรือ แอล เอส ดี มีปริมาณไม่ถึงสิบห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงสามร้อยมิลลิกรัม
(ข) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณไม่ถึงสิบห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงหนึ่งจุดห้ากรัม
(ค) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ นอกจาก (ก) และ (ข) มีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงสามกรัม

(๒) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒
(ก) โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหกร้อยมิลลิกรัม
(ข) ฝิ่นมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสิบห้ากรัม
(ค) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ นอกจาก (ก) และ (ข) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสามกรัม หรือที่เป็นของเหลวมีปริมาตรสุทธิไม่เกินสองร้อยห้าสิบมิลลิลิตร


๑ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๑ ตอนที่ ๔๙ ก ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๗


(๓) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕
(ก) กัญชามีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสิบห้ากรัม
(ข) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ นอกจาก (ก) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยสามสิบห้ากรัม

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗

สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้กำหนดลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณของยาเสพติดให้โทษไว้ในกฎกระทรวง เพื่อเปิดโอกาสและจูงใจให้ผู้เสพ ผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือผู้เสพและจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษปริมาณน้อยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยความสมัครใจและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ ๖๖ (พ.ศ. ๒๕๒๙)
เรื่อง กำหนดมาตรฐานว่าด้วยปริมาณ ส่วนประกอบ คุณภาพ
ความบริสุทธิ์ หรือลักษณะอื่นของยาเสพติดให้โทษ
ตลอดจนการบรรจุและการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษ
ตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
 

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๖และมาตรา๘(๓)แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.๒๕๒๒รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ควบคุมยาเสพติดให้โทษ
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

การคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของฝิ่น ให้คำนวณหาเฉพาะมอร์ฟีน คิดคำนวณเป็นแอนไฮดรัสมอร์ฟีนที่มีอยู่ในฝิ่น

                                                                    ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๒๙

              (ลงชื่อ)  เทอดพงษ์  ไชยนันท์
(นายเทอดพงษ์ ไชยนันท์)
รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ รักษาการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๓ ตอนที่ ๒๓ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙)

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๖๘) พ.ศ. ๒๕๔๔
เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์ในการแก้ไขรายการทะเบียนตำรับ
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓
ตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
 


    เนื่องด้วยปรากฏว่า เฟนนิลโพรพาโนลามีน (Phenylpropanolamine) อาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ใช้ยาเกิดภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขให้คืนดีดังเดิมได้ และไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะเกิดกับผู้ใช้ยารายใด ในขนาดเท่าใด ผู้ได้รับยาดังกล่าวจึงอาจไม่ปลอดภัย
ดังนั้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ยา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘(๖) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๐ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปน ี้

(๑) ให้แก้ไขทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ที่มีส่วนผสมของเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือเกลือของเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือที่เขียนชื่ออย่างอื่นซึ่งหมายถึงเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือเกลือของเฟนนิลโพรพาโนลามีน โดยให้ตัดเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือเกลือของเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือที่เขียนชื่ออย่างอื่นซึ่งหมายถึงเฟนนิลโพรพาโนลามีน หรือเกลือของเฟนนิลโพรพาโนลามีน ออกจากสูตรตำรับทุกตำรับ
(๒) ให้ผู้รับอนุญาตผลิต หรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ยื่นคำขอแก้ไขทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตามข้อ (๑) ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพ้นกำหนดแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการเพิกถอนทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ที่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๔

(ลงชื่อ) กร  ทัพพะรังสี
(นายกร ทัพพะรังสี)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๑ ง ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔)

 

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๘๐) พ.ศ. ๒๕๔๕ *
เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดปริมาณยาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม
ที่ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้า
 


    โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มี       โคเดอีนเป็นส่วนผสม ที่ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อประโยชน์ในการควบคุมปริมาณตามความเหมาะสมและจำเป็นที่ต้องใช้ในทางการแพทย์ และมิให้แพร่ระบาดไปใช้ในทางที่ผิด อันเป็นการควบคุมปริมาณยาเสพติดให้โทษให้มีประสิทธิภาพรัดกุมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๕) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ในการผลิตหรือนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ของผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งความจำนงพร้อมทั้งเหตุผลและหลักฐานความจำเป็น รวมทั้งปริมาณที่จะผลิตหรือนำเข้าประจำปีต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ ๒  ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พิจารณาจำนวนปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ที่จะอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าประจำปี ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง

(๑) การแพร่กระจายของยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม และความจำเป็นที่ต้องการใช้ในทางการแพทย์
(๒) การจัดทำบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษของผู้รับอนุญาต
(๓) เหตุผลความจำเป็นในการผลิตหรือนำเข้า
(๔) ประวัติการประกอบธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้รับอนุญาต


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๒๖ ง  ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕


ข้อ ๓  ในกรณีผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ มีความจำเป็นที่จะต้องผลิตหรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมเพิ่มเติมจากปริมาณที่ได้รับอนุญาตประจำปีในข้อ ๒ ให้ผู้รับอนุญาตแจ้งความจำนงเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลและหลักฐานความจำเป็น จำนวนปริมาณที่จะผลิตหรือนำเข้าต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณา โดยคำนึงถึงเหตุผลความจำเป็นและข้อมูลอื่นประกอบตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒

ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๘๑) พ.ศ. ๒๕๔๕ *
เรื่อง  กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓  ตำรับที่มีโคเคอีน
              เป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
 


    โดยที่เป็นการสมควรกำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพื่อเป็นมาตรการควบคุมมิให้มีการครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ เหล่านี้มากเกินความจำเป็นต้องใช้ทางการแพทย์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๐ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม เกินจำนวน ๒๕๐ มิลลิลิตร หรือ ๓๐ เม็ด หรือ ๓๐ แคปซูล ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๒๖ ง  ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๘๓) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง       แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และกำหนดอำนาจหน้าที่
                   เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ

   


โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งใดหรือระดับใดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว  ตำแหน่งใด  หรือระดับใดมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกำกับดูแล และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๔๙ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบด้วยมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑)   ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๔๘) พ.ศ. ๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๑
(๒)  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๕๙) พ.ศ. ๒๕๔๒  เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (เพิ่มเติมฉบับที่ ๑) ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๒
ข้อ ๒  แต่งตั้งให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้  เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง ทั้งหมด
(๑) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(๒) รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(๓) ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
(๔) สาธารณสุขนิเทศก์
(๕) อธิบดีกรมการแพทย์
(๖) รองอธิบดีกรมการแพทย์
(๗) อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๘) รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๙) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๑๐) รองอธิบดีกรมสนับนุนบริการสุขภาพ
(๑๑) อธิบดีกรมสุขภาพจิต
(๑๒) รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต
(๑๓) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(๑๔) รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(๑๕) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(๑๖) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(๑๗) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
(๑๘) นายแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
(๑๙) ผู้อำนวยการสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๐) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๑) ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๒) ผู้อำนวยการกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๓) ผู้อำนวยการกองงานด้านอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๔) ผู้อำนวยการกองส่งเสริมงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๕) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐ
(๒๖) เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์และเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป โรงพยาบาลของรัฐ
(๒๗) เภสัชกรและนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๘) พนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกร ตั้งแต่ระดับ ๓ พ ขึ้นไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒๙) เภสัชกรและนักวิชาการอาหารและยา ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๓๐) พนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกร ตั้งแต่ระดับ ๓ พ ขึ้นไป สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๓๑) เภสัชกรกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชกรสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
(๓๒) พนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกร ตั้งแต่ระดับ ๓ พ ขึ้นไป สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
ข้อ ๓ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศนี้ต้องมีเอกสารมอบหมายประจำตัวตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติการดังกล่าว
ข้อ ๔  การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) (๔) และ (๕) ของพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับ ๓ - ๖ หรือ ๓ พ - ๖ พ ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าหน่วยงานซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้วแต่กรณี
ข้อ ๕ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                                                ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๔  พฤษภาคม   พ.ศ.  ๒๕๔๖



(ลงชื่อ)       สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๒๐  ตอนพิเศษ ๗๒  ง วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖)

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๘๔) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง    กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ

 



โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ตำแหน่งใด ระดับใด หรือชั้นยศใด มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๕๘ / ๑ วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กำหนดให้บุคคลดังต่อไปนี้ มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการ ตามมาตรา ๕๘ / ๑ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
(๑)  ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
(๒)  ข้าราชการตำรวจ นอกจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษไว้แล้ว ซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป
(๓)  ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้
(๓.๑)  ปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๓.๒)  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๓.๓)  ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
(๓.๔)  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๓.๕)  อธิบดีกรมการปกครอง
(๓.๖)  รองอธิบดีกรมการปกครอง
(๓.๗)  ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
(๓.๘)  ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๓.๙)  ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนและรักษาความสงบ สำนักงานสอบสวนและนิติการกรมการปกครอง
(๓.๑๐)  ผู้อำนวยการส่วนอำนวยความเป็นธรรม  สำนักงานสอบสวนงานนิติการ กรมการปกครอง
(๓.๑๑)  หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ  สำนักการสอบสวนและนิติการ  กรมการปกครอง
(๓.๑๒)  หัวหน้ากลุ่มทุกกลุ่มในสำนักการสอบสวนและนิติการ  กรมการปกครอง
(๓.๑๓)  ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๓.๑๔)  ผู้อำนวยการส่วนยุทธการและข่าว  สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๓.๑๕)  ผู้อำนวยการส่วนกำลังพลและส่งกำลังบำรุง  สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๓.๑๖)  ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ  สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๓.๑๗)  ปลัดจังหวัด
(๓.๑๘)  หัวหน้ากลุ่มงานปกครองจังหวัด
(๓.๑๙)  จ่าจังหวัด (หัวหน้ากลุ่มปกครองและอำนวยความเป็นธรรม)
(๓.๒๐)  ป้องกันจังหวัด (หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง)
(๓.๒๑) นายอำเภอ
(๓.๒๒) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(๓.๒๓) ปลัดอำเภอ
ข้อ ๒  ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามประกาศนี้ต้องมีเอกสารมอบหมายประจำตัวตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติการดังกล่าว
ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

                                                ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๔  พฤษภาคม   พ.ศ. ๒๕๔๖


(ลงชื่อ)         สุดารัตน์   เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศทั่วไป  เล่ม ๑๒๐  ตอนพิเศษ  ๗๒  ง  วันที่ ๒  กรกฎาคม ๒๕๔๖)

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๘๕) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง  การออกเอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครอง
หรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
 


โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ต้องมีเอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวเพื่อการแสดงตนและแสดงอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ กำกับดูแล และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ วรรคสาม และมาตรา ๕๘ / ๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ เอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ  ให้มี ๒ แบบ ดังต่อไปนี้
(๑)  เอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามมาตรา ๔๙ วรรคหนึ่งและมาตรา ๕๘/๑ ให้เป็นไปตาม แบบ ป. ๑ ท้ายประกาศนี้
(๒) เอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามมาตรา ๕๘/๑ ให้เป็นไปตาม แบบ ป. ๒ ท้ายประกาศนี้
ข้อ ๒ ให้หัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดออกเอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กำหนดในข้อ ๑
เมื่อได้ออกเอกสารมอบหมายดังกล่าวแล้ว ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการตามวรรคหนึ่งรายงานให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาทราบ
ข้อ ๓ เอกสารมอบหมายตามข้อ ๒ ให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกเอกสาร โดยให้ระบุวันออกเอกสารและวันหมดอายุไว้ในเอกสารนั้นให้ชัดเจน
ข้อ ๔  ในกรณีที่เอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะหมดอายุ และมีความประสงค์จะขอรับเอกสารฉบับใหม่เพื่อใช้แทนเอกสารฉบับเดิมให้แจ้งหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด เพื่อดำเนินการตามข้อ ๒
ข้อ ๕ ในกรณีที่เอกสารมอบหมายให้ไว้ประจำตัวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ชำรุด สูญหายหรือถูกทำลายด้วยประการใดๆ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบแจ้งหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดพร้อมทั้งส่งเอกสารที่ชำรุดนั้นหรือหลักฐานการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามข้อ ๒
ข้อ ๖   ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

                                ประกาศ  ณ  วันที่ ๑๔  พฤษภาคม    ๒๕๔๖



(ลงชื่อ)            สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศทั่วไป  เล่ม ๑๒๐  ตอนพิเศษ  ๗๒ ง  วันที่  ๒ กรกฎาคม  ๒๕๔๖)

 

 

 

 

 


ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง
พ.ศ. ๒๕๔๑
 


                โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง       
พ.ศ. ๒๕๒๘ และระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๒ ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด   ให้โทษ กับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับจังหวัด กระทรวงสาธารณสุขจึงวางระเบียบไว้ ดังนี้

 

หมวด ๑
บททั่วไป

 

ข้อ ๑       ระเบียบนี้เรียกว่า  “ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง         พ.ศ. ๒๕๔๑”
ข้อ ๒      ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓       ให้ยกเลิก
(๑)    ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง พ.ศ. ๒๕๒๘
(๒)   ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง (ฉบับที่ ๒)           พ.ศ. ๒๕๓๒
บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือกฎอื่นที่มีกำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อความแห่งระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔       ในระเบียบนี้
“ยาเสพติดให้โทษของกลาง”  หมายความว่า  ยาเสพติดให้โทษที่มีผู้ส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุข หรือที่ศาลสั่งริบ หรือยึดไว้ แล้วตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
“คณะกรรมการกลาง” หมายความว่า  คณะกรรมการกลางตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
“คณะกรรมการระดับจังหวัด” หมายความว่า คณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของจังหวัด

                ข้อ ๕      ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

หมวด ๒
คณะกรรมการกลาง และคณะกรรมการระดับจังหวัด

ข้อ ๖       ให้มีคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเป็นประธาน และผู้แทน       สำนักงาน ป.ป.ส. ผู้แทนกรมตำรวจ*  ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์    การแพทย์ ผู้แทนกรมการแพทย์        ผู้แทนกรมสุขภาพจิต เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง กับกรรมการอื่นๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ
ข้อ ๗      ให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดรับผิดชอบเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของจังหวัด มีองค์ประกอบตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับจังหวัดเป็นกรรมการ
ข้อ ๘      การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๙       ให้คณะกรรมการกลาง มีหน้าที่ให้คำแนะนำหรือความเห็นเกี่ยวกับ
(๑)  การนำยาเสพติดให้โทษของกลางไปใช้ประโยชน์
(๒)  การจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๓)  การทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๔)  การอื่นที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือปลัดกระทรวง สาธารณสุขมอบหมาย
ข้อ ๑๐     ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ
(๑)  รับผิดชอบในการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของจังหวัด
(๒)  พิจารณาหรือรับผิดชอบการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๓)  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานตามความจำเป็น
(๔)  พิจารณาหรือดำเนินการอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย


* ปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


หมวด ๓
การตรวจรับและการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง
ส่วนที่ ๑
การตรวจรับ


ข้อ ๑๑     ให้มีคณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางประกอบด้วย  ผู้ที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลาง  หรือคณะกรรมการระดับจังหวัด แล้วแต่กรณีไม่น้อยกว่าสามคน เป็นกรรมการ
ข้อ ๑๒    ในระดับจังหวัดให้คณะกรรมการระดับจังหวัดกำหนดสถานที่ตรวจรับและจัดตั้งคลังเก็บรักษายาเสพติด        ให้โทษของกลางตามความจำเป็นและเหมาะสม
ข้อ ๑๓    ให้คณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลาง มีหน้าที่
(๑)   ตรวจรับและเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง
(๒)  จัดทำบัญชีรายละเอียดแสดงการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลาง ตามแบบ ๑  แนบท้ายระเบียบนี้
(๓)   จัดทำหลักฐานการรับหรือส่งมอบยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๔)   เก็บรักษากุญแจคลังยาเสพติดให้โทษของกลางตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่เลขาธิการ      คณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีกำหนด
(๕)   การอื่นที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือตามที่คณะกรรมการกลางหรือคณะกรรมการระดับจังหวัด    มอบหมาย
ข้อ ๑๔    การตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลาง ให้คณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางตรวจเอกสารดังนี้ก่อนตรวจรับ
(๑)   สำเนารายงานการตรวจพิสูจน์จากต้นเรื่อง
(๒)   สำเนาหนังสือนำส่งตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานนำส่งตรวจพิสูจน์
(๓)   บัญชียาเสพติดให้โทษของกลางตามแบบที่คณะกรรมการกลางกำหนด
ข้อ ๑๕    ยาเสพติดให้โทษของกลางที่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ เมื่อได้มีการตรวจพิสูจน์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจับ ยึด และตรวจพิสูจน์ยาเสพติด  แล้วให้หน่วยงานที่เก็บรักษา สำนักงาน ป.ป.ส.  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือจังหวัดพิจารณาทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วนที่ ๒
การเก็บรักษา

ข้อ ๑๖     ในส่วนกลางให้เก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางไว้ที่คลังยาเสพติดให้โทษของกลาง กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ ๑๗    ในระดับจังหวัดให้เก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางไว้ที่คลังเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง ณ สถานที่ที่คณะกรรมการระดับจังหวัดกำหนด
ข้อ ๑๘    ในการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง ให้คณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางจัดทำเป็นเครื่องหมาย รหัส ลำดับที่ หรือหลักฐานอย่างถาวรไว้บนหีบห่อ หรือภาชนะบรรจุยาเสพติดให้โทษของกลาง เพื่อสะดวกในการตรวจสอบ
ข้อ ๑๙     การเปิดคลังเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางเพื่อตรวจรับ การเก็บรักษาการจำหน่าย และการทำลายหรือเพื่อการอื่นใดในราชการ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน แล้วแต่กรณี
เมื่อได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคก่อนแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ ๑๓


หมวด ๔
การใช้ประโยชน์หรือจำหน่าย

ข้อ ๒๐    ยาเสพติดให้โทษของกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่สามารถ
นำไปใช้ประโยชน์ในราชการหรือจำหน่ายได้ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลางขออนุมัติกระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการหรือจำหน่ายตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๒๑    ยาเสพติดให้โทษของกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของจังหวัดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในราชการได้ ให้จังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการระดับจังหวัดเสนอคณะกรรมการกลางเพื่อให้ความเห็นต่อกระทรวงสาธารณสุขในการพิจารณาอนุมัติตามที่เห็นสมควร


