รูปแบบการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

จังหวัดเชียงราย
จังหวัดนนทบุรี
จังหวัดกาฬสินธุ์

จังหวัดเชียงราย
สถานการณ์ยาเสพติดจังหวัดเชียงราย

         
จังหวัดเชียงรายมีสภาพภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด และแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยตามพื้นที่บริเวณชายแดน ส่งผลให้ปัญหา ยาเสพติดเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดที่กระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของจังหวัดเชียงราย โดยมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับรุนแรง ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มของสถานการณ์การแพร่ระบาดได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ
       ๑. การแพร่ระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณชายแดน ทั้งจากฝั่งประเทศพม่าและ ประเทศลาว โดยนำเข้ามาทั้งทางช่องทางจุดผ่านแดน และลักลอบนำเข้ามาตามแนวชายแดนที่มีภูเขาสลับซับซ้อน
       ๒. การแพร่ระบาดที่เป็นลักษณะ “ตลาดนัดขายของ” เป็นแหล่งขาย และเป็นจุดนัด ส่งสินค้า โดยมีการดำเนินการลักษณะเครือข่าย โดยเมื่อมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจะทำการพักยาบริเวณชายแดนและส่งยาเสพติดให้กลุ่มผู้ลำเลียงซึ่งจุดส่งของและจุดรับของมีทั้งบริเวณนอกประเทศและในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่ฟ้าหลวง หรือบางครั้งเข้ามาถึงในเขตอำเภอเมืองเชียงราย โดยมีทั้งคนไทยและชาวเขาเป็นนายหน้า หรือผู้รับจ้าง ซึ่งจากการเป็นจุดตลาดนัดนี้เองทำให้เป็นต้นตอของการแพร่ระบาดไปยังภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ๓. การแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งผู้ขายและผู้เสพในพื้นที่ โดยผู้ จำหน่ายมีทุกระดับตั้งแต่รายใหญ่จนถึงรายย่อย
       การดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างหนึ่งของการ ผนึกกำลัง การร่วมแรงร่วมใจ และการดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับรุนแรง ซึ่งยุทธศาสตร์ในการป้องกันและ
ปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย คือ
ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจรทั้งด้านการป้องกัน การปราบปรามและการบำบัดรักษา

กรอบแนวคิดและกลยุทธ์ในการดำเนินงาน

         จากสภาพพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด และสำนักงาน ป.ป.ส. กำหนดให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการแพร่ระบาด ยาเสพติดอยู่ในระดับรุนแรง สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด มีการขยายตัวเข้าไปสู่หมู่บ้าน ชุมชน และสถานศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของยาบ้า ในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

         ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้วิเคราะห์สถิติการจับกุมคดียาเสพติด และเห็นว่า “ยิ่งจับมากปริมาณยาเสพติดยิ่งมากขึ้นทุกวัน” จึงกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา จัดทำโครงการพลังแผ่นดินชาวเชียงรายเพื่อเอาชนะยาเสพติด และประกาศสงครามกับผู้ค้ายาเสพติด โดยยึดหลักการป้องกันนำการปราบปราม ผู้เสพติดได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษเด็ดขาด

กลยุทธ์ในการดำเนินงาน
    ๑. เจ้าหน้าที่ต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด
    ๒. ผู้ค้าต้องถูกกดดัน จับกุม ยึดทรัพย์
    ๓. ผู้เสพคือผู้ป่วย โดยจะไม่มีการจับกุมแต่จะนำส่งเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษา และนำมาสู่ การขยายผลการดำเนินงาน

ยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ "ประกาศสงคราม ร่วมสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน"
       ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ต้องร่วมใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ ที่จะร่วมกันประกาศสงครามกับยาเสพติด โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกแขนงให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกระดับได้ทราบถึงพิษภัยของ ยาเสพติด และแจ้งเบาะแสขบวนการค้ายาเสพติด

ยุทธศาสตร์ที่ ๒
"การป้องกัน"
        ดำเนินการโดยยึดประชาชนเป็นแกนหลัก สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน /ชุมชน สถานศึกษา และสร้างแนวร่วมให้กว้างขวางโดยผู้นำท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ และเอกชน ตำรวจชุดมวลชนสัมพันธ์ ฝ่ายปกครอง โดยร่วมรณรงค์และดำเนินการต่อผู้ค้า ผู้เสพในเชิงรุกให้ได้ผล

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ "การปราบปราม"

       โดยปฏิบัติการเชิงรุกทุกรูปแบบทั้งการกดดัน การสืบสวน สอบสวน จับกุม ตรวจค้น พื้นที่ และทำลายขบวนการค้าตัวการ