หมวด ๕
การทำลาย

ข้อ ๒๒   ยาเสพติดให้โทษของกลางที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือจำหน่ายได้ตามความในหมวด ๔ ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลางดำเนินการทำลาย โดยระบุวิธีทำลายไว้อย่างชัดแจ้ง
การทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดำเนินการทำลายตามระเบียบนี้อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการกลางมอบหมาย
ข้อ ๒๓   ในระดับจังหวัด ยาเสพติดให้โทษของกลางที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือจำหน่ายได้ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางโดยระบุวิธีทำลายไว้อย่างชัดแจ้ง
การทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางดำเนินการทำลายตามระเบียบนี้อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการระดับจังหวัดมอบหมาย
ข้อ ๒๔   การทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางให้ดำเนินการ ดังนี้
(๑) ในส่วนกลาง ให้กองควบคุมวัตถุเสพติดเสนอขออนุมัติทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้อนุมัติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลาง โดยให้เสนอแต่งตั้งคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางและระบุวิธีทำลายไว้อย่างชัดแจ้ง เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายแล้วให้คณะทำงานดังกล่าวดำเนินการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางต่อไปจนแล้วเสร็จ
(๒) ในระดับจังหวัด ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง เสนอขออนุมัติทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้อนุมัติโดยให้เสนอแต่งตั้งคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางและระบุวิธีทำลายไว้อย่างชัดแจ้ง เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายแล้วให้คณะทำงานดังกล่าวดำเนินการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางต่อไปจนแล้วเสร็จ
ข้อ ๒๕   กรณียาเสพติดให้โทษของกลางที่จัดเป็นยาให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ ที่หน่วยงานเก็บรักษาอยู่ เมื่อประสงค์จะทำลายให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ
(๑)   ในส่วนกลาง ให้ส่วนราชการระดับกรมเจ้าสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบในการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ โดยแต่งตั้งคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นคณะทำงาน ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนของคณะกรรมการกลางและผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมเป็นคณะทำงานด้วย ให้คณะทำงานดังกล่าวตรวจสอบชนิดและปริมาณของยาเสพติดให้โทษของกลางบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วดำเนินการทำลายจนแล้วเสร็จ
(๒)   ในระดับจังหวัด ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในการทำลายยาเสพติดโทษของกลางในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ โดยแต่งตั้งคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นคณะทำงาน ทั้งนี้ ให้มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และ ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมเป็นคณะทำงานด้วย ให้คณะทำงานดังกล่าวตรวจสอบชนิดและปริมาณของยาเสพติดให้โทษของกลางบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วดำเนินการทำลายจนแล้วเสร็จ

หมวด ๖
การรายงาน

ข้อ ๒๖    ในการเปิดคลังเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางตามข้อ ๑๙ เพื่อดำเนินการตรวจรับการเก็บรักษา การจำหน่าย การทำลายหรือดำเนินการอื่นๆ ให้คณะกรรมการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางรายงานผลการดำเนินการให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีทราบทุกครั้ง
ในการรายงานอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้
(๑)  รายงานการตรวจรับ รายการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๒)  บัญชีรายละเอียดแสดงการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางตามแบบ ๑ แนบท้ายระเบียบนี้
(๓)  หลักฐานการรับหรือส่งมอบยาเสพติดให้โทษของกลาง
(๔)  รายชื่อผู้เก็บรักษากุญแจคลังรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง
(๕)  รายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือตามที่คณะกรรมการกลาง หรือคณะกรรมการระดับจังหวัด แล้วแต่กรณีกำหนด
ข้อ ๒๗   เมื่อมีการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางตามข้อ ๒๔ หรือข้อ ๒๕ เสร็จแล้วให้รายงาน ผลการดำเนินการ ดังนี้
(๑)  ในส่วนกลาง เมื่อคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางดำเนินการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางเสร็จแล้ว ให้คณะทำงานดังกล่าวรายงานผลการทำลายต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แล้วให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารายงานผลการทำลายให้กระทรวงสาธารณสุขทราบ
(๒)  ในระดับจังหวัด เมื่อคณะทำงานทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางดำเนินการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางเสร็จแล้ว ให้คณะทำงานดังกล่าวรายงานผลการทำลายต่อคณะกรรมการระดับจังหวัด แล้วให้คณะกรรมการระดับจังหวัดรายงายผลการทำลายให้กระทรวงสาธารณสุขทราบ และให้แจ้ง ผลการทำลายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทราบด้วย

                                ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

                (ลงชื่อ)    คำรณ ณ ลำพูน
(นายคำรณ ณ ลำพูน)
รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ รักษาราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑)

 

**DOWNLOAD** ฟอร์ม บัญชีแสดงรายละเอียดการรับของกลาง

 

 

 

 

 


ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่า
บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่
 


โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษสามารถใช้อำนาจในการตรวจหรือทดสอบดังกล่าว ในกรณีจำเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเสพยาเสพติดให้โทษ
ซึ่งจำทำให้การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ (๗) และมาตรา ๕๘/๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ในประกาศนี้
“การตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษ” หมายความว่า การตรวจหรือทดสอบหาชนิดหรือปริมาณยาเสพติดให้โทษในร่างกายของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
“ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบ” หมายความว่า  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีอำนาจตรวจ หรือทดสอบ หรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษ
“ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ”  หมายความว่า  ผู้รับการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษในร่างกายโดยผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบ หรือโดยคำสั่งของผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบ
ข้อ ๒  ในการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษ  ให้ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบแสดงความบริสุทธิ์ก่อนที่จะทำการตรวจหรือทดสอบ โดยให้แสดงเอกสารเพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจหรือทดสอบ และแจ้งเหตุอันควรเชื่ออันนำมาซึ่งการตรวจหรือทดสอบดังกล่าวพร้อมทั้งแจ้งให้ทราบถึงขั้นตอนการตรวจหรือทดสอบ
ข้อ ๓  การตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษ ให้ตรวจหรือทดสอบจากปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบ โดยให้ปฏิบัติตามวิธีการตรวจหรือทดสอบของชุดน้ำยาตรวจสอบหรือเครื่องมือแต่ละชนิด
ข้อ ๔  การเตรียมการในการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(๑)  จัดให้มีบริเวณสำหรับผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อดำเนินการตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณี เพื่อให้การตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะเสร็จสิ้นไปโดยเรียบร้อยภายในสถานที่มิดชิดจากบุคคลภายนอก
(๒)  จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจหรือทดสอบเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันเหตุการณ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบ
(๓)  จัดให้มีอุปกรณ์ในการเก็บปัสสาวะ โดยให้ใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกปากกว้างพร้อมฝาปิดที่สะอาดและแห้ง มีขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า ๖๐ มิลลิลิตร มีอุปกรณ์สำหรับผนึกฝาปิดภาชนะเพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนตัวอย่าง และให้มีฉลากและกระดาษกาวเพื่อใช้สำหรับปิดผนึกขวดตัวอย่างปัสสาวะด้วย
ข้อ ๕  วิธีเก็บปัสสาวะให้ถือปฏิบัติ  ดังนี้
(๑)  จัดให้มีผู้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใดๆ ที่ทำให้ปัสสาวะนั้นเกิดการเจือจางหรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง
(๒)  ให้ทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างปัสสาวะและผลการตรวจหรือทดสอบตามแบบ ต.๑ ต.๒ และ ต.๓ ที่กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้
(๓) บันทึกหมายเลขประจำขวด ชื่อ ชื่อสกุล  และอายุของผู้รับการตรวจหรือทดสอบ วัน เวลา และหน่วยงานที่เก็บตัวอย่าง พร้อมทั้งลายมือชื่อของเจ้าของปัสสาวะ และลายมือชื่อของผู้ควบคุมการเก็บตัวอย่างปัสสาวะนั้นบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ
(๔)  ให้ขวดเก็บปัสสาวะแก่ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อนำไปถ่ายปัสสาวะใส่ขวดดังกล่าว จำนวนประมาณ ๓๐ มิลลิลิตร
ข้อ ๖  การตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษในเบื้องต้น ให้ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบกระทำต่อหน้าผู้รับการตรวจหรือทดสอบ และให้ถือปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ ๗  ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบในเบื้องต้นตามข้อ ๖ พบว่าบุคคลนั้นอาจเป็นผู้เสพยาเสพติดให้โทษ ให้ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบจดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ภูมิลำเนาหรือสถานที่อยู่ที่สามารถจะเรียกตัวหรือออกหมายเรียกมาเพื่อดำเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผลแล้วพบว่าเป็นผู้ที่มียาเสพติดให้โทษในร่างกาย
ข้อ ๘ ในการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษในเบื้องต้นนั้น เมื่ออ่านผลแล้วให้แจ้งผลการตรวจหรือทดสอบแก่ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ โดยห้ามเปิดเผยผลการตรวจหรือทดสอบแก่ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและให้เก็บรักษาผลการตรวจหรือทดสอบไว้เป็นเอกสารลับ
ในกรณีที่ปรากฏผลบวกตามคู่มือวิธีการตรวจหรือทดสอบของเครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบในข้อ ๖ ให้ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ทำการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษปิดขวดเก็บปัสสาวะที่เหลือของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นให้สนิทพร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาว โดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจหรือทดสอบและผู้รับการตรวจหรือทดสอบกำกับไว้ แล้วให้รีบจัดส่งขวดเก็บตัวปัสสาวะดังกล่าวไปยังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามข้อ ๙ โดยเร็วในสภาพที่แช่เย็นเพื่อตรวจยืนยันผล
ข้อ ๙ ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้ มีอำนาจยืนยันผลว่าผู้รับการตรวจหรือทดสอบมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่
1. สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2. กองพิสูจน์หลักฐานหรือกองกำกับการวิทยาเขต  สำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม
4. สำนักยาและวัตถุเสพติด หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
5. สถาบันยาเสพติดธัญญารักษ์  หรือศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
6. โรงพยาบาลของรัฐ
7. หน่วยงานอื่นของรัฐหรือสถาบันอื่นที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษกำหนด
เมื่อหน่วยงานตามวรรคหนึ่งได้ดำเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นเป็นผู้มียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกาย
ข้อ ๑๐  ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ต่อการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษในร่างกายให้ผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบสั่งให้ผู้ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ายาเสพติดให้โทษไปรับการตรวจหรือทดสอบหายาเสพติดให้โทษ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบดังกล่าว ทั้งนี้ภายในระยะเวลาและสถานที่ที่กำหนดในคำสั่ง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมตามควรแก่กรณี
ให้นำความในข้อ ๒ และข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๑  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                        ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๑  เมษายน  พ.ศ. ๒๕๔๖

 

(ลงชื่อ)ภักดี  โพธิศิริ
(นายภักดี  โพธิศิริ)
รองปลัดกระทรวง   ปฏิบัติราชการแทน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ประธานกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศทั่วไป  เล่ม ๑๒๐  ตอนพิเศษ  ๖๐ ง วันที่ ๒๘  พฤษภาคม  ๒๕๔๖)

ที่ นร ๑๑๐๖ (๕)/๔๗๒๖-๔๗๓๘

 
สำนักงาน ป.ป.ส.
ถนนดินแดง เขตพญาไท กทม.๑๐๔๐๐

๑๕ เมษายน ๒๕๒๙

เรื่อง  การคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของฝิ่น
เรียน  (แจ้งท้าย)
อ้างถึง  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๖ (พ.ศ. ๒๕๒๙)

    ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่อ้างถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๘(๓) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ได้กำหนดให้คำนวณหาสารบริสุทธิ์ของฝิ่น โดยถือเอาปริมาณของแอนไฮดรัสมอร์ฟีนที่มีอยู่ในฝิ่นนั้น
ฉะนั้น เพื่อให้การตรวจหาสารบริสุทธิ์ของฝิ่นเป็นไปตามประกาศดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้         
จัดประชุมผู้แทนสถานตรวจพิสูจน์ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมตำรวจ* สำนักงาน ป.ป.ส. กรมอัยการกรมสรรพสามิต และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๒๙ เพื่อกำหนดปริมาณฝิ่นที่จำเป็นจะต้องคำนวณหาสารบริสุทธิ์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว มีมติให้คำนวณหาสารบริสุทธิ์จากของกลางฝิ่นที่มีปริมาณสุทธิตั้งแต่ ๕๐๐ กรัมขึ้นไป ฝิ่นที่มีปริมาณไม่ถึง ๕๐๐ กรัม ให้สถานตรวจพิสูจน์ทุกแห่งทำการตรวจพิสูจน์เฉพาะด้านคุณภาพวิเคราะห์ได้ โดยไม่ต้องส่งไปตรวจพิสูจน์ด้านปริมาณวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมตำรวจ หรือสำนักงาน ป.ป.ส.

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการตามมติดังกล่าวด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ) พลตำรวจตรี  ชวลิต ยอดมณี
(ชวลิต ยอดมณี)
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

* ปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
* ปัจจุบัน คือ สำนักงานอัยการสูงสุด


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(๑)
ฉบับที่ ๙๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙)
เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์
ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์
ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
 

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๖(๑) และมาตรา ๑๑(๔) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ดังต่อไปนี้
(๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๕๑ (พ.ศ. ๒๕๓๑) เรื่องระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๑
(๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๓๑) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๑
(๓) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๕๖ (พ.ศ. ๒๕๓๒) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๒
(๔) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๕๘ (พ.ศ. ๒๕๓๒) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๒
(๕) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๒ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๓
(๖) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๕ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๓
(๗) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๖ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๓
(๘) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๖๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่     ๒ มกราคม ๒๕๓๔


(๑)  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๒๓ ง ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙


(๙) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๔
(๑๐) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔
(๑๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗๖ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๔
(๑๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗๘ (พ.ศ. ๒๕๓๕) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๕
(๑๓) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๔ (พ.ศ. ๒๕๓๕) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๓๕
(๑๔) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๖ (พ.ศ. ๒๕๓๖) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖
(๑๕) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๖
(๑๖) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) เรื่อง เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๓๖
ข้อ ๒ ให้วัตถุออกฤทธิ์ที่ระบุชื่อในบัญชีท้ายประกาศนี้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ทั้งนี้ให้รวมถึง
(๑) วัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกับวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว
(๒) ไอโซเมอร์ใดๆ ของวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว ยกเว้นไอโซเมอร์อื่นของวัตถุออกฤทธิ์ที่ได้ระบุตัวไอโซเมอร์นั้นๆ เป็นวัตถุออกฤทธิ์ไว้แล้วโดยเฉพาะ
(๓) เอสเทอร์และอีเทอร์ใดๆ และเกลือของวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว เว้นแต่ที่ได้ประกาศไว้แล้ว
(๔) วัตถุตำรับที่มีวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผสมอยู่ เว้นแต่จะมีการระบุเงื่อนไขเฉพาะไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
ข้อ ๓ ให้จัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ตามข้อ ๒ เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๓ ประเภท ๔ ตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
ข้อ ๔ ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
(ลงชื่อ) เสนาะ เทียนทอง
(นายเสนาะ เทียนทอง)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

บัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ ๙๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙)
เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์
ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์
ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
________________

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑
๑.  คาทิโนน (CATHINONE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-) -a- Amino-propiophenone
๒.  ดีอีที (DET) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N, N-Diethyltryptamine
๓.  ดีเอ็มเอชพี (DMHP) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(1,2Dimethylheptyl) -1-hydroxy-7, 8, 9, 10-tetrahydro-6, 6, 9-trimethyl-6H-dibenzo [b, d] pyran
๔.  ดีเอ็มที (DMT) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N, N-Dimethyltryptamine
(๑)๕.  (ยกเลิก)
๖.  4-เมทิล อะมิโนเรกซ์ (4-METHYL AMINOREX) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-cis-2-Amino-4-methyl-5-phenyl-2-oxazoline หรือ (+)-cis-4,5-Dihydro-4-methyl-5-phenyl-2-oxazolamine
(*) ๗.  (ยกเลิก)
(*) ๘.  (ยกเลิก)
๙.  พาราเฮกซิล (PARAHEXYL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-Hexyl-1-hydroxy-7, 8, 9, 10-tetrahydro-6, 6, 9-trimethyl-6H-dibenzo [b,d] pyran
๑๐.  พีซีอี (PCE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-ethyl-1-phenylcyclohexylamine
๑๑.  พีเอชพี (PHP) หรือ พีซีพีวาย (PCPY) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(1-Phenylcy clohexyl) pyrrolidine
๑๒.  ไซโลซีน (PSILOCINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(2-Dimethylaminoethyl)-4-hydroxyindole
๑๓.  ไซโลไซบีน (PSILOCYBINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(2-Dimethylaminoethyl)-indol-4-yl dihydrogen phosphate


(๑) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๗๘ ง ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ ย้ายไปอยู่วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ ลำดับที่ ๑๙
(*) ลำดับที่ ๗ และ ๘ ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๐๙ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๔๘ ง ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๒
(**) ลำดับที่ ๑๔ ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๖ ตอนที่ ๔๘ ง ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๒


(**)๑๔.  (ยกเลิก)
๑๕.  ทีซีพี (TCP) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-[1-(2-Thienyl) cyclohexyl] piperidine
๑๖.  เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (TETRAHYDROCANNABI-NOL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-Hydroxy-3-pentyl-6 a, 7, 10, 10 a-tetrahydro-6, 6, 9-trimethyl-6H-dibenzo [b, d] pyran  เว้นแต่เตตราไฮโดรแคนนาบินอล ซึ่งมีอยู่ในแคนนาบิส (Cannabis) หรือยางกัญชา (Cannabis Resin)  ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
( ๒)๑๗.  อีทริพตามีน (ETRYPTAMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(2-aminobutyl) indole
๑๘.  เมทคาทิโนน (METHCATHINONE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-(methylamino)-1-phenylpropan-1-one.
( ๓)๑๙.  เมสคาลีน (MESCALINE) และอนุพันธ์ของเมสคาลีน (MESCALINE DERIVATIVES) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3,4,5-Trimethoxy phenethylamine
( ๔)๒๐.  จีเอชบี (GHB) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Gamma-hydroxybutyrate

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒
๑.  แอมฟีพราโมน (AMFEPRAMONE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-(Diethylamino) propio- phenone
๒.  โบรติโซแลม (BROTIZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-Bromo-4-(2-chlorophenyl)-9-methyl-6H-thieno [3,2-f] [1, 2, 4] triazolo-[4, 3-a] [1, 4] diazepine
๓.  คาทีน (CATHINE) หรือ (+)-นอร์ซูโดอีเฟดรีน ((+)-NORPSEUDOEPHEDRINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า d-threo-2-Amino-1-hydroxy-1-phenylpropane
๔.  อีเฟดรีน (EPHEDRINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (IR,2S)-2-Methylamino-1-phenylpropan-1-ol hemihydrate
๕.  เอสตาโซแลม (ESTAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 8-Chloro-6-phenyl-4H-s-triazolo [4, 3-a] [1, 4] benzodiazepine
๖.  เอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน (N-ETHYLAMPHETAMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-Ethyl-a-methylphenethylamine
๗.  เฟนแคมฟามิน (FENCAMFAMIN) (+)-N-Ethyl-3-phenylbicyclo-(2, 2, 1)- heptan-2-amine                
๘.  เฟเนทิลลีน (FENETHYLLINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-3, 7-Dihydro-1, 3-dimethyl-7-(2-[(1-methyl-2-phenyl-ethyl) amino]-ethyl)-1H-purine-2,6-dione
๙.  ฟลูไนตราซิแพม (FLUNITRAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(o-Fluorophenyl)-1, 3-dihydro-1-methyl-7-nitro-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one                
๑๐.  ฟลูราซีแพม (FLURAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1-[2-(diethylamino) ethyl]-5-(o-fluorophenyl)-1, 3-dihydro-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one dihydrochloride
๑๑.  ฮาโลซาโซแลม (HALOXAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 10-Bromo-11 b-(o-fluorophenyl) -2, 3, 7, 11 b-


(๒) ลำดับที่ ๑๗ และ ๑๘ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๙๗) พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๔ ตอนที่ ๑๘ ง ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๐
(๓) ลำดับที่ ๑๙ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(๔) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๘) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๘  ตอนพิเศษ ๑๑๕ ง ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔


tetrahydrooxazolo [3, 2-d] [1, 4]-benzodiazepin-6(5H)-one
๑๒.  โลพราโซแลม (LOPRAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-(o-Chlorophenyl)-2, 4dihydro-2-[(4-methyl-1-piperazinyl) methylene]-8-nitro-1H-imidzao [1, 2-a] [1, 4] benzodiazepin-1-one
๑๓.  ลอร์เมตาซีแพม (LORMETAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5-(o-chlorophenyl)-1, 3-dihydro-3-hydroxy-1-methyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๔.  มาซินดอล (MAZINDOL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(p-Cholrophenyl)-2, 5-dihydro-3H-imidazo-[2,1-a]-isondol-5-OI
๑๕.  เมทิลเฟนิเดต (METHYLPHENIDATE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-Phenyl-2-(2-piperidyl) acetic acid, methyl ester
๑๖.  มิดาโซแลม (MIDAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 8-Chloro-6-(2-fluorophenyl)-1-methyl-4H-imidazo-(1, 5-a) (1,4) benzodiazepine
๑๗.  ไนเมตาซีแพม (NIMETAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1, 3-Dihydro-1-methyl-7-nitro-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๘.  ไนตราซีแพม (NITRAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1, 3-Dihydro-7-nitro-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๙.  เพโมลีน (PEMOLINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-Amino-5-phenyl-4(5H)-oxazolone
๒๐.  เฟนไซคลิดีน (PHENCYCLIDINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(1-Phenyl-cyclohexyl)-piperidine
๒๑.  เฟนไดเมตราซีน (PHENDIMETRAZINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-3,4-Dimethyl-2-phenylmorpholine
๒๒.  เฟนเมตราซีน (PHENMETRAZINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-Methyl-2 phenylmor- pholine
๒๓.  เฟนเตอมีน (PHENTERMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า a, a-Dimethylphenethylamine
๒๔.  พิพราดรอล (PIPRADROL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1,1-Diphenyl-1-(2-piperidyl)-methanol
(๕)๒๕.  (ยกเลิก)                
๒๖.  ควาซีแพม (QUAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5-(2-fluorophenyl)-1, 3-dihydro-1-(2, 2, 2-trifluoroethyl)-2H-1, 4-benzodiazepine-2-thione
๒๗.  เซโคบาร์บิตาล (SECOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-Allyl-5-(1-methylbutyl) barbituric acid                
๒๘.  ทีมาซีแพม (TEMAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1,3-dihydro-3-hydroxy-1-methyl-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๒๙.  ไตรอาโซแลม (TRIAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 8-Chloro-6-(o-Chlorophenyl)-1-methyl-4H-s-triazolo [4, 3-a] [1, 4] benzodiazepine                
๓๐.  โซลพิเดม (ZOPIDEM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N, N, 6-Trimethyl-2-(4-methylphenyl)-imidazo [1, 2-a] pyridine-3-acetamide.
๓๑.  โซพิโคลน (ZOPICLONE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-Methyl-1-piperazinecarboxylic acid-6-(5-chloro-2-pyridinyl)-6, 7-dihydro-7-oxo-5H-pyrrolo [3, 4-b] pyrazin-5-yl ester           
(๖)๓๒.  ไซพีพรอล (ZIPEPROL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า a-(a-methoxybenzyl)-4-(b-methoxy-phenethyl)-1-piperazineethanol


(๕) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๒๐ ง ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
(๖) ลำดับที่ ๓๒, ๓๓ และ ๓๔ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๙๘) พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๔ ตอนที่ ๑๘ ง ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๐


๓๓.  อะมิโนเรกซ์ (AMINOREX) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-amino-5-phenyl-2-oxazoline
๓๔.  มีโซคาร์บ (MESOCARB) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3-(a-methylphenethyl)-N-(phenyl- carbamoyl) sydnone imine
( ๗)๓๕.  คีตามีน (KETAMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Cyclohexanone, 2-(2-chlorophenyl)-2-(methylamino)
๓๖.  บูตอร์ฟานอล (BUTORPHANOL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 17-(cyclobutymethyl) morphinan 3, 14-diol
(๘)๓๗.  (ยกเลิก)
(๙)๓๘.   ซาลีพลอน (ZALEPLON) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-(3-(3-Cyanopyrazolo(1,5-a)pyrimidin-7-yl)phenyl)-N-ethylacetamide
(๑๐)๓๙.  ซูโดอีเฟดรีน (PSEUDOEPHEDRINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (+)-(1S,2S)-2-Methyl-amino-1-phenylpropan-1-ol เว้นแต่ซึ่งเป็นส่วนผสมในตำรับยาสูตรผสม (Combined Drug) ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และซึ่งเป็นส่วนผสมในตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๓ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
๔๐.  เฟนิลโพรพาโนลามีน (PHENYLPROPANOLAMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า a-(1-Amino-ethyl)enzenemethanol
(๑๑)๔๑. เอมีเนปทีน (Amineptine)  ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ๗-[(10,11-dihydro-5H-dibenzo[a,d]cyclohepten-5-yl)amino]heptanoic acid

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๓
 ๑.  อะโมบาร์บิตาล (AMOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-Ethyl-5-(3-methylbutyl) barbituric acid                
๒.  บุพรีนอร์ฟีน (BUPRENORPHINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 21-Cyclopropyl-7-a-[(s)-1-hydroxy-1, 2, 2-trimethylpropyl]-6, 14-endo-ethano-6, 7, 8, 14-tetrahydrooripavine
๓.  บิวตาลบิตาล (BUTALBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-Allyl-5-isobutylbarbituric acid                
๔.  ไซโคลบาร์บิตาล (CYCLOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(1-Cyclohexen-1-yl)-5-ethylbarbituric acid
๕.  กลูเตทิไมด์ (GLUTETHIMIDE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-Ethyl-2-phenyl-glutarimide                
๖.  เมโพรบาเมต (MEPROBAMATE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-Methyl-2-propyl-1,3-propanediol dicarbamate
๗.  เพนตาโซซีน (PENTAZOCINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1, 2, 3, 4, 5, 6-Hexahydro-6, 11-dimethyl-3-(3-methyl-2-butenyl)-2, 6-methano-3-benzazocin-8-ol                
๘.  เพนโตบาร์บิตาล (PENTOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-Ethyl-5-(1-methylbutyl) barbituric acid


(๗) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๐๖) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๗ ง                               
ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๑
(๘) ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๒๐ ง ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
(๙) เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๓ ง    ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓
(๑๐) ลำดับที่ ๓๙ และลำดับที่ ๔๐ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๒๐ ง ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
(๑๑) ลำดับที่ ๔๑ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ (เพิ่มเติม) ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๓๗ ง ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗


วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔
๑.  อัลโลบาร์บิตาล (ALLOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5,5-diallybarbituric acid
๒.  อัลปราโซแลม (ALPRAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 8-chloro-1-methyl-6-phenyl-4H-s-triazolo [4,3-a] [1, 4] benzodiazepine
๓.  บาร์บิตาล (BARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5, 5-diethylbarbituric acid
๔.  เบนซ์เฟตามีน (BENZPHETAMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า N-benzyl-N, a-dimethyl-phenethylamine
๕.  โบรมาซีแพม (BROMAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-bromo-1,3-dihydro-5-(2-pyridyl)-2H-1,4-benzodiazepin-2-one
๖.  บิวโตบาร์บิตาล (BUTOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-butyl-5-ethylbarbituric acid
๗.  คามาซีแพม (CAMAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1, 3-dihydro-3-hydroxy-1-methyl-5-phenyl-2H-1, 4 benzodiazepin-2-one dimethylcarbamate
๘.  คลอรัลไฮเดรทและสารประกอบเชิงซ้อนที่ออกฤทธิ์คลอรัลไฮเดรท (Chloral hydrate and its adducts)
๙.  คลอร์ไดอาซีพอกไซต์ (CHLORDIAZEPOXIDE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-chloro-2-(methylamino-5-phenyl)-3H-1, 4-benzodiazepine-4-oxide
๑๐.  คลอร์เฟนเตอมีน (CHLORPHENTERMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-chloro-a,a-dimethylphenethylamine
๑๑.  โคลบาแซม (CLOBAZAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1-methyl-5-phenyl-1H-1, 5-benzodiazepine-2,4-(3H, 5H)-dione
๑๒.  โคลนาซีแพม (CLONAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(o-Chlorophenyl)-1, 3-dihydro-7-nitro-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๓.  คลอราซีเพท (CLORAZEPATE) ซึ่งได้แก่เกลือโมโนโปแตสเซียม หรือไดโปแตสเซียมของกรดคลอราซีพิค (Clorazepic acid) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Potassium 7-Chloro-2, 3-dihydro-2-oxo-5-phenyl-1H-1,4-benzodiazepine-3-carboxylate หรือ Potassium 7-chloro-2,3-dihydro-2-oxo-5-phenyl-1H,1,4-benzodiazepine-3-carboxylate compound with potassium hydroxide (1:1)
๑๔.  คลอร์เตอมีน (CLORTERMINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-chloro-a, a-demethyl                benzeneethanamine
๑๕.  โคลไตอาซีแพม (CLOTIAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(o-Chlorophenyl)-7-ethyl-1, 3-dihydro-1-methyl-2H-thieno [2, 3-e]-1, 4-diazepin-2-one
๑๖.  โคลซาโซแลม (CLOXAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 10-Chloro-11b-(o-chlorophenyl)-          2,3,7,11b-tetrahydro-oxazolo[3,2-d] [1,4] benzodiazepin-6(5H)-one
๑๗. ไดอาซีแพม (DIAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1, 3-dihydro-1-methyl-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๘.  ดีลอราซีแพม (DELORAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5-(o-chlorophenyl)-1,3-dihydro-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๑๙.  เอทคลอวินอล (ETHCHLORVYNOL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า ethyl-2-chlorovinyl-ethinylcabinol
๒๐.  เอทีนาเมต (ETHINAMATE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-ethynylcyclobexasnol carbamate
๒๑.  เอทิล โลฟลาซีเพท (ETHYL LOFLAZEPATE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Ethyl 7-chloro-5(o-flurophenyl) 2, 3-dihydro-2-oxo-1H-1, 4-benzodiazepine-3-carboxylate
๒๒.  เฟนโพรพอเรกซ์ (FENPROPOREX) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-3-[(a-methylphenethyl) amino] propionitrile
๒๓.  ฟลูไดอาซีแพม (FLUDIAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5-(o-fluorophenyl)-1, 3-dihydro-1-methyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๒๔.  ฮาลาซีแพม (HALAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1, 3-dihydro-5-phenyl-1-((2, 2, 2)-trifluoroethyl)-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๒๕.  เกลืออนินทรีย์ของโบรไมด์ทุกชนิด (INORGANIC BROMIDES) ยกเว้นลิเทียมโบรไมด์ (Lithium Bromide) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นและโปแตสเซียมโบรไมด์เทคนิคัลเกรด (Potassium Bromide Technical grade) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมล้างรูป โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่จากสำนักคณะกรรมการ     อาหารและยา
๒๖.  คีตาโซแลม (KETAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 11-Chloro-8, 12b-dihydro-2, 8-dimethyl-12b-phenyl-4H-[1, 3]-oxazino [3, 2-d]- [1, 4] benzodiazepine-4, 7(6H)-dione
๒๗.  ลอราซีแพม (LORAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5(o-chlorophenyl)-1, 3-dihydro-3-hydroxy-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๒๘.  เมดาซีแพม (MEDAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-2, 3-dihydro-1-methyl-5-phenyl-1H-1, 4-benzodiazepine
๒๙.  เมเฟนอเรกซ์ (MEFENOREX) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-N(3-Chloropropyl)-OC-methyl-5-phenyl-1H-1,4-benzodiazepine
๓๐.  เมทิไพรลอน (METHYPRYLON) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 3, 3-diethyl-5-methyl-2, 4-piperidinedione
๓๑.  เมทิลฟีโนบาร์บิตาล (METHYPHENO BARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-ethyl-1-methyl-5-phenylbarbituric acid
๓๒.  นอร์ดาซีแพม (NORDAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1,3-dihydro-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๓๓.  โอซาซีแพม (OXAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1,3-dihydro-3-hydroxy-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๓๔.  โอซาโซแลม (OXAZOLAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 10-Chloro-2, 3, 7-11b-tetrahydro-2-methyl-11b-phenyloxazolo [3, 2-d] [1, 4] benzodiazepin-6(5H)-one
๓๕.  เพอร์ลาฟีน (PERLAPINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 6-(4-methyl-1-piperazinyl)-11H-dibenz [b, e] azepine
๓๖.  ฟีโนบาร์บิตาล (PHENOBARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-ethyl-5-phenylbarbituric acid
๓๗.  พินาซีแพม (PINAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1, 3-dihydro-5-phenyl-1-(2-propynyl)-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๓๘.  พราซีแพม (PRAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-1-(cyclopropylmethyl)-1, 3-dihydro-5-phenyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๓๙.  โพรพิลเฮเซดรีน (PROPYLHEXEDRINE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-N, a-Dimethyl-cyclohexamne-ethylamine
๔๐.  ไพโรวาเลโรน (PYROVALERONE) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (ฑ)-1-(4-methylphenyl)-2-(1-pyrrolidinyl)-1-pentanone
๔๑.  เซคบิวตาบาร์บิตาล (SECBUTABARBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-sec-butyl-5-ethylbarbituric acid
๔๒.  เอสพีเอ (SPA) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า (-)-1-dimethylamino-1, 2-diphenylethane
๔๓.  เตตราซีแพม (TETRAZEPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 7-Chloro-5-(cyclohexen-1-yl)-1, 3-dihydro-1-methyl-2H-1, 4-benzodiazepin-2-one
๔๔.  โทฟิโซแพม (TOFISOPAM) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1-(3, 4-Dimethoxyphenyl)-5-ethyl-7, 8-dimethoxy-4-methyl-5H-2, 3-benzodiazepine
๔๕.  ไวนิลบิตาล (VINYLBITAL) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 5-(1-methylbutyl)-5-vinylbarbituric acid


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๐๑) พ.ศ. ๒๕๔๐
ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิต
และประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
เรื่อง การอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะ
แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรม หรือผู้ประกอบการบำบัด
โรคสัตว์ชั้นหนึ่ง มีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครอง
______________________

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๑๑(๔) และมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทออกประกาศ ดังต่อไปนี้
๑.  ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง การอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรมหรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ชั้นหนึ่ง มีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองได้ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๔
๒.   ให้ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรมหรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ชั้นหนึ่ง มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ ประเภท ๓ หรือประเภท ๔ ไม่เกินปริมาณที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ไว้ในครอบครองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามมาตรา ๖๒ ดังนี้

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒

๑.  แอมฟีพราโมน (AMFEPRAMONE)........................................................................... ๗๕          กรัม
๒.  คาทีน (CATHINE) หรือ (+) - นอร์ซูโดอีเฟดรีน
((+) - NORPSEUDOEPHEDRINE) ........................................................................... ๒๐           กรัม
๓.  อีเฟดรีน (EPHEDRINE) ............................................................................................ ๑๒๐        กรัม
๔.  เอ็น - เอทิลแอมเฟตามีน (N-ETHYLAMPHETAMINE) .............................................. ๓๐        กรัม
๕.  ฟลูไนตราซีแพม (FLUNITRAZEPAM)        ................................................................  ๒           กรัม
๖.  ฟลูราซีแพม (FLURAZEPAM) ...................................................................................   ๓๐          กรัม
๗.  ลอร์เมตาซีแพม (LORMETAZEPAM) ........................................................................   ๑           กรัม
๘.  มาซินดอล (MAZINDOL) .............................................................................................   ๑            กรัม
๙.  เมทิลเฟนิเดต (METHYLPHENIDATE) ......................................................................   ๓         กรัม
๑๐.  มิดาโซแลม (MIDAZOLAM)  .................................................................................... ๑๕            กรัม
๑๑.  ไนตราซีแพม (NITRAZEPAM) ...............................................................................   ๑๐           กรัม
๑๒.  เฟนเตอมีน (PHENTERMINE) ...............................................................................  ๓๐          กรัม
๑๓.  ซูโดอีเฟดรีน (PSEUDOEPHEDRINE) ...............................................................  ๑๒๐         กรัม
๑๔.  เซโคบาร์บิตาล (SECOBARBITAL)  ...................................................................... ๑๐             กรัม
๑๕.  ทีมาซีแพม (TEMAZEPAM) ....................................................................................  ๑๐           กรัม
๑๖.  ไตรอาโซแลม (TRIAZOLAM) ..................................................................................  ๐.๕           กรัม
(๑)๑๗.  คีตามีน (KATAMINE) ......................................................................................... ๒.๕          กรัม
๑๘.  เฟนนิลโพรพาโนลามีน (PHENYLPROPANOLAMINE) ........................................  ๕๐        กรัม
(๒)๑๙.  โซลพิเดม (ZOLPIDEM) ......................................................................................  ๑๐          กรัม

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๓

๑.  อะโมบาร์บิตาล (AMOBARBITAL)  ...............................................................................   ๑๐       กรัม
๒.  บูพรีนอร์ฟีน (BUPRENORPHINE) ..............................................................................   ๐.๕    กรัม
๓.  เมโพรบาเมต (MEPROBAMATE) ...............................................................................  ๗๐๐     กรัม
๔.  เพนตาโซซีน (PENTAZOCINE) ....................................................................................   ๑         กรัม
๕.  เพนโตบาร์บิตาล (PENTOBARBITAL)..........................................................................  ๑๐       กรัม

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔

๑.  อัลปราโซแลม (ALPRAZOLAM)....................................................................................   ๑         กรัม
๒. โบรมาซีแพม (BROMAZEPAM) ...................................................................................   ๖          กรัม
๓.  บิวโตบาร์บิตาล (BUTOBARBITAL) ........................................................... ................  ๕๐        กรัม
๔.  คลอร์ไดอาซีพอกไซด์ (CHLORDIAZEPOXIDE) ......................................................   ๒๕๐       กรัม
๕.  โคลบาแซม (CLOBAZAM) .......................................................................................... ๑๐            กรัม
๖.  โคลนาซีแพม (CLONAZEPAM)    ................................................................................  ๒๐          กรัม
๗.  คลอราซีเพท (CLORAZEPATE)    ..............................................................................  ๑๐          กรัม
๘.  ไดอาซีแพม (DIAZEPAM)  .............................................................................................  ๑๐         กรัม
๙.  เอทิล โลพลาซีเพท (ETHYL LOPLAZEPATE) ................................................................ ๑๐      กรัม
๑๐.  เกลืออนินทรีย์ของโบรไมด์ทุกชนิด (INORGANIC BROMIDE) ......................................๙๐       กรัม
๑๑.  ลอราซีแพม (LORAZEPAM)...........................................................................................   ๒        กรัม
๑๒.  เมดาซีแพม (MEDAZEPAM)................................................................. .......................... ๑๐      กรัม


(๑) ลำดับที่ ๑๗ และลำดับที่ ๑๘ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๓ ง ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓
(๒) ลำดับที่ ๑๙ เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๓ ง                 
ลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔


๑๓.  ฟีโนบาร์บิตาล (PHENOBARBITAL)....................................................................  ๑๐๐           กรัม
๑๔.  พินาซีแพม (PINAZEPAM).......................................................................................     ๕           กรัม
๑๕.  พราซีแพม (PRAZEPAM) .......................................................................................... ๑๐          กรัม
๑๖.  โทฟีโซแพม (TOFISOPAM) ........................................................................................ ๕๐         กรัม

                ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                                                                                                ประกาศ ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

(ลงชื่อ)    รักเกียรติ สุขธนะ
(นายรักเกียรติ สุขธนะ)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๐๔) พ.ศ. ๒๕๔๑
เรื่อง กำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์
ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒
__________________

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๑(๔) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ และมาตรา ๖ (๗ ทวิ) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ออกประกาศดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๒ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เรื่องกำหนดปริมาณ การมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
ข้อ ๒  การมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เมื่อคำนวณปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์แล้ว ต้องไม่เกินปริมาณดังต่อไปนี้

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑
๑. คาทิโนน (CATHINONE)                                                                       ๐.๕๐๐ กรัม
๒. ดีอีที (DET)                                                                                              ๐.๕๐๐ กรัม
๓. ดีเอ็มเอชพี (DMHP)                                                                                  ๐.๕๐๐ กรัม
๔. ดีเอ็มที (DMT)                                                                                          ๐.๕๐๐ กรัม
๕. เมสคาลีน (MESCALINE)                                                                       ๐.๕๐๐ กรัม
๖. ๔-เมทิล อะมิโนเรกซ์ (4-METHYL AMINOREX)                                  ๐.๕๐๐ กรัม


๗. เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ หรือ เอ็มดีอี (N-ethyl MDA หรือ MDE)      ๐.๕๐๐ กรัม
๘. เอ็น ไฮดรอกซี เอ็มดีเอ หรือ เอ็น-โอเอช เอ็มดีเอ
(N-hyfroxy MDA หรือ N-OH MDA)                                 ๐.๕๐๐ กรัม
๙. พาราเฮกซิล (PARAHEXYL)                                                    ๐.๕๐๐ กรัม
๑๐. พีซีอี (PCE)                                                                              ๐.๑๐๐ กรัม
๑๑. พีเอชพี (PHP) หรือ พีซีพีวาย (PCPY)                                     ๐.๑๐๐ กรัม
๑๒. ไซโลซีน (PSILOCINE)                                                           ๐.๑๐๐ กรัม
๑๓. ไซโลไซบีน (PSILOCYBINE)                                                 ๐.๑๐๐ กรัม
๑๔. เอสทีพี (STP) หรือ ดีโอเอ็ม (DOM)                                         ๐.๑๐๐ กรัม
๑๕. ทีซีพี (TCP)                                                                              ๐.๑๐๐ กรัม
๑๖. เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (TETRAHYDROCANNABI-NOL)
เว้นแต่ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล ซึ่งอยู่ในแคนนาบิส (Canabis) หรือยางกัญชา
(Canabis Resin) ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ      ๐.๑๐๐ กรัม
๑๗. อีทริพตามีน (ETRYPTAMINE)                                                            ๐.๕๐๐ กรัม
๑๘. เมทคาทิโนน (METHCATHINONE)                                                    ๐.๕๐๐ กรัม

วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒
๑. อีเฟดรีน (EPHEDRINE)                                                                             ๕.๐๐  กรัม
๒. ซูโดอีเฟดรีน (PSEUDOEPHEDRINE) เว้นแต่ซูโดอีเฟดรีน
(PSEUDOEPHEDRINE) ซึ่งเป็นส่วนผสมในตำรายาที่ได้
ขึ้นทะเบียนเป็นยาตามกฎหมายว่าด้วยยา                                                                  ๕.๐๐  กรัม
(๑)๓.  คีตามีน (KETAMINE)                                                                                ๐.๕  กรัม

         ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                                                         ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

(ลงชื่อ) รักเกียรติ สุขธนะ
(นายรักเกียรติ สุขธนะ)
รัฐมนตรีว่าการกกระทรวงสาธารณสุข

 


(๑) เพิ่มเติมโดย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๘๓ ง                                 
ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ ๑๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๔
ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
เรื่อง ระบุชื่อและประเภทวัตถุออกฤทธิ์ที่ต้องแจ้งกำหนดสิ้นอายุไว้ในฉลาก
__________________

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๖(๖) และมาตรา ๑๑(๔) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ ประเภท ๓ หรือประเภท ๔ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙๗           
(พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เป็นวัตถุออกฤทธิ์ที่ต้องแจ้งกำหนดสิ้นอายุไว้ในฉลาก
ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นไป

                                                    ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

(ลงชื่อ) สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๑๕ ง ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔)

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๓๔)
ออกตามความในพระราชกำหนดป้องกันการใช้
สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
 


    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้ดังนี้
ข้อ ๑  ผู้ผลิตสารระเหย หรือผู้นำเข้าสารระเหย ก่อนนำออกขาย ต้องจัดให้มีข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุเป็นภาษาไทย ดังต่อไปนี้
(๑) คำว่า “สารระเหย”
(๒) ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า แล้วแต่กรณี
(๓) ปริมาณที่บรรจุเป็นระบบเมตริก
(๔) ชื่อทางเคมีและอัตราส่วนของสารผสมทั้งหมดในสารระเหย
(๕) วิธีการใช้ และวิธีเก็บรักษา
(๖) คำว่า “ตักเตือน ห้ามสูดดม เป็นอันตรายต่อชีวิต”
ข้อความดังกล่าว ต้องใช้สีที่เห็นได้ชัดเจน และตัดกับสีของภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุ สำหรับข้อความตาม (๑) และ (๖) นั้นให้ใช้ตัวอักษรสีแดงบนพื้นขาว
ข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุสารระเหยจะมีภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาไทยก็ได้ แต่ข้อความภาษาอื่นนั้นต้องตรงกับความภาษาไทย และมีขนาดไม่ใหญ่กว่าข้อความภาษาไทย

ข้อ ๒  สำหรับสารระเหยที่บรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่มีขนาดบรรจุเกิน ๕๕๐ มิลลิลิตร หรือ   ๕๕๐ กรัม หากมีการจัดให้มีภาพ เครื่องหมาย หรือข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขแห่งกฎหมายอื่นแล้ว ผู้ผลิตสารระเหยหรือผู้นำเข้าสารระเหยก่อนนำออกขาย จะไม่จัดให้มีข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุสารระเหยตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ ก็ได้

             ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ นิงสานนท์
(นายไพโรจน์ นิงสานนท์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(ลงชื่อ) สิปปนนท์ เกตุทัต
(นายสิปปนนท์ เกตุทัต)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘ ตอนที่ ๙๘ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๕)

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
กำหนดแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๔๗
                               


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๐ วรรคสอง และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
ข้อ ๒  บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๓  ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการนั้นเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัด แต่ไม่รวมถึงกรณีที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตามข้อ ๔
ข้อ ๔  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของส่วนราชการซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคและหน่วยงานของส่วนราชการซึ่งเป็นราชการส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นนอกจากกรุงเทพมหานคร
ข้อ ๕  ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัด
ข้อ ๖  รูปถ่ายที่ติดบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใช้รูปถ่ายที่ถ่ายไม่เกินหกเดือนก่อนวันยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ขนาด ๒.๕ X ๓.๐ เซนติเมตร ครึ่งตัว หน้าตรงไม่สวมหมวกและแว่นตาสีเข้ม แต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งตนสังกัด
ข้อ ๗  บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในบัตร แต่ต้องไม่เกินหกปีนับแต่วันออกบัตร
ข้อ ๘  บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ออกตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

 

สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์                                            พินิจ  จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข                      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๐ วรรคสอง แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ บัญญัติให้บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง และเนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน สมควรกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อความเหมาะสมและความคล่องตัวในการดำเนินการ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

**DOWNLOAD**
แบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ท้ายกฎกระทรวงกำหนดแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหยพ.ศ. ๒๕๔๗

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม
(ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง กำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหย
 



เนื่องด้วยได้มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนั้น สถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหยตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่ได้มีการประกาศกำหนดไปแล้วนั้นจึงไม่เป็นปัจจุบัน สมควรประกาศกำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหยขึ้นใหม่ เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานพยาบาลที่จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ มาตรา ๔ (๓) และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศไว้ ดังนี้
ข้อ ๑  ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง กำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหย
(๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหย (เพิ่มเติม)
(๓) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๖) เรื่อง กำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหย (เพิ่มเติม)
ข้อ ๒  ให้สถานพยาบาลของรัฐที่จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหยตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ว่าด้วยการบำบัดรักษาและควบคุมผู้ติดสารระเหยในสถานพยาบาล
ข้อ ๓ ๑ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์                                                  สมศักดิ์  เทพสุทิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข                         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


๑ รก.๒๕๔๖/พ๑๑๕ง/๗/๒ ตุลาคม ๒๕๔๖

 

 

 

 

 

 

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลาง
                               

เนื่องด้วยได้มีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานราชการต่างๆ ดังนั้น สถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลาง ตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่ประกาศไปแล้วนั้นจึงไม่เป็นปัจจุบัน และมีความจำเป็นต้องประกาศกำหนดสถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลางขึ้นใหม่
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ (๔) และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศไว้ ดังนี้
ข้อ ๑  ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๗ (พ.ศ ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลาง
(๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๓๖) เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลาง (เพิ่มเติม)
ข้อ ๒  ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้ เป็นสถานตรวจพิสูจน์สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์สารระเหยของกลาง ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) สำนักยาและวัตถุเสพติด และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๒) สถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติดของสำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๓) สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ข้อ ๓ ๑   ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

สุดารัตน์  เกยุราพันธุ์                                                  สมศักดิ์  เทพสุทิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข                                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 


๑ รก.๒๕๔๖/พ๑๑๕ง/๕/๒ ตุลาคม ๒๕๔๖

 

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม
(ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๖
เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
                               

เนื่องด้วยได้มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่ได้มีการประกาศแต่งตั้งไปแล้วนั้นจึงไม่เป็นปัจจุบัน สมควรประกาศตั้งแต่พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นใหม่ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประกาศเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑
(๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๑
ข้อ ๒  ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(๒) รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(๓) ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
(๔) สาธารณสุขนิเทศก์
(๕) อธิบดีกรมการแพทย์
(๖) รองอธิบดีกรมการแพทย์
(๗) อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๘) รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๙) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๑๐) รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๑๑) อธิบดีกรมสุขภาพจิต
(๑๒) รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต
(๑๓) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(๑๔) รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(๑๕) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
(๑๖) นายแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
(๑๗) ผู้อำนวยการสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์แพทย์
(๑๘) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๑๙) ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๒๐) ผู้อำนวยการสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๑) ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๒) ผู้อำนวยการกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๓) ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๔) ผู้อำนวยการกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๕) ผู้อำนวยการกองงานด่านอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๖) ผู้อำนวยการกองส่งเสริมางานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๒๗) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐ
(๒๘) เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลของรัฐ
(๒๙) เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป โรงพยาบาลของรัฐ
(๓๐) เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๓๑) เจ้าหน้าที่ทะเบียนวิชาชีพ กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๓๒) เภสัชกร นักวิชาการอาหารและยา และพนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกรสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๓๓) นิติกร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(๓๔) เภสัชกร กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
(๓๕) พนักงานของรัฐตำแหน่งเภสัชกร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
(๓๖) สาธารณสุขอำเภอ/สาธารณสุขกิ่งอำเภอ
ข้อ ๓  ให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
(๒) รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
(๓) ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม
(๔) อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๕) รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๖) เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
(๗) รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
(๘) ผู้อำนวยการสำนักควบคุมวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๙) ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจโรงงาน ๑-๔ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๑๐) ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๑๑) ผู้อำนวยการสำนักบริหารมาตรฐาน ๓ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
(๑๒) นักวิชาการมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
(๑๓) วิศวกร กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๑๔) นักวิทยาศาสตร์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๑๕) นิติกร กรมโรงงานอุตสาหกรรม
(๑๖) อุตสาหกรรมจังหวัด
(๑๗) เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๗ ว หรือ ๘ ว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
(๑๘) เจ้าหน้าที่บริหารงานการอุตสาหกรรม ๗ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
ข้อ ๔  ให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(๒) รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(๓) ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
(๔) เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๕) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(๖) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
(๗) ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(๘) ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(๙) หัวหน้ากลุ่มกิจการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(๑๐) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตการศึกษา
(๑๑) อธิการบดี อธิการ ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ หรือครูใหญ่ของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อ ๕  ให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๒) รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๓) ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
(๔) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
(๕) อธิบดีกรมการปกครอง
(๖) รองอธิบดีกรมการปกครอง
(๗) ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
(๘) ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๙) ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนและรักษาความสงบ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๑๐) ผู้อำนวยการส่วนอำนวยความเป็นธรรม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๑๑) หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๑๒) หัวหน้ากลุ่มทุกกลุ่มในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
(๑๓) ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๑๔) ผู้อำนวยการส่วนยุทธการและข่าว สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๑๕) ผู้อำนวยการส่วนกำลังพลและส่งกำลังบำรุง สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๑๖) ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง
(๑๗) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(๑๘) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(๑๙) ปลัดจังหวัด
(๒๐) หัวหน้ากลุ่มงานปกครองจังหวัด
(๒๑) จ่าจังหวัด (หัวหน้ากลุ่มปกครองและอำนวยความเป็นธรรม)
(๒๒) ป้องกันจังหวัด (หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง)
(๒๓) นายอำเภอ
(๒๔) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(๒๕) ปลัดอำเภอ
(๒๖) ปลัดเมืองพัทยา
ข้อ ๖  ให้ข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้องตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไปสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
ข้อ ๗  ให้ข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
(๑) ปลัดกรุงเทพมหานคร
(๒) รองปลัดกรุงเทพมหานคร สั่งราชการสำนักอนามัย
(๓) ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
(๔) ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
(๕) ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร
(๖) ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
(๗) ผู้อำนวยการกองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
(๘) ผู้อำนวยการกองป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
(๙) ผู้อำนวยการเขต กรุงเทพมหานคร
(๑๐) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร
(๑๑) ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ หรือครูใหญ่ในสถานศึกษาในสังกัด กรุงเทพมหานคร
(๑๒) ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข
(๑๓) หัวหน้าฝ่าย สังกัดกองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
(๑๔) หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร
(๑๕) หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร
(๑๖) หัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร
ข้อ ๘ ๑  ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์                                                             พินิจ จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข                                   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๒ ง ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗)

 

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม
ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘)
เรื่อง กำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุ
ของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์เป็นสารระเหย
_________________

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ มาตรา ๔(๑) และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๓) และฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์เป็นสารระเหย
ข้อ ๒ ให้สารเคมีดังต่อไปนี้ รวมทั้งสารเคมีที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างอย่างเดียวกันเป็นสารระเหย
(๑)  อาลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic Hydrocarbon) และอาโรเมติกไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbon) ได้แก่
๑.๑  โทลูอิน (Toluene) มีชื่อทางเคมีว่า เมทิลเบนซีน (Methylbenzene) มีสูตรทางเคมีเป็น C6H5CH3
(๒)  คีโทน (Ketone) ได้แก่
๒.๑  อาซีโทน (Acetone) หรือ ไดเมทิลคีโทน (Dimethyl Ketone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-โพรพาโนน (2-Propanone) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COCH3
๒.๒  เมทิลเอทิลคีโทน (Methyl Ethyl Ketone) หรือ เอ็มอีเค (MEK) หรือเอทิลเมทิลคีโทน (Ethyl Methyl Ketone) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 2-บิวทาโนน (2-Butanone) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COCH2CH3
(๑) ๒.๓  ไอโซโปรปิลอาซีโทน (Isopropylacetone) หรือ เมทิลไอโซบิวทิลคีโทน (Methyl Isobutyl Ketone) หรือ เอ็มไอบีเค (MIBK) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 4-เมทิล-2-เพนตาโนน (4-Methyl-2-Pentanone) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COCH2CH(CH3)2
(๓)  เอสเตอร์ ได้แก่
๓.๑  เอทิลอาซีเทต (Ethyl Acetate) หรือ อาซีติกอีเทอร์ (Acetic Ether)หรือ  อาซีติกเอสเตอร์ (Acetic Ester) มีชื่อทางเคมีว่า อาซีติกแอซิด เอทิลเอสเตอร์ (Acetic Acid Ethyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COOC2H5
๓.๒  เซลโลโซล์ฟอาซีเทต (Cellosolve Acetate) หรือ เอทีลีนไกลคอล โมโนเอทิลอีเทอร์อาซีเทต (Ethylene Glycol Monoethyl Ether Acetate) มีชื่อทางเคมีว่า 2-เอทอคซีเอทิลอาซีเทต (2-Etoxy Ethyl Acetate) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COOCH2CH2OC2H5


(๑) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ข้อ ๑ ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนที่ ๙๕ ง ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน


(๒)๓.๓  เมทิลอาซีเทต (Methyl Acetate) มีชื่อทางเคมีว่า อาเซติกแอซิดเมทิลเอสเตอร์ (Acetic Acid Methyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COOCH3
๓.๔  นอร์มาลบิวทิลอาซีเทต (n-Butyl Acetate) มีชื่อทางเคมีว่า อาเซติกแอซิด บิวทิลเอสเตอร์ (Acetic Acid Butyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COO (CH2)3CH3
๓.๕  เซคันดารีบิวทิลอาซีเทต (sec-Butyl Acetate) หรือ อาเซติกแอชิดเซคันดารี บิวทิลเอสเตอร์ (Acetic Acid sec-Butyl Ester) มีชื่อทางเคมีว่า อาเซติกแอซิด 1- เมทิลโปรปิลเอสเตอร์ (Acetic Acid 1-Methylpropyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3COOCH (CH)3CH2CH3
๓.๖  นอร์มาล-บิวทิวไนไตรท์ (n-Butyl Nitrite) มีชื่อทางเคมีว่า ไนตรัสแอซิด บิวทิลเอสเตอร์ (Nitrous Acid Butyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น CH3CH2CH2CH2ONO
๓.๗  ไอโซ-บิวทิลไนไตรท์ (iso-Butyl Nitrite) มีชื่อทางเคมีว่า ไนตรัสแอซิดไอโซ บิวทิลเอสเตอร์ (Nitrous Acid Isobutyl Ester) มีสูตรทางเคมีเป็น (CH3)2CHCH2ONO
(๔)  อีเทอร์ ได้แก่
๔.๑  บิวทิลเซลโลโซล์ฟ (Butyl Cellosolve) หรือเอทีลีนไกลคอลโมโนบิวทิลอีเทอร์ (Ethylene Glycol Monobutyl Ether) มีชื่อทางเคมีว่า 2-บิวทอกซีเอทานอล (2-Butoxyethanol) มีสูตรทางเคมีเป็น HOCH2CH2OC4H9
๔.๒  เซลโลโซล์ฟ (Cellosolve) หรือ 2-เอทอกซีเอทานอล (2-Ethoxyethanol) มีชื่อทางเคมีว่า เอทีลีนไกลคอนโมโนเอทิลอีเทอร์ (Ethylene Glycol Monoethyl Ether) มีสูตรทางเคมีเป็น HOCH2 CH2 OC2 H5
๔.๓  เมทิลเซลโลโซล์ฟ (Methyl Cellosolve) หรือเอทีลีนไกลคอลโมโนเมทิลอีเทอร์ (Ethylene Glycol Monomethyl Ether) มีชื่อทางเคมีว่า 2-เมทอกซีเอทานอล (2-Methoxyethanol)  มีสูตรทางเคมีเป็น HOCH2CH2OCH3
ข้อ ๓   ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อต่อไปนี้หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีสารเคมีตามข้อ ๒ ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดผสมอยู่เป็นสารระเหย ได้แก่
(๑)  ทินเนอร์ (Thinners)
(๒)  แลคเกอร์ (Lacquers)
(๓)  กาวอินทรีย์สังเคราะห์ (Synthetic Organic Adhesives) ที่มียางนิโอปรีน (Neoprene Based) หรือสารกลุ่มไวนีล (Vinyl Resin Based) เป็นตัวประสาน
(๔)   กาวอินทรีย์ตามธรรมชาติ (Natural Organic Adhesives) ที่มียางสนหรือชันสน (Rosin) ยางธรรมชาติ (Natural Rubber หรือ Isoprene) หรือสารเซลลูโลส (Cellulose Compounds) เป็นตัวประสาน


(๒) ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ข้อ ๒ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้นี้แทน


(๕)   ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือ ลูกโป่งพลาสติก (Blowing Balloon)

ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                                                ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

ลงชื่อ             ไชยวัฒน์  สินสุวงศ์                                                                        ลงชื่อ       เสนาะ  เทียนทอง
(นายไชยวัฒน์  สินสุวงศ์)                                                                         (นายเสนาะ  เทียนทอง)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม                                                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(คัดจากราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๓ ตอนที่ ๘ ง ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๙)

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ว่าด้วยค่าตอบแทนของอนุกรรมการที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ
ประจำศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๖(๑)

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๒ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑       ในกฎกระทรวงนี้
อนุกรรมการ หมายความว่า อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
ข้อ ๒      ให้ประธานอนุกรรมการได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมรายครั้ง ในอัตราครั้งละหนึ่งพันสองร้อยบาท แต่รวมกันแล้วไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นสองพันบาท
ให้อนุกรรมการได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมรายครั้ง ในอัตราครั้งละหนึ่งพันบาท แต่รวมกันแล้วไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ในกรณีที่อนุกรรมการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในการประชุมครั้งใด ให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการประชุมครั้งนั้น ในอัตราเดียวกับที่ประธานอนุกรรมการได้รับ
ข้อ ๓       ประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานอื่นใดของรัฐให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมในอัตรากึ่งหนึ่งของอัตราตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒
ข้อ ๔       ค่าตอบแทนตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ให้ได้รับเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุมและให้ได้รับเพียงครั้งเดียวในวันหนึ่งของการประชุมของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

                ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖
(ลงชื่อ) พงศ์เทพ เทพกาญจนา
(นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนที่ ๑๗ ก ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๖

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีการพิจารณาอุทธรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๖(๑)
 

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) วัน เดือน ปี ที่ยื่นอุทธรณ์
(๒) ชื่อตัว นามสกุล และที่อยู่ของผู้อุทธรณ์
(๓) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่อุทธรณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อกฎหมายและเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งความประสงค์หรือคำขอของผู้อุทธรณ์
(๔) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
ผู้อุทธรณ์จะยื่นสำเนาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานอื่นประกอบการอุทธรณ์ด้วยก็ได้
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์ด้วย
ข้อ ๒ เพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยหรือคำสั่งมีสิทธิขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และให้เป็นดุลพินิจของผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ควบคุมสถานที่ตามมาตรา ๓๘ ที่เก็บรักษาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งแล้วแต่กรณี ที่จะอนุญาต
ข้อ ๓ อุทธรณ์ตามข้อ ๑ ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ควบคุมสถานที่ตามมาตรา ๑๘ ที่เก็บรักษาคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี และให้ผู้ที่รับหนังสือนั้นออกใบรับอุทธรณ์ไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๔ ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ได้ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ และเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์
ข้อ ๕ ในการพิจารณาอุทธรณ์อย่างน้อยให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดพิจารณาจากคำวินิจฉัยหรือคำสั่งที่ถูกอุทธรณ์ คำอุทธรณ์ คำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ และเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่เห็นสมควร


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนที่ ๑๗ ก ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๖

คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอาจให้มีการจัดทำคำแก้อุทธรณ์หรือจะแสวงหาข้อเท็จจริงหรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก็ได้
ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจา ให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่จะอนุญาตให้มีการแถลงการณ์ด้วยวาจาหรือไม่ก็ได้ และหากอนุญาตให้แถลงการณ์ด้วยวาจาให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเปิดโอกาสให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับทราบและแถลงการณ์แก้ด้วยวาจาโดยอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้แถลงแทนก็ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องแจ้งกำหนดวันแถลงการณ์ให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าตามสมควร และต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้รับฟังแถลงการณ์ด้วยวาจาของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
ข้อ ๖ ในการพิจารณาอุทธรณ์ นอกจากจะต้องดำเนินการตามข้อ ๕ แล้วให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดำเนินการดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ถ้าเป็นการพิจารณาอุทธรณ์คำวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้นำข้อมูลดังต่อไปนี้มาประกอบการพิจารณา
(ก) ประวัติและข้อมูลส่วนตัวของผู้อุทธรณ์ เช่น ข้อมูลทางด้านการศึกษา สุขภาพนิสัยและความประพฤติ ประวัติการใช้ยาเสพติด ประวัติการกระทำผิด เป็นต้น
(ข) ผลการตรวจพิสูจน์ปัสสาวะหรือตัวอย่างของเหลวของผู้อุทธรณ์
(๒) ถ้าเป็นการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้นำข้อมูลดังต่อไปนี้มาประกอบการพิจารณา
(ก) สภาพร่างกายและสุขภาพโดยทั่วไปของผู้อุทธรณ์
(ข) ความน่าเชื่อถือของผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกัน
(ค) ความเสี่ยงหรือพฤติกรรมของผู้อุทธรณ์เกี่ยวกับการหลบหนี
(ง) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
ข้อ ๗ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สืบเสาะและพินิจเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพื่อประกอบการพิจารณา
ข้อ ๘ บรรดาเอกสารและหลักฐานที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส เป็นต้น นอกจากอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ ให้จัดทำสำเนาและให้ผู้ที่ยื่นเอกสารและหลักฐานนั้นลงนามรับรองแล้วคืนต้นฉบับให้ผู้นั้นไป
ข้อ ๙ ในการสอบถามผู้อุทธรณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้มีการบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหนังสือแล้วให้อ่านข้อความที่บันทึกไว้ให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังและลงลายมือชื่อของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน หากผู้นั้นลงลายมือชื่อไม่ได้หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้ลงบันทึกแจ้งเหตุที่ไม่มีการลงลายมือชื่อไว้
ข้อ ๑๐ อุทธรณ์ในเรื่องใดหรือประเด็นใดที่ได้มีการทิ้งอุทธรณ์หรือถอนอุทธรณ์แล้ว ห้ามมิให้อุทธรณ์ซ้ำในเรื่องนั้นหรือประเด็นนั้นอีก
ข้อ ๑๑ ผู้อุทธรณ์อาจขอถอนอุทธรณ์เมื่อใดก็ได้ แต่ต้องก่อนที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้ว ให้การพิจารณาอุทธรณ์นั้นเป็นอันระงับให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจำหน่ายอุทธรณ์นั้นเสีย
การถอนอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ควบคุมสถานที่ตามมาตรา ๑๘ ที่รับอุทธรณ์ไว้ตามข้อ ๓
ข้อ ๑๒ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้
(๑) วัน เดือน ปี ที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์
(๒) ข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยอุทธรณ์
(๓) ข้อกฎหมายหรือเหตุผลในการวินิจฉัยอุทธรณ์
(๔) ลายมือชื่อของกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทุกคนที่ร่วมพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น
ข้อ ๑๓ เมื่อได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้แจ้งให้ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ควบคุมสถานที่ตามมาตรา ๑๘ ที่รับอุทธรณ์ไว้ตามข้อ ๓ ทราบโดยเร็ว และให้ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ควบคุมสถานที่ดังกล่าวแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

                                                    ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖

(ลงชื่อ) พงศ์เทพ เทพกาญจนา
(นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๖(๑)

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด             
พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ลักษณะ ชนิด และประเภทของยาเสพติด สำหรับความผิดฐานเสพยาเสพติดตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง มีดังต่อไปนี้
(๑)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มี ๖ ชนิด ได้แก่
(ก)  เฮโรอีน
(ข)  เมทแอมเฟตามีน
(ค)  แอมเฟตามีน
(ง)  ๓,๔-เมทิลลิน ไดออกซิเมทแอมเฟตามีน
(จ)  เมทิลลีนไดออกซิแอมเฟตามีน
(ฉ)  เอ็น เอทิล เอ็มดิเอ หรือเอ็มดิอิ
(๒)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ มี ๒ ชนิด ได้แก่
(ก)  โคคาอีน
(ข)  ฝิ่น
(๓)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ มี ๑ ชนิด ได้แก่ กัญชา
ยาเสพติดให้โทษตาม (๑) และ (๒) ให้รวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว และเกล็ดใดๆ ของยาเสพติดให้โทษดังกล่าวด้วย

ข้อ ๒  ยาเสพติดตามข้อ ๑ สำหรับความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องมีปริมาณดังต่อไปนี้                                
(๑)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑

(ก)  เฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม                                                
(ข)  เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือมี


(๑) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนที่ ๑๗ ก ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๖


น้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม
(ค)  แอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม
(ง)  ๓,๔-เมทิลลินไดออกซิเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(จ)  เมทิลลินไดออกซีแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมาย      ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(ฉ)  เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีอี มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมาย    ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(๒)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒
(ก)  โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสองร้อยมิลลิกรัม
(ข)   ฝิ่นมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม
(๓)  ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ได้แก่ กัญชามีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม
ยาเสพติดให้โทษตาม (๑) และ (๒) ให้รวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น แต่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว และเกล็ดใดๆ ของยาเสพติดให้โทษดังกล่าวด้วย

                ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖

                (ลงชื่อ) พงศ์เทพ เทพกาญจนา
(นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงยุติธรรม
เรื่อง  กำหนดท้องที่และให้บังคับใช้บทบัญญัติหมวด ๓
ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฉบับที่ ๒)
.ศ. ๒๕๔๖ ๑
                               

ตามที่กระทรวงยุติธรรม ได้ประกาศกำหนดท้องที่และให้บังคับใช้บทบัญญัติหมวด ๓ ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ไปแล้วนั้น
เพื่อให้การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดท้องที่และให้บังคับใช้บทบัญญัติหมวด ๓ ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ดังต่อไปนี้

๑.  ให้ยกเลิกความในลำดับที่ ๑ - ๗๖ โดยให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

๑.  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๒.  จังหวัดลพบุรี
๓.  จังหวัดอ่างทอง
๔.  จังหวัดสระบุรี
๕.  จังหวัดปทุมธานี
๖.  จังหวัดชลบุรี
๗.  จังหวัดจันทบุรี
๘.  จังหวัดระยอง
๙.  จังหวัดฉะเชิงเทรา
๑๐.  จังหวัดนครราชสีมา
๑๑.  จังหวัดศรีสะเกษ
๑๒.  จังหวัดชัยภูมิ
๑๓.  จังหวัดขอนแก่น
๑๔.  จังหวัดมหาสารคาม
๑๕.  จังหวัดสกลนคร


๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑ ตอนพิเศษ ๔๔ ง ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๖

๑๖.  จังหวัดกาฬสินธุ์
๑๗.  จังหวัดเชียงใหม่
๑๘.  จังหวัดเชียงราย
๑๙.  จังหวัดลำปาง
๒๐.  จังหวัดแพร่
๒๑.  จังหวัดแม่ฮ่องสอน
๒๒.  จังหวัดพิษณุโลก
๒๓.  จังหวัดอุทัยธานี
๒๔.  จังหวัดนครปฐม
๒๕.  จังหวัดกาญจนบุรี
๒๖.  จังหวัดเพชรบุรี
๒๗.  จังหวัดราชบุรี
๒๘.  จังหวัดสมุทรสาคร
๒๙.  จังหวัดนครศรีธรรมราช
๓๐.  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๓๑.  จังหวัดระนอง
๓๒.  จังหวัดพังงา
๓๓.  จังหวัดสงขลา
๓๔.  จังหวัดนราธิวาส
๓๕.  จังหวัดปัตตานี
๓๖.  จังหวัดสตูล
๓๗.  กรุงเทพมหานคร
๓๘.  จังหวัดสมุทรปราการ
๓๙.  จังหวัดนนทบุรี
๔๐.  จังหวัดสิงห์บุรี
๔๑.  จังหวัดชัยนาท
๔๒.  จังหวัดนครนายก
๔๓.  จังหวัดปราจีนบุรี
๔๔.  จังหวัดตราด
๔๕.  จังหวัดอุบลราชธานี
๔๖.  จังหวัดสุรินทร์
๔๗.  จังหวัดบุรีรัมย์
๔๘.  จังหวัดยโสธร
๔๙.  จังหวัดอำนาจเจริญ
๕๐.  จังหวัดร้อยเอ็ด
๕๑.  จังหวัดมุกดาหาร
๕๒.  จังหวัดหนองบัวลำภู
๕๓.  จังหวัดอุดรธานี
๕๔.  จังหวัดนครพนม
๕๕.  จังหวัดลำพูน
๕๖.  จังหวัดพะเยา
๕๗.  จังหวัดนครสวรรค์
๕๘.  จังหวัดกำแพงเพชร
๕๙.  จังหวัดสุโขทัย
๖๐.  จังหวัดเพชรบูรณ์
๖๑.  จังหวัดพิจิตร
๖๒.  จังหวัดสุพรรณบุรี
๖๓.  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๖๔.  จังหวัดสมุทรสงคราม
๖๕.  จังหวัดภูเก็ต
๖๖.  จังหวัดชุมพร
๖๗.  จังหวัดกระบี่
๖๘.  จังหวัดตรัง
๖๙.  จังหวัดยะลา
๗๐.  จังหวัดพัทลุง
๗๑.  จังหวัดสระแก้ว
๗๒.  จังหวัดหนองคาย
๗๓.  จังหวัดเลย
๗๔.  จังหวัดน่าน
๗๕.  จังหวัดตาก
๗๖.  จังหวัดอุตรดิตถ์”

๒.  ให้ยกเลิกความในวรรคสอง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ให้ท้องที่ตามประกาศนี้ ลำดับที่ ๑-๓๖ บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ และท้องที่ ลำดับที่๓๗-๗๖ บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๖ เป็นต้นไป”

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๒๒)
ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๙๕
 


    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้โภคภัณฑ์ดังต่อไปนี้เป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุมตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๒๒
(๑) น้ำยาเคมี อีเทอร์ (Ether)
(๒) น้ำยาเคมี คลอโรฟอร์ม (Chloroform)
( ๑)ข้อ ๒ ให้ผู้มีตำแหน่งดังต่อไปนี้ ในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์ตามข้อ ๑ คือ
(๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(๒) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(๓) ปลัดจังหวัด
(๔) ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
(๕) ผู้ตรวจการพาณิชย์
(๖) พาณิชย์จังหวัด
(๗) นายอำเภอ
(๘) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(๙) ปลัดอำเภอ
(๑๐) ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป


(๑) ข้อความเดิมถูกเปลี่ยนแปลงโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕) และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทน
        หมายเหตุ  กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๙๙ ตอนที่ ๙๑ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๕


(๑๑) ข้าราชการในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ทั้งนี้ภายในท้องที่หรือเขตอำนาจของตน

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๒

(ลงชื่อ) พลเอก   เล็ก  แนวมาลี
(เล็ก แนวมาลี)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
(ลงชื่อ)   อบ  วสุรัตน์
(นายอบ วสุรัตน์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๙๖ ตอนที่ ๑๘๓ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๒)

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๙๕

 


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้กรดแอซิติกล้วน (Glacial acetic acid. CH3-COOH) หรือชื่อที่เรียกเป็นอย่างอื่นแต่มีสูตรโครงสร้างอย่างเดียวกันนี้ ที่มีความบริสุทธิ์ตั้งแต่ร้อยละ ๙๐ คิดตามอัตราส่วนน้ำหนักต่อน้ำหนัก และมีปริมาณตั้งแต่ ๑๐ กิโลกรัมขึ้นไป เป็นโภคภัณฑ์ควบคุม
ข้อ ๒ ให้ผู้มีตำแหน่งดังต่อไปนี้ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์ตามกฎกระทรวงนี้
(๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(๒) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(๓) ปลัดจังหวัด
(๔) ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
(๕) ผู้ตรวจการพาณิชย์
(๖) พาณิชย์จังหวัด
(๗) นายอำเภอ
(๘) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(๙) ปลัดอำเภอ
(๑๐) ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(๑๑) ข้าราชการในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ทั้งนี้ภายในท้องที่หรือเขตอำนาจของตน

ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ) พลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี
(อิสระพงศ์ หนุนภักดี)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
(ลงชื่อ) อมเรศ ศิลาอ่อน
(นายอมเรศ ศิลาอ่อน)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๒๐ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๖)

 

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง *
ว่าด้วยการกำหนดให้สารกาเฟอีนเป็นโภคภัณฑ์ควบคุม
และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๕๔๕
 


    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕
ข้อ ๒   ให้สารกาเฟอีน (Caffeine) ชื่อทางเคมี 3, 7-Dihydro-1, 3, 7-trimethyl-1H-purine-2, 6-dione; 1, 3, 7-trimethylxanthine; 1, 3, 7-trimethyl-2, 6-di-oxopurine; coffeine; thein;guaranine;methyltheobromine; สูตรทางเคมี C8H10N4O2 และเกลือของสารดังกล่าวตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ ๒๙๓๙.๓๐ และ ๓๐๐๓.๔๐ ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีนและยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นโภคภัณฑ์ควบคุมตามกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๓ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์ตามกฎกระทรวงนี้
(๑) สำหรับจังหวัดทุกจังหวัด
(ก) อธิบดีกรมการค้าภายใน
(ข) รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
(ค) ข้าราชการกรมการค้าภายในซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป
(ง) ข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

(๒) สำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
(ก) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(ข) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(ค) ปลัดจังหวัด
(ง) ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๒๐ ก ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๕

(จ)   พาณิชย์จังหวัด
(ฉ) นายอำเภอ
(ช) ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(ซ) ปลัดอำเภอ
(ฌ) ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(ญ) ข้าราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไปที่ปฏิบัติงานในจังหวัดนั้น
ทั้งนี้ ภายในท้องที่หรือเขตอำนาจของตน *

                                                                    ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕


วันมูหะมัดนอร์ มะทา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

 


หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการนำสารกาเฟอีนไปใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงอันเป็นการทำลายสวัสดิภาพของประชาชนสมควรกำหนดให้สารกาเฟอีนและเกลือของสารดังกล่าวทุกชนิด ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีนและยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่และมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นโภคภัณฑ์ควบคุม และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

 

 

 


ประกาศกระทรวงพาณิชย์ *
เรื่อง  การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร
ซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine)
พ.ศ. ๒๕๔๕
 


    ด้วยปรากฏว่าได้มีการนำสารกาเฟอีน (Caffeine) ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมไปใช้ในการผลิตยาเสพติด อันก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ สุขอนามัย สังคมและความมั่นคงของประเทศ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ (๒) และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒   ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓   ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ข้อ ๔   ให้สารกาเฟอีน (Caffeine) ชื่อทางเคมี 3, 7-Dihydro-1, 3, 7-trimethyl-1H-purine-2, 6-dione; 1, 3, 7-trimethylxanthine; 1, 3, 7-trimethyl-2, 6-di-oxopurine; coffeine; thein; guaranine; methyltheobromine; สูตรทางเคมี C8H10N4O2 และเกลือของสารดังกล่าวตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ ๒๙๓๙.๓๐ และ ๓๐๐๓.๔๐ ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีน และยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร

                                                                                    ประกาศ ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕

อดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

 

 


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๑๑ ง ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

 

 

 

 

 


ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ *
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและ
การนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine)
พ.ศ. ๒๕๔๕
 


    ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้สารกาเฟอีนเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร สมควรกำหนดเอกสารหรือหลักฐานประกอบคำขออนุญาตเพื่อให้การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ (๖) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑       ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒      ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓       ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ข้อ ๔       ในการขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) และเกลือของสารดังกล่าวตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ ๒๙๓๙.๓๐ และ ๓๐๐๓.๔๐ ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีน และยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้ยื่นคำร้องขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมหนังสือแจ้งข้อมูลการขอส่งออกไปนอกราชอาณาจักรหรือหนังสือรับรองการนำหรือสั่งสารกาเฟอีนเข้ามาในราชอาณาจักรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณี และบัญชีราคาสินค้า (Invoice) หรือใบเสนอราคาสินค้าล่วงหน้า (Proforma Invoice) หรือเอกสารทางการค้าอื่นใดที่แสดงถึงรายละเอียดการซื้อขายสินค้าดังกล่าว

 

 

 

 

 


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๑๑ ง ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

 

 

 

 

 

 


ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ *
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและ
การนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine)
พ.ศ. ๒๕๔๕
 


    ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้สารกาเฟอีนเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร สมควรกำหนดเอกสารหรือหลักฐานประกอบคำขออนุญาตเพื่อให้การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ (๖) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑       ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕”
ข้อ ๒      ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓       ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. ๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ข้อ ๔       ในการขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) และเกลือของสารดังกล่าวตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ ๒๙๓๙.๓๐ และ ๓๐๐๓.๔๐ ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีน และยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้ยื่นคำร้องขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรพร้อมหนังสือแจ้งข้อมูลการขอส่งออกไปนอกราชอาณาจักรหรือหนังสือรับรองการนำหรือสั่งสารกาเฟอีนเข้ามาในราชอาณาจักรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณี และบัญชีราคาสินค้า (Invoice) หรือใบเสนอราคาสินค้าล่วงหน้า (Proforma Invoice) หรือเอกสารทางการค้าอื่นใดที่แสดงถึงรายละเอียดการซื้อขายสินค้าดังกล่าว


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๑๑ ง ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕


ข้อ ๕      ให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศรักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕
อดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

 

 

 

 

ประกาศกรมการขนส่งทางบก
เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจหรือทดสอบสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า)
และกำหนดเจ้าพนักงาผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาต
ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ ในขณะปฏิบัติหน้าที่รับการตรวจหรืทดสอบว่ามีสารนั้นอยู่ในร่างกายหรือไม่ *

___________________

    ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจหรือทดสอบสาร อันเกิดจากการเสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ยาบ้า) และกำหนดเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถในขณะปฏิบัติหน้าที่รับการตรวจหรือทดสอบสารนั้นอยู่ในร่างกายหรือไม่ และต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศกำหนดให้วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทแอมฟาตามีนและเมทแอมพาตามีน (ยาบ้า) เป็นยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) มีผลทำให้ประกาศกรมการขนส่งทางบกดังกล่าวสิ้นสุดลงไปโดยผลของประกาศดังกล่าว ประกอบกับในปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้มีการดำเนินการปรับปรุงอัตราโทษสำหรับผู้เสพยาเสพติดให้โทษตามที่บัญญัติไว้ในกฏหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบกให้มีอัตราโทษเท่ากับที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีปัญหาข้อกฎหมายและนอกจากนี้ยังเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจนอกห้องปฏิบัติด้วย กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกประกาศยกเลิกกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ  ดังกล่าวไปแล้ว นั้น
โดยที่กรมการขนส่งทางบกได้รับแจ้งจากสำนักงาน ป.ป.ส. ว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจในการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจหรือทดสอบสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) จึงใคร่ขอความร่วมมือกรมการขนส่งทางบกออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ เพื่อสำนักงาน ป.ป.ส. จะได้ดำเนินการกับผู้ประจำรถที่เสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) ได้ ฉะนั้น เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการที่จะปราบปรามและป้องกันผู้ประจำรถที่เสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) อาศัยอำนาจตามความมาตรา ๑๐๒ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจหรือทดสอบสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) และกำหนดเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถในขณะปฏิบัติหน้าที่รับการตรวจหรือทดสอบว่ามีสารนั้นอยู่ในร่างกายหรือไม่ ไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ในประกาศนี้


* ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับทั่วไป เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๔๕ ง ลงวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑


“การตรวจหรือทดสอบสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ” หมายความว่า การตรวจหรือทดสอบหาระดับหรือปริมาณของแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษในปัสสาวะ
ข้อ ๒  ให้ผู้ตรวจการ พนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตรวจหรือทดสอบ    หรือสั่งให้ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่รับการตรวจหรือทดสอบว่ามีสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่
(๑) ผู้ตรวจการในส่วนตรวจการขนส่ง สำนักควบคุมการขนส่ง กรมการขนส่งทางบกมีอำนาจทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และในเขตอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
(๒) ให้ผู้ตรวจการในสำนักงานขนส่งจังหวัด และสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขามีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๓) ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล หรือรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลหรือผู้ที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๔) พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจจราจรซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่รองสารวัตรขึ้นไป หรือผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๕) ผู้บังคับการภูธรจังหวัดหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนั้นมีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๖) ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอ หรือรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ หรือผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๗) รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอ หรือสารวัตรสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอ                             หรือผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๘) รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบล หรือสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบล หรือผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๙) พนักงานสอบสวนกองตำรวจทางหลวงซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่รองสารวัตรขึ้นไป หรือผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้นๆ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ
(๑๐) เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ มีอำนาจเฉพาะในเขตท้องที่ความรับผิดชอบ

ข้อ ๓  วิธีการตรวจหรือทดสอบหาระดับหรือปริมาณยาเสพติดให้โทษ ให้ถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจหรือทดสอบให้ใช้ “ชุดน้ำยาตรวจยาบ้าในปัสสาวะของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข” หรือเครื่องมือตรวจสอบโดยวิธี Immunoassay ซึ่งเป็นวิธีที่ยอมรับโดยสากล
(๒) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บปัสสาวะให้ใช้ขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกปากกว้างพร้อมฝาปิดขนาดบรรจุประมาณ ๖๐ มิลลิลิตร โดยขวดที่นำมาใช้ต้องสะอาดและแห้ง และให้มีฉลากและกระดาษกาว  เพื่อใช้สำหรับปิดผนึกขวดตัวอย่างปัสสาวะด้วย
(๓) วิธีเก็บปัสสาวะให้ถือปฏิบัติดังนี้
(ก)  จัดให้มีผู้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใดๆ ที่ทำให้ปัสสาวะนั้นเกิดการเจือจาง หรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง
(ข) ให้บันทึกหมายเลขประจำขวด และชื่อ-นามสกุล ของผู้รับการตรวจสอบบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ
(ค) ให้ขวดแก่ผู้รับการตรวจ นำไปถ่ายปัสสาวะจำนวนประมาณ ๓๐ มิลลิลิตรหรือครึ่งขวด
(๔) ในกรณีที่ใช้ชุดน้ำยาตรวจยาบ้าในปัสสาวะของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบหรือทดสอบ และจัดให้มีเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจหรือทดสอบ ดังนี้
(ก)  น้ำยาตรวจสอบเป็นน้ำยาเคมีบรรจุขวดแก้ว ประมาณ ๓๐ มิลลิลิตร จำนวน ๒ ขวด
(ข) แถบเทียบสี จำนวน ๑ แผ่น (ผลบวก)
(ค) แผ่นผลบวก จำนวน ๑ แผ่น
(ง) หลอดเทียบผลบวก จำนวน ๑ หลอด
(จ) หลอดเทียบผลลบ จำนวน ๑ หลอด
(ฉ) หลอดตรวจปัสสาวะเป็นหลอดแก้วมีขีดระดับข้างหลอด บรรจุผงเคมีสีขาวผนึกด้วยพาราฟิล์ม จำนวน ๕๐ หลอด
(ช) หลอดพลาสติกสีขาว (หมายเลข ๑) สำหรับดูดน้ำยาทดสอบ จำนวน ๕๐ หลอด
(ซ) หลอดพลาสติกสีขาว (หมายเลข ๒) สำหรับดูดตัวอย่างปัสสาวะ จำนวน ๕ หลอด
(ฌ) ถุงมือ จำนวน ๕ คู่
(ญ) ขวดพลาสติกขนาด ๖๐ มิลลิลิตร สำหรับเก็บตัวอย่างปัสสาวะ จำนวน ๕๐ ใบ                                    
แถบกาวพลาสติก ขนาด ๑ 5 ๔ นิ้ว สำหรับผนึกฝาขวด จำนวน ๑ ม้วน ฉลากสำหรับปิดขวดบรรจุตัวอย่างปัสสาวะ
จำนวน ๕๐ แผ่น และกระดาษเช็ดมือ จำนวน ๑ ห่อ
(๕) วิธีใช้ชุดน้ำยาตรวจสอบ
(ก)  เตรียมหลอดเทียบผลบวกและหลอดเทียบผลลบ
(ข) หยิบแผ่นผลบวกใส่ในหลอดเทียบผลบวก
(ค)    ใช้หลอดดูดตัวอย่างปัสสาวะที่ต้องการตรวจใส่ในหลอดเทียบผลบวกและหลอดเทียบผลลบจนถึงขีดระดับที่ ๑
(ง) เขย่าหลอดไปมาประมาณ ๒๐ ครั้ง
(จ) ใช้หลอดดูด (หมายเลข ๒) ดูดน้ำยาตรวจสอบใส่ลงในหลอดทั้งสองจนถึงขีดระดับที่ ๒                             
เขย่าประมาณ ๒๐ ครั้ง
(ฉ) ตั้งทิ้งไว้ประมาณ ๑-๒ นาที เพื่อให้แยกชั้น
(ช) อ่านผล (เทียบกับแถบเทียบสี)
(๖) การเทียบผลบวกและผลลบ
(ก)   หลอดเทียบผลบวก น้ำยาชั้นล่างต้องเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วงแดง
(ข) หลอดเทียบผลลบ น้ำยาชั้นล่างต้องไม่เปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง (อาจเป็นสีเขียว เหลือง ฟ้า หรือเทา)
(๗) วิธีการตรวจ
(ก)  ใช้หลอดดูด (หมายเลข ๑) ดูดตัวอย่างปัสสาวะใส่ลงในหลอดตรวจจนถึงขีดระดับที่ ๑ เขย่าประมาณ ๒๐ ครั้ง
(ข) ใช้หลอดดูด (หมายเลข ๒) ดูดน้ำยาทดสอบเติมลงในหลอดตรวจ ที่ใส่ปัสสาวะไว้จนถึงขีดระดับที่ ๒ เขย่าประมาณ ๒๐ ครั้ง
(ค) ตั้งทิ้งไว้ประมาณ ๑-๒ นาที
(๘)  การอ่านผล
(ก)  ผลบวก น้ำยาชั้นล่างจะเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีม่วงหรือสีม่วงแดง (เทียบกับหลอดเทียบผลบวก)
(ข) ผลลบ น้ำยาชั้นล่างไม่เปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือสีม่วงแดง (เทียบกับหลอดเทียบผลลบ)
การอ่านผลตามวรรคหนึ่งอาจมีสารบางชนิดที่รบกวนการตรวจสอบได้ดังนี้
(ก) สารในกลุ่มยาแก้หวัด เช่น ซูโดอีเพครีน คลอร์เฟนิรามีน เพนิลโปรบาโนลามีน                         
เพนิลเอฟรีน
(ข) ยาแก้ไอ โคเดอีน ในปริมาณสูงๆ
(ค) ยารักษาโรคไต จะทำให้ปัสสาวะที่ถูกขับออกจากร่างกายมีสีน้ำเงิน ซึ่งรบกวนการอ่านผลการเปลี่ยนแปลงของน้ำยา
ในกรณีที่ปัสสาวะให้ผลบวก ต้องส่งปัสสาวะส่วนที่เหลือให้สถานตรวจพิสูจน์ยืนยันผลอีกครั้ง โดยให้ส่งในสภาพแช่เย็น เพื่อมิให้ตัวอย่างเสื่อมสลาย
(๙) เกณฑ์การตัดสิน
เมื่ออ่านผลแล้วปรากฏว่า ให้ผลบวกโดยมีปริมาณเอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะตั้งแต่ ๓ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป ให้ถือว่าผู้รับการตรวจอาจเสพสารแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)
(๑๐) กรณีที่ตรวจหรือทดสอบโดยใช้เครื่องมือตรวจสอบโดยวิธี Immunoassay ให้ถือปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือวิธีการตรวจสอบของเครื่องมือแต่ละชนิดและถ้าปรากฏว่าผลการตรวจพบว่ามีสารแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน(ยาบ้า)ในปัสสาวะตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป ให้ถือว่าผู้รับการตรวจ  อาจเสพสารแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามี (ยาบ้า)
ข้อ ๔  เมื่อได้ผลการตรวจตามข้อ ๓ (๗) (๘) (๙) หรือ (๑๐) ให้เจ้าพนักงานผู้ทำการตรวจหรือทดสอบ บรรจุปัสสาวะของผู้รับการตรวจนั้นลงในอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บปัสสาวะตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ (๒) และปิดให้สนิท พร้อมทั้งผนึกทับปากขวดด้วยแถบกาว โดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจกำกับไว้ และเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทำการตรวจรับจัดส่งตัวอย่างปัสสาวะ (ในสภาพแช่เย็น) ไปยังสถานตรวจพิสูจน์ของส่วนราชการตามข้อ ๕
ข้อ ๕  สถานตรวจพิสูจน์ของส่วนราชการที่สามารถตรวจยืนยันผลและความถูกต้องของการตรวจมีดังนี้
(๑)  หน่วยงานในสังกัดกรมตำรวจ
(ก) สถาบันนิติเวชวิทยา
(ข) กองพิสูจน์หลักฐาน
(ค) สำนักงานวิทยาการเขต
(ง) วิทยาการจังหวัด
(๒) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
(ก) โรงพยาบาลศูนย์ของรัฐ
(ข) โรงพยาบาลจังหวัด
(ค) โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลธัญญารักษ์
(ง) หน่วยงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น กองวัตถุเสพติด และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์
(๓) สำนักงาน ป.ป.ส.
ข้อ ๖  เพื่อให้การตรวจหรือทดสอบตามประกาศนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการแพทย์และรัดกุมมายิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาในข้อกฏหมายและปัญหาในทางปฏิบัติ ฉะนั้น ในการออกปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจหรือทดสอบหาระดับหรือปริมาณสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) จากผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถในขณะปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละครั้ง ให้ออกปฏิบัติการโดยมีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสถานตรวจพิสูจน์ของทางราชการตามที่ระบุไว้ในข้อ ๕ เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมด้วยทุกครั้ง
ข้อ ๗  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

             ประกาศ ณ วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑

(ลงชื่อ) พงศกร เลาหวิเชียร
(นายพงศกร เลาหวิเชียร)
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

 

 

 

 

 


กฎกระทรวง
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่
ซึ่งได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน
พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑
                               

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการ จัดให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาว่าได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โดยตรวจจากปัสสาวะของผู้ขับขี่ด้วยวิธีการตามลำดับ ดังต่อไปนี้
(๑)  การตรวจสอบเบื้องต้น ให้ใช้วิธีการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี (Color Test) หรือการทดสอบปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassays) โดยปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อ ๒ และข้อ ๓
(๒)  การตรวจยืนยันผล ให้ใช้วิธีการตรวจสารเสพติดโดยแยกสารผสมออกจากกัน(Chromatography) เพื่อยืนยันผลการตรวจพิสูจน์ตาม (๑)
เพื่อให้การทดสอบตาม (๑) เป็นไปโดยถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการแพทย์ยิ่งขึ้นให้ผู้มีความรู้ความชำนาญจากหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดตามที่ระบุไว้ในข้อ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการ ด้วยทุกครั้ง
ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควรที่ไม่อาจรอบุคคลตามข้อ ๔ เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ได้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการ จะดำเนินการตาม (๑) โดยไม่รอบุคคลดังกล่าวก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวไว้ด้วย
ข้อ ๒  วิธีการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี (Color Test) หรือการทดสอบปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassays) เพื่อตรวจคัดกรองปริมาณสารเสพติด ซึ่งเป็นการทดสอบหรือการตรวจสอบตามข้อ ๑ ให้ปฏิบัติดังนี้
(๑)  อุปกรณ์สำหรับเก็บปัสสาวะให้ใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกปากกว้าง พร้อมฝาปิดขนาดบรรจุขวดประมาณ ๖๐ มิลลิลิตร โดยขวดที่นำมาใช้ต้องสะอาด แห้ง และมีฉลากและกระดาษกาวเพื่อใช้สำหรับปิดผนึกขวดเก็บปัสสาวะด้วย
(๒)  วิธีการในการเก็บปัสสาวะให้ปฏิบัติดังนี้


๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑ ตอนที่ ๙๒ ก ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๘

(ก)  จัดให้มีการควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใดๆ ที่ทำให้ปัสสาวะนั้นเกิดการเจือจางหรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง
(ข)  บันทึกหมายเลขประจำขวด ชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ของผู้รับการตรวจ และวันเวลา ที่ทำการเก็บปัสสาวะบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ
(ค)  มอบขวดให้แก่ผู้รับการตรวจนำไปถ่ายปัสสาวะจำนวนประมาณ ๓๐ มิลลิลิตรหรือครึ่งขวด และให้ผู้รับการตรวจลงลายมือชื่อกำกับบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ
(๓)  การทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี (Color Test) หรือการทดสอบปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassays) ตามข้อ ๑ (๑) ให้ถือปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือวิธีการตรวจสอบของเครื่องมือแต่ละชนิด
ข้อ ๓  เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำการทดสอบตามข้อ ๑ (๑) จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญหรือผ่านการอบรมในเรื่องการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดจากหน่วยงานในข้อ ๔ มาแล้ว
เมื่อปรากฏผลการทดสอบในเบื้องต้นตามข้อ ๑ (๑) ว่าอาจมีสารเสพติด ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำการทดสอบปิดขวดเก็บปัสสาวะที่เหลือของผู้รับการตรวจให้สนิท พร้อมทั้งผนึกทับปากขวดด้วยแถบกาวโดยมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำการทดสอบและผู้รับการตรวจกำกับไว้ แล้วให้รีบจัดส่งขวดเก็บปัสสาวะดังกล่าวในสภาพแช่เย็นไปยังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามข้อ ๔ โดยเร็ว เพื่อตรวจยืนยันผลและความถูกต้องโดยใช้วิธีการตามข้อ ๑ (๒)
ข้อ ๔  ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดังต่อไปนี้ มีอำนาจตรวจยืนยันผลและความถูกต้องว่าตัวอย่างปัสสาวะของผู้ขับขี่มียาเสพติดให้โทษตามข้อ ๑ (๒) หรือไม่
(๑)  สถาบันนิติเวชวิทยา กองพิสูจน์หลักฐาน หรือกองกำกับการวิทยาการเขต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒)  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(๓)  โรงพยาบาลของรัฐ หรือสำนักยาและวัตถุเสพติดหรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
(๔)  หน่วยงานอื่นของรัฐหรือสถาบันอื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ข้อ ๕  ถ้าผลการตรวจสอบตามข้อ ๑ (๑) ปรากฏว่ามีปริมาณของสารเสพติดตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป และผลการตรวจยืนยันตามข้อ ๑ (๒) ปรากฏว่ามีชนิดของสารเสพติดตามข้อ ๑ ในปัสสาวะของผู้รับการตรวจ ให้ถือว่าผู้รับการตรวจเป็นผู้เสพยาเสพติดให้โทษดังกล่าว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

พลอากาศเอก คงศักดิ์  วันทนา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่ว่าได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ และโดยที่มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวต้องกำหนดโดยกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

 

 

 



กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติความร่วมมือ
ระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕

              อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

หมวด ๑
การส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยไปเบิกความ
เป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

 ข้อ ๑       เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขัง
ในประเทศไทยไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ
(๑)  ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นเป็นการจำเป็น และคำร้องขอนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้กับทั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและมีเอกสารหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการนั้น ตลอดจนไม่มีเหตุที่จะเลื่อนหรือระงับการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นแล้ว ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งผลการพิจารณา พร้อมทั้งส่งคำร้องขอและเอกสารหลักฐานเกี่ยวข้องให้บุคคลดังต่อไปนี้ เพื่อให้ดำเนินการสอบถามความสมัครใจของบุคคลซึ่งถูกคุมขังนั้น
(ก)  ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายใต้การคุมขังของกรมราชทัณฑ์ให้ส่งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการ
(ข)   ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่นให้ส่งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นเพื่อดำเนินการ แล้วแจ้งผลการดำเนินการให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบ
ทั้งนี้ โดยให้ทำตามแบบ ผก.๑ ท้ายกฎกระทรวงนี้
ในการส่งคำร้องขอและเอกสารหลักฐานตาม (๑) ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งข้อเท็จจริงที่                                 
เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและชัดเจน รวมทั้งให้แจ้งถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังนั้นพึงมีตามกฎหมายตามสนธิสัญญา หรือตามที่ประเทศผู้ร้องขอได้ให้คำรับรองไว้กับประเทศไทยด้วย
(๒)   ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นไม่เป็นการจำเป็น หรือคำร้องขอนั้นไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้ หรืออาจให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นบางประการ หรือมิได้ดำเนินการตามขั้นที่กฎหมายกำหนด หรือมีเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือมีเหตุที่จะเลื่อนหรือระงับการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมด้วยเหตุผล หรือแจ้งเงื่อนไขที่จำเป็น หรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ
ข้อ ๒      ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังได้แสดงความสมัครใจที่จะไปเบิกความเป็นพยานในประเทศ ผู้ร้องขอ หากต่อมาประสงค์จะถอนความสมัครใจ บุคคลนั้นอาจแสดงเจตนาถอนความสมัครใจเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งคุมขังบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ก่อนการเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ ในกรณีที่บุคคลนั้นได้แสดงเจตนาถอนความสมัครใจต่อหัวหน้าส่วนราชการอื่น ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบทันที
ในการถอนความสมัครใจตามวรรคหนึ่ง หากมีค่าใช้จ่ายใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินการส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังเพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอเกิดขึ้น ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะถอนความสมัครใจและประเทศไทยหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนนั้นให้บุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในส่วนนั้น
ข้อ ๓   ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งผลการสอบถามความสมัครใจตามข้อ ๑(๑) พร้อมทั้งส่งคำร้องขอ แบบสอบถามความสมัครใจ และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็ว
ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังดังกล่าวสมัครใจไปเบิกความ แต่ภายหลังได้ถอนความสมัครใจตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบทันที
ข้อ ๔   เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับแจ้งตามข้อ ๓ แล้ว ให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑)   ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังไม่สมัครใจหรือถอนความสมัครใจที่จะไปเบิกความเป็นพยานใน                             
ประเทศผู้ร้องขอ ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งเหตุผลให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ
(๒)   ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังสมัครใจไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอให้ ผู้ประสานงานกลางแจ้งการรับดำเนินการตามคำร้องขอให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ และแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์พร้อมทั้งส่งคำร้องขอ แบบสอบถามความสมัครใจและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการส่งบุคคลนั้นไปยังประเทศผู้ร้องขอต่อไป
ข้อ ๕    เมื่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้รับแจ้งจากผู้ประสานงานกลางให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังไปเบิกความ                            
เป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑)   ในกรณีที่บุคคลนั้นอยู่ภายใต้การคุมขังของกรมราชทัณฑ์ ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการ                  
ส่งตัวบุคคลนั้นไปยังประเทศผู้ร้องขอ
(๒)   ในกรณีที่บุคคลนั้นอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่น ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์  แจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นเพื่อส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการต่อไป
ข้อ ๖   ในระหว่างที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งคุมขังบุคคลที่สมัครใจจะไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ แล้วแต่กรณี กำลังดำเนินการตามข้อ ๕ อยู่แต่บุคคลดังกล่าว ได้แสดงเจตนาถอนความสมัครใจตามข้อ ๒ วรรคหนึ่งก่อนที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบทันที และให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งเหตุผลให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ
ข้อ ๗   เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับแจ้งจากประเทศผู้ร้องขอว่าจะส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยที่ได้ส่งไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอตามข้อ ๕ กลับมายังประเทศไทยให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการรับตัวบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยต่อไป
ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่นตามข้อ ๕(๒) เมื่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้รับตัวบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยแล้ว ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นต่อไป
  ข้อ ๘      ในการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามข้อ ๕ หรือข้อ ๗ ให้ผู้ประสานงานกลาง                                
ประสานงานกับประเทศผู้ร้องขอ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องกำหนดการเดินทาง สถานที่ เอกสารการเดินทางของบุคคลซึ่งถูกคุมขัง ระยะเวลา พนักงานเจ้าหน้าที่หรือข้อเท็จจริงอื่นที่จำเป็นในการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลนั้นตามข้อ ๕ หรือข้อ ๗
เมื่อได้ดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามข้อ ๕ หรือข้อ ๗ แล้ว ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็ว

 

หมวด ๒
การรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความ
เป็นพยานในประเทศไทย

ข้อ ๙       เมื่อได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศขอส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศ                                              
ผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย
(๑)   ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่า คำร้องขอ
ดังกล่าวเป็นการจำเป็นและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้กับทั้งการดำเนินการตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด และมีเอกสารหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการนั้นแล้วให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(ก)    แจ้งการรับดำเนินการตามคำร้องขอให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ
(ข)    แจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการรับตัวบุคคลดังกล่าว และ
(ค)   แจ้งอัยการพิเศษฝ่ายคดีเพื่อให้แจ้งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการสืบพยานต่อไป
(๒)   ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าคำร้องขอนั้นไม่เป็นการจำเป็น หรือคำร้องขอนั้นไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้หรืออาจให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นบางประการ หรือมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หรือมีเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วนให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมด้วยเหตุผลหรือแจ้งเงื่อนไขที่จำเป็น หรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ
ข้อ ๑๐     ในการรับตัวบุคคลตามข้อ ๙ มาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทยให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์    
มีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปคุมขังที่เรือนจำหรือสถานคุมขังของกรมราชทัณฑ์ แต่ถ้าผู้นั้นเป็นเด็กหรือเยาวชน   ให้ส่งตัวไปควบคุมไว้ ณ สถานพินิจ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
ในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือมีสนธิสัญญากำหนดเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ หรือประเทศผู้ร้องขอได้ขอทำความตกลงให้กำหนดเป็นอย่างอื่น ผู้ประสานงานกลางจะแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบเพื่อส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังดังกล่าวไปยังสถานที่อื่นที่เหมาะสมกว่าก็ได้
ข้อ ๑๑     เมื่อบุคคลซึ่งถูกคุมขังเบิกความเป็นพยานเสร็จแล้วให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบแจ้งอัยการพิเศษฝ่ายคดี อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการส่งตัวบุคคลนั้นกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอต่อไป
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องส่งตัวบุคคลนั้นกลับประเทศผู้ร้องขอก่อนที่จะเบิกความเป็นพยานแล้วเสร็จให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการส่งตัวบุคคลนั้นกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอทันที
ข้อ ๑๒    ให้นำความในข้อ ๘ มาใช้บังคับการรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทยและการส่งตัวบุคคลดังกล่าวกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอโดยอนุโลม

หมวด ๓
เบ็ดเตล็ด

ข้อ ๑๓    ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติการดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้
เมื่อได้มีการวางระเบียบตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบ
ข้อ ๑๔    ให้ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวหรือบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามมาตรา ๒๖ ให้ความช่วยเหลือแก่อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังให้เป็นไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ข้อ ๑๕    ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติการตามกฎกระทรวงนี้ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบเพื่อพิจารณาแก้ไขแล้วให้ผู้ประสานงานกลางรายงานการดำเนินการให้นายกรัฐมนตรีทราบ

                ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

(ลงชื่อ)       ชวน หลีกภัย
(นายชวน หลีกภัย)
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :   เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๖ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติความร่วมมือ  
ระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้ออกกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ และรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๗ ก. เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๗


**DOWNLOAD**
แบบสอบถามความสมัครใจของบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทย เพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

 

 

 

 

 

 


ระเบียบของผู้ประสานงานกลาง
ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือและการขอความช่วยเหลือ
ตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา
พ.ศ. ๒๕๓๗

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗(๕) มาตรา ๑๐ วรรคสอง มาตรา ๑๖ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ วรรคสาม มาตรา ๒๕ วรรคสอง และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้ประสานงานกลางออกระเบียบได้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑       ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบของผู้ประสานงานกลางว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือและการขอความช่วยเหลือตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๗”
ข้อ ๒      ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓       การให้ความช่วยเหลือและการขอความช่วยเหลือตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ เว้นแต่ในกรณีที่ได้มีสนธิสัญญากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญานั้น
ข้อ ๔       ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่ให้ความช่วยเหลือหรือขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศแจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบเพื่อพิจารณาแก้ไขแล้วให้ผู้ประสานงานกลางรายงานผลการดำเนินการให้นายกรัฐมนตรีทราบ

หมวด ๑
การให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ
ส่วนที่ ๑
คำร้องขอ

ข้อ ๕      คำร้องขอจากต่างประเทศเพื่อให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา อย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)   ชื่อหน่วยงานของประเทศผู้ร้องขอที่ประสงค์จะขอความช่วยเหลือ
(๒)   เรื่องที่ขอความช่วยเหลือ รวมทั้งรายละเอียดและข้อสนเทศอื่นที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามคำร้องขอ
(๓)   วัตถุประสงค์และความจำเป็นที่ต้องขอความช่วยเหลือ
(๔)   รายละเอียดอื่นที่จำเป็นสำหรับคำร้องขอในแต่ละประเภทตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ ถึงข้อ ๑๓
แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ประเทศผู้ร้องขอไม่ได้ทำสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญากับประเทศไทย ประเทศผู้ร้องขอจะต้องแสดงว่าจะให้ความช่วยเหลือในทำนองเดียวกันเมื่อประเทศไทยเป็นผู้ร้องขอ
คำร้องขอและเอกสารประกอบคำร้องขอดังกล่าว ถ้าทำเป็นภาษาอื่นที่มิใช่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ จะต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่รับรองความถูกต้องด้วย
ข้อ ๖       คำร้องขอความช่วยเหลือให้สอบสวนหรือสืบพยานหลักฐาน จะต้องระบุชื่อและที่อยู่ของบุคคลซึ่งเป็นพยาน หรือบุคคลซึ่งครอบครองสิ่งของหรือเอกสารอันเป็นพยานหลักฐานที่ประสงค์ให้รวบรวม รวมทั้งรายการข้อซักถามที่ประสงค์จะให้ดำเนินการ ในกรณีที่เป็นการร้องขอให้สืบพยานหลักฐานในศาลไทย ให้ส่งสำเนาคำฟ้องมาด้วย
ข้อ ๗      คำร้องขอความช่วยเหลือให้จัดหาหรือให้ส่งเอกสารหรือข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ จะต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารหรือข่าวสารและชื่อของหน่วยงานที่ครอบครองเอกสารหรือข่าวสารนั้น รวมทั้งความประสงค์ที่จะให้ดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารหรือข่าวสารนั้น
ข้อ ๘      คำร้องขอความช่วยเหลือให้จัดส่งเอกสารทางกฎหมาย จะต้องแนบเอกสารที่จะส่งและระบุชื่อและที่อยู่ของบุคคลซึ่งจะให้ส่งเอกสารให้ชัดเจน
ข้อ ๙       คำร้องขอความช่วยเหลือในการค้นและการยึดสิ่งของ จะต้องระบุข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันเป็นเหตุที่จะออกหมายค้น หรือค้น หรือยึดสิ่งของ รูปพรรณและสถานที่ที่สิ่งของนั้นอยู่ หรือที่อยู่ของบุคคลซึ่งครอบครองสิ่งของนั้น โดยให้มีรายละเอียดเพียงพอที่จะสืบหาได้ รวมทั้งความประสงค์ที่จะให้ดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งของดังกล่าว
ข้อ ๑๐     คำร้องขอความช่วยเหลือให้โอนบุคคลซึ่งถูกคุมขังเพื่อสืบพยานให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑)  การขอให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ จะต้องระบุชื่อและสถานที่คุมขังตัวบุคคลดังกล่าว รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ในประเทศผู้ร้องขอ และประเด็นที่จะขอให้บุคคลผู้นั้นเบิกความ ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวที่พึงมีตามกฎหมาย ตามสนธิสัญญาหรือตามที่ประเทศผู้ร้องขอจะได้ให้คำรับรองไว้กับประเทศไทย
(๒)  การขอให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย จะต้องระบุชื่อบุคคลดังกล่าวพร้อมกับส่งเอกสารหลักฐานซึ่งแสดงว่าบุคคลดังกล่าวสมัครใจมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระยะเวลาคุมขังที่เหลืออยู่ คดีที่กำลังพิจารณาอยู่ในประเทศไทย และรายการข้อซักถามที่ประสงค์จะให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการสืบพยาน
ข้อ ๑๑     คำร้องขอความช่วยเหลือในการสืบหาบุคคล จะต้องระบุชื่อ รูปพรรณ และที่อยู่ของบุคคลดังกล่าว หรือสถานที่ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาศัยอยู่ รวมทั้งความเกี่ยวพันของบุคคลดังกล่าวกับการสืบสวน สอบสวน ฟ้องคดี หรือการดำเนินการอื่นทางอาญาในประเทศผู้ร้องขอ
ข้อ ๑๒    คำร้องขอความช่วยเหลือในการเริ่มกระบวนการคดีทางอาญาจะต้องแสดงหลักฐานว่าประเทศผู้ร้องขอมีอำนาจที่จะเริ่มกระบวนการคดีทางอาญาคดีนั้นในประเทศผู้ร้องขอได้แต่ประสงค์จะให้เริ่มกระบวนการดังกล่าวในประเทศไทย และคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย ตลอดจนรายละเอียดของพยานหลักฐานซึ่งมีข้อมูลเพียงพอที่จะให้ดำเนินการได้ รวมทั้งระบุชื่อหรือรูปพรรณและที่อยู่ของผู้ต้องหาที่ประสงค์จะให้เริ่มกระบวนการคดีทางอาญาในประเทศไทยเท่าที่จะบอกได้
ข้อ ๑๓    คำร้องขอความช่วยเหลือในการริบหรือยึดทรัพย์สิน จะต้องระบุรูปพรรณของทรัพย์สินนั้น และสถานที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ หรือที่อยู่ของบุคคลซึ่งครอบครองทรัพย์สินนั้น โดยให้มีรายละเอียดเพียงพอที่จะสืบหาได้
ในกรณีที่ขอให้ริบทรัพย์สิน จะต้องแนบต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองความถูกต้องของคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลของประเทศผู้ร้องขอให้ริบทรัพย์สินนั้น ส่วนในกรณีที่ขอให้ยึดทรัพย์สิน จะต้องแนบต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองความถูกต้องของคำสั่งศาลของประเทศผู้ร้องขอที่สั่งให้ยึดทรัพย์สินก่อนศาลมีคำพิพากษา หรือก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินนั้นแล้ว

ส่วนที่ ๒
การดำเนินการตามคำร้องขอ

ข้อ ๑๔    การรับรองความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารที่ได้มาในทางการสอบสวนหรือการสืบพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๖ และการรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่จัดหาให้ตามคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศตามมาตรา ๒๐ ให้จัดทำเป็นหนังสือรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารตามแบบ รอ.๑ ท้ายระเบียบนี้โดยให้มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษที่รับรองความถูกต้องด้วย แต่ถ้าเอกสารที่ส่งไปให้ประเทศผู้ร้องขอเป็นสำเนาเอกสาร ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาเอกสารนั้นรับรองตัวสำเนาเอกสารนั้นเป็นรายหน้า และลงชื่อ ลายมือชื่อ และตำแหน่งของผู้รับรองเอกสารด้วย โดยคำรับรองนั้นจะต้องทำเป็นภาษาอังกฤษ
ข้อ ๑๕    การแจ้งผลการดำเนินการส่งเอกสารทางกฎหมายตามมาตรา ๒๑ ให้จัดทำเป็นหนังสือแจ้งผลการดำเนินการส่งเอกสารตามแบบ สอ.๑ ท้ายระเบียบนี้โดยให้มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษที่รับรองความถูกต้องด้วย
ข้อ ๑๖     การจัดทำหนังสือรับรองการเก็บรักษา รูปพรรณ ลักษณะ และความบริบูรณ์แห่งสภาพของสิ่งของตามมาตรา ๒๕ ให้จัดทำเป็นหนังสือรับรองการเก็บรักษารูปพรรณ ลักษณะและความบริบูรณ์แห่งสภาพของสิ่งของตามแบบ รส.๑ ท้ายระเบียบนี้โดยให้มีคำแปลหนังสือรับรองดังกล่าวและเอกสารประกอบเป็นภาษาอังกฤษที่รับรองความถูกต้องด้วย

หมวด ๒
การขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ข้อ ๑๗    คำขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ อย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(๑)   ชื่อหน่วยงานที่ประสงค์จะขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
(๒)   เรื่องที่ขอความช่วยเหลือ รวมทั้งรายละเอียดและข้อสนเทศอื่นที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามคำร้องขอ
(๓)   วัตถุประสงค์และความจำเป็นที่ต้องขอความช่วยเหลือ
(๔)   รายละเอียดอื่นที่จำเป็นสำหรับคำขอในแต่ละประเภทตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ ถึง                                               
ข้อ ๑๓ แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม
ในกรณีที่ประเทศไทยไม่ได้ทำสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญากับประเทศผู้รับคำขอ ประเทศไทยจะต้องแสดงว่าจะให้ความช่วยเหลือในทำนองเดียวกันเมื่อประเทศผู้รับคำขอเป็นผู้ร้องขอ

 

 

                คำขอและเอกสารประกอบคำขอดังกล่าว จะต้องทำคำแปลเป็นภาษาของประเทศผู้รับคำขอหรือภาษาอังกฤษที่รับรองความถูกต้องด้วย

                                                                               ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗

(ลงชื่อ)    โอภาส อรุณินท์
(นายโอภาส อรุณินท์)
อัยการสูงสุด
ผู้ประสานงานกลาง

หมายเหตุ :             ระเบียบฉบับนี้ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๑๔ ง เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๗

 

 

 

 

 


ที่ มท ๑๒๐๓/ว.๑๑๔                                                                                                 กรมอัยการ
ถนนหน้าหับเผย กท. ๑๐๒๐๐

                                                                                    ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๘

เรื่อง  การดำเนินคดีอาญาบางประเภท
เรียน  รองอธิบดี อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษประจำเขต อัยการอุทธรณ์ อัยการฎีกาเขต อัยการจังหวัด
เลขานุการ ก.อ. เลขานุการกรม และผู้อำนวยการ สคช.
อ้างถึง ๑.   หนังสือสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ นร ๑๑๐๖ (๕)/๓๓๖๓ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘
๒.   ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๘ (ข้อ ๒๘)

    ด้วยกรมอัยการได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามหนังสือที่อ้างถึง ขอความเห็นชอบในหลักการที่จะไม่กำหนดราคายาเสพติดประเภท ๑ หรือประเภท ๕ ไว้ในรายงาน          ผลการตรวจพิสูจน์ของสถานตรวจพิสูจน์อีกต่อไป และขอความร่วมมือกรมอัยการพิจารณาแก้ไขระเบียบภายในของกรมอัยการเกี่ยวกับอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดี ซึ่งกรมอัยการได้กำหนดจำนวนราคายาเสพติดเป็นเกณฑ์ให้เป็นจำนวนเนื้อยาเสพติดหรือสารบริสุทธิ์แทน เพื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะได้แจ้งให้สถานตรวจพิสูจน์ทราบต่อไป
กรมอัยการพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม                                                    
ยาเสพติดดังกล่าว ฉะนั้น ตามนัยข้อ ๒๘ แห่งระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๘ ให้ถือว่าคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ และการที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหาเพื่อปฏิบัติตามข้อ ๒๘ แห่งระเบียบดังกล่าว ให้ถือน้ำหนักยาเสพติดต่อไปนี้เป็นเกณฑ์การปฏิบัติ คือ
๑.   ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ และ ๒ น้ำหนักยาเสพติดของกลาง ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์                                                   
ตั้งแต่ ๑,๐๐๐ กรัมขึ้นไป
๒.   ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๓,๔ น้ำหนักยาเสพติดของกลาง ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ตั้งแต่ ๑,๐๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป

    จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ) สุจินต์ ทิมสุวรรณ
(นายสุจินต์ ทิมสุวรรณ)
อธิบดีกรมอัยการ

 

 

 

 

 


คำสั่งกรมตำรวจ
ที่ ๑๕๒๒/๒๕๓๐
เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในการสอบสวนคดีอาญา (เพิ่มเติม)
 


    ตามคำสั่งกรมตำรวจที่ ๓๘๒/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ เรื่องการอำนวยความยุติธรรมในการสอบสวนคดีอาญาในข้อ ๕.๒.๓ ได้กำหนดคดีที่ผู้บังคับบัญชาระดับ ผู้กำกับการหรือรองผู้กำกับการต้องทำการสอบสวนด้วยตนเอง โดยเฉพาะคดียาเสพติดให้โทษไว้ว่า “คดีความผิดเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายยาเสพติดให้โทษรายใหญ่ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป”
เนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ส. ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติต่อกรมตำรวจว่า ยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงไม่มีราคาในทางการค้า แม้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เคยถือปฏิบัติโดยแจ้งราคาไว้ในรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วก็ตาม แต่ก็มิใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริง ดังนั้น การกำหนดราคายาเสพติดให้โทษจึงย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการคำนวณมูลค่ายาเสพติดให้โทษของกลาง จึงขอให้กรมตำรวจได้พิจารณาแก้ไขระเบียบภายในเกี่ยวกับการสอบสวนคดีอาญาเฉพาะคดียาเสพติดให้โทษโดยมีหลักการเช่นเดียวกับของกรมอัยการซึ่งยืดถือน้ำหนักของยาเสพติดให้โทษแทนราคาของยาเสพติดให้โทษของกลาง ซึ่งกรมตำรวจพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงให้แก้ไขความในคำสั่งกรมตำรวจที่ ๓๘๒/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ ข้อ ๕.๒.๓ เป็นดังนี้
“๕.๒.๓ คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ และ ๒ น้ำหนักตั้งแต่ ๑,๐๐๐ กรัมขึ้นไป ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๓,๔ และ ๕ น้ำหนักตั้งแต่ ๑,๐๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป”
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

             สั่ง ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐

(ลงชื่อ) พลตำรวจเอก    เภา สารสิน
(เภา สารสิน)
อธิบดีกรมตำรวจ

 

 

 

 

 


ระเบียบกรมตำรวจ
ว่าด้วย อำนาจการสอบสวน
(ฉบับที่ ๑๒)
พ.ศ. ๒๕๓๕
 


    ตามคำสั่งกรมตำรวจ ที่ ๙/๒๔๙๘ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ ให้ใช้ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑/๒๔๙๘ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ เรื่อง วางระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ในลักษณะ ๘ บทที่ ๒ กำหนดอำนาจการสอบสวนคดีอาญาของหน่วยงานต่างๆ ไว้เป็นทางปฏิบัติแล้ว นั้น
เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๓๕ จัดตั้งกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดขึ้นในกรมตำรวจโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการสอบสวนคดีอาญาของตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นไปโดยเหมาะสมและเป็นแนวทางเดียวกันจึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบในเรื่องดังกล่าวเสียใหม่
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ แห่งข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ ๔/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๙ ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมตำรวจยกเลิก แก้ไข เพิ่มเติมประมวลระเบียบการตำรวจทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคดีและในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับคดีได้ จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑  ให้เพิ่มความที่แนบท้ายระเบียบนี้เป็น (๑๐) ของข้อ ๒๑๘ บทที่ ๒ ลักษณะ ๘ แห่งประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี
ข้อ ๒  ให้ใช้ระเบียบนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕             

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(ลงชื่อ) พลตำรวจเอก  สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์
(สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์)
อธิบดีกรมตำรวจ

ลักษณะ ๘
การสอบสวน
บทที่ ๒
อำนาจการสอบสวน
___________________

ฯลฯ

ข้อ ๒๑๘
(๑๐)  การสอบสวนคดีอาญาของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
(๑๐.๑) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด คดีตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับคดีตามกฎหมายดังกล่าวทั่วราชอาณาจักร
(๑๐.๒) หัวหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวน
(๑๐.๒.๑)       ให้สารวัตร กองบังคับการสอบสวน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคท้าย และมาตรา ๑๔๐ ในเขตอำนาจรับผิดชอบให้นายตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี หรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปในสังกัดดังกล่าวเป็นพนักงานสอบสวน
(๑๐.๒.๒)   ให้ผู้กำกับการ กองบังคับการสอบสวน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคท้าย และมาตรา ๑๔๐ ในเขตอำนาจรับผิดชอบ กับให้นายตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี หรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ในสังกัดดังกล่าว เป็นพนักงานสอบสวน
(๑๐.๒.๓)   ให้ผู้บังคับการสอบสวน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคท้าย และมาตรา ๑๔๐ กับให้นายตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ในสังกัดดังกล่าว เป็นพนักงานสอบสวน
(๑๐.๒.๔)   ให้ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน                           
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคท้าย และมาตรา ๑๔๐ กับให้นายตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าร้อยตำรวจตรีขึ้นไปในสังกัดดังกล่าว เป็นพนักงานสอบสวน
(๑๐.๒.๕)   การจะให้พนักงานสอบสวนผู้ใด ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปราม                                                                       
ยาเสพติด กองบังคับการสอบสวนหรือกองกำกับการในสังกัดกองบังคับการสอบสวนทำหน้าที่สอบสวนคดีใดเป็นกรณีพิเศษในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนผู้นั้น ให้ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ หรือผู้กำกับแล้วแต่กรณีเป็นผู้พิจารณาสั่งโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ
(๑๐.๓) อำนาจทำความเห็นสั่งคดี
(๑๐.๓.๑)   คดีที่มีความเห็นควรสั่งฟ้อง
(๑๐.๓.๑.๑)   สารวัตร มีอำนาจทำความเห็นในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๗ ปี ปรับไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคดีเกี่ยวพันกับทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
(๑๐.๓.๑.๒)   ผู้กำกับการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีที่มีอัตราโทษ                            
จำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๑๕ ปี ปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และคดีเกี่ยวพันกับทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน                                                  
๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
(๑๐.๓.๑.๓)   ผู้บังคับการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐.๓.๓
(๑๐.๓.๑.๔)   ผู้บัญชาการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐.๓.๓
(๑๐.๓.๒)   คดีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง
(๑๐.๓.๒.๑)   สารวัตร มีอำนาจทำความเห็นในคดีที่มีอัตราโทษไม่เกินอำนาจของศาลแขวง หรือคดีที่มีอัตราโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือคดีเกี่ยวพันกับทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
(๑๐.๓.๒.๒)   ผู้กำกับการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๗ ปี ปรับไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือคดีเกี่ยวพันกับทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
(๑๐.๓.๒.๓)   ผู้บังคับการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐.๓.๓
(๑๐.๓.๒.๔)   ผู้บัญชาการ มีอำนาจทำความเห็นในคดีได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐.๓.๓
(๑๐.๓.๓)   อำนาจการทำความเห็นควรสั่งฟ้อง และควรสั่งไม่ฟ้อง ในข้อ ๑๐.๓.๑ และ ๑๐.๓.๒ ถ้าเป็นคดีแปลกประหลาดครึกโครม เป็นที่สนใจของประชาชน คดียาเสพติดที่เกี่ยวพันกับการเมือง คดีที่ผู้ต้องหาเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป พระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา องคมนตรี บุคคลในคณะรัฐบาล บุคคลในคณะทูตหรือกงสุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการประจำตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป ข้าราชการทหารหรือตำรวจประจำการชั้นสัญญาบัตร ข้าราชการทหารหรือตำรวจประจำการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรเฉพาะความผิดที่อาจกระทบกระเทือนต่อความสามัคคี หรือคดีที่อาจเกิดปัญหาก่อให้เกิดความไม่สงบเหล่านี้ให้เสนอกรมตำรวจเป็นผู้พิจารณาสั่ง
เว้นแต่ความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง และผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เพื่อฟ้องด้วยวาจาต่อไป หรือคดีนั้นอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบได้ ซึ่งผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบ ก็ให้ดำเนินการเปรียบเทียบให้เสร็จสิ้นแล้วรายงานผลให้กรมตำรวจทราบโดยด่วน ทั้งนี้ ไม่เป็นเหตุยกเว้นการรายงานด่วนตามระเบียบ
(๑๐.๓.๔)   คดีที่งดการสอบสวน
คดีที่ไม่ปรากฏว่า ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบเห็นว่าได้สอบสวนมานานพอสมควรที่จะเสนอของดการสอบสวนให้ปฏิบัติโดยถือตามระยะเวลา                                
ที่ดำเนินการสอบสวนมาแล้ว ดังนี้
(๑)   คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๑๐ ปี จะต้องสืบสวนสอบสวนติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ เดือน
(๒)   คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ปี ขึ้นไป จะต้องสืบสวนสอบสวน  ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
การงดการสอบสวน หรือมีความเห็นควรให้งดการสอบสวน ให้ถืออนุโลมตามที่ระบุไว้ในอำนาจการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวแล้วข้างต้น
(๑๐.๓.๕)   คดีที่มีผู้มีอำนาจเหนือสั่งการไว้โดยเฉพาะให้ปฏิบัติอย่างไรก็ต้องปฏิบัติไปตามคำสั่งนั้น หรือคดีที่ได้กำหนดให้มีอำนาจสั่งได้ แต่มีปัญหา หรือเห็นว่าเป็นคดีที่มีเหตุพิเศษอยู่ในลักษณะคดี  หรือเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาก็ตาม ถ้าผู้มีอำนาจสั่งคดีพิจารณาเห็นว่าผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปสมควรจะได้ทราบเพื่อพิจารณาสั่งการพิเศษก็ให้เสนอได้
(๑๐.๓.๖)       คดีตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ   ยาเสพติด ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเสนอความเห็นในคดีตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับการเป็นผู้พิจารณาสั่ง
(๑๐.๔)   การปล่อยชั่วคราว
(๑๐.๔.๑)   เมื่อมีคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ให้พนักงานสอบสวนรีบเสนอคำร้องพร้อมด้วยสัญญาประกัน และบันทึกเสนอสัญญาประกันตามแบบที่ระเบียบกำหนดไว้ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับการสอบสวนเป็นผู้พิจารณาสั่งการ เว้นแต่คดีใดที่ผู้บัญชาการได้สั่งการไว้เป็นการเฉพาะก็ให้ถือปฏิบัติไปตามนั้น
(๑๐.๔.๒)   กรณีผู้มีอำนาจตาม ๑๐.๔.๑ พิจารณาแล้วเห็นควรไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้รีบเสนอคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อผู้บัญชาการ เมื่อผู้บัญชาการพิจารณามีความเห็นสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว คำสั่งนั้นเป็นอันเด็ดขาด เว้นแต่คดีที่ต้องเสนอตาม ๑๐.๔.๓
(๑๐.๔.๓)   เฉพาะคดีตาม ๑๐.๓.๓ วรรคแรก ที่ผู้บัญชาการพิจารณาแล้วเห็นควรไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้เสนอกรมตำรวจพิจารณาสั่งการ
(๑๐.๕) การประสานงานระหว่างตำรวจปราบปรามยาเสพติดกับตำรวจหน่วยอื่น
(๑)(๑๐.๕.๑)   การดำเนินคดีหรือการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๒)(๑๐.๕.๒)   เมื่อตำรวจหน่วยอื่นจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด หรือสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ ในความผิดเกี่ยวกับ      ยาเสพติด ให้ตำรวจหน่วยนั้นแจ้งไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลาจับกุม
(๓)(๑๐.๕.๓)   การสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของตำรวจหน่วยอื่นหากปรากฏว่าเป็นคดีที่มีความสำคัญ หรือเป็นคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด ตลอดจนการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวพันกับการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว หากในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดพิจารณาเห็นว่าเป็นคดีสำคัญ หรืออาจเกี่ยวพัน หรือสมควรดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะส่งนายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไป ไปตรวจสอบให้คำแนะนำเกี่ยวกับคดีนั้นได้


(๑)            ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยอำนาจการสอบสวน (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๑                                                 
ลงวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓  และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทน
(๒) และ (๓)  ข้อความเดิมถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยอำนาจการสอบสวน (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๑
ลงวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ และให้ใช้ข้อความที่พิมพ์ไว้แทน

หากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดจะให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการสอบสวน ดำเนินคดีดังกล่าวฝ่ายเดียวหรือร่วมสอบสวนด้วย ให้เสนอขออนุมัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการแล้วแต่กรณี
(๑๐.๕.๔)  กรณีการสอบสวนคดีอาญาของตำรวจหน่วยอื่นหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด ตลอดจนการสมคบ สนับสนุน
ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือเกี่ยวพันกับการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ให้ตำรวจหน่วยนั้นแจ้งไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดพิจารณาเห็นว่าการสอบสวนคดีอาญานั้นเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้ประสานงานไปยังหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามข้อ ๑๐.๕.๑, ๑๐.๕.๒ หรือ ๑๐.๕.๓ แล้วแต่กรณี

 

 

 

 

 

 

 

                                                         กระทรวงยุติธรรม

                                                                                    ๙ มกราคม ๒๕๒๔

เรื่อง  สำเนาหมายจับผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
เรียน  ผู้พิพากษาศาลทั้งหลาย

    ด้วยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ขอความร่วมมือมายังกระทรวงยุติธรรมให้พิจารณาดำเนินการให้มีการส่งสำเนาหมายจับผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษไปให้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในกรณีที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบว่าผู้ต้องสงสัยรายใดได้มีการออกหมายจับไว้แล้วหรือไม่ ใครเป็นผู้ออกหมายจับ และผู้ต้องหาหรือจำเลยมีตำหนิรูปพรรณอย่างไร ตลอดจนข้อหาความผิด อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
กระทรวงยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาล ทั้งการส่งสำเนาหมายจับผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษไปให้ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอความร่วมมือมานี้ น่าจะไม่เป็นภาระแก่ศาลที่ออกหมายจับดังกล่าวมากนัก สมควรให้ความร่วมมือตามที่ขอมา ดังนั้นจึงขอให้ศาลทั้งหลายซึ่งออกหมายจับผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษส่งสำเนาหมายจับดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ เป็นต้นไป
ฉะนั้น จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป

                                                                         ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(ลงชื่อ)    ศิริ อติโพธิ
(นายศิริ อติโพธิ)
ปลัดกระทรวงยุติธรรม

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
โทร. ๒๒๒๙๘๗๙, ๒๒๒๔๑๖๗

 

 

 

 

 

                                                                       กรมตำรวจ

                                                                                                    ๕ มกราคม ๒๕๒๖

เรื่อง  ตอบข้อหารือกรณีเจ้าพนักงานของสำนักงาน ป.ป.ส. จะนำอาวุธปืนส่วนตัวไปปฏิบัติหน้าที่
เรียน  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
อ้างถึง หนังสือที่ สร. ๑๒๐๖/๘๖๗๕ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๒๕

    ตามหนังสือดังอ้างถึง หารือกรมตำรวจว่า กรณีเจ้าพนักงานของสำนักงาน ป.ป.ส. พกอาวุธปืนส่วนตัวไปปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว จะได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๘ ทวิ วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ หรือไม่เพียงใด ดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
กรมตำรวจพิจารณาแล้วขอเรียนว่า เจ้าพนักงานของสำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งมีหน้าที่ในด้านการปราบปรามผู้กระทำผิด    เกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะมิใช่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรงเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานฝ่าย    ปกครองหรือตำรวจก็ตามแต่โดยที่มาตรา ๕(๑) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ข้อ ๑(๑๑) ได้กำหนดให้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ ของสำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยถือว่าเป็นหน่วยราชการที่จำเป็นต้องมีอาวุธปืนฯ เพื่อใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ในกรณีข้าราชการของสำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ  ยาเสพติด หากได้พกพาอาวุธปืนไม่ว่าจะเป็นของทางราชการหรือของส่วนตัวก็ตาม ย่อมได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสองแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนติดตัวตามนัยมาตรา   ๘ ทวิ วรรคท้าย (๒) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ ๗)     พ.ศ. ๒๕๒๒
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

                                                                         ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

 (ลงชื่อ) พลตำรวจโท  อัมพร จิตรปฏิมา
(อัมพร จิตรปฏิมา)
ผู้ช่วยอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน
อธิบดีกรมตำรวจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ระเบียบกรมอัยการ
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๘ *
___________________

ฯลฯ

                ข้อ ๒๘   (การพิจารณาคดีสำคัญ)
คดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล หรือคดีที่ประชาชนสนใจ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ซึ่งกรมอัยการได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัตินั้น ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้เสนอสำนวนพร้อมบันทึกความเห็นเพื่อพิจารณา ดังนี้
(๑)           ในกรุงเทพมหานคร ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเสนอไปยังอัยการพิเศษฝ่ายคดีหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีธนบุรี แล้วแต่กรณี
(๒)          ในส่วนภูมิภาค ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเสนอไปยังอัยการพิเศษประจำเขต
เมื่ออัยการพิเศษฝ่ายคดี อัยการพิเศษฝ่ายคดีธนบุรี หรืออัยการพิเศษประจำเขต แล้วแต่กรณี พิจารณาและ     
มีคำสั่งประการใด ให้ปฏิบัติไปตามนั้น

ฯลฯ

 


* หมายเหตุ  สืบเนื่องจาก สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีหนังสือที่ นร ๑๑๐๖ (๕) ๓๓๖๓ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ เสนอความเห็นในหลักการที่จะไม่กำหนดราคายาเสพติดไว้ในรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของสถานตรวจพิสูจน์อีกต่อไป และขอความร่วมมือกรมอัยการพิจารณาแก้ไขระเบียบภายในของกรมอัยการเกี่ยวกับอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดี

หากผู้ใดสนใจโปรดติดต่อขอรายละเอียดได้ที่
กองนิติการ
เลขที่ 5 ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ (662) 245-9087 โทรสาร (662) 245-9413

หรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ที่ http://www.krisdika.go.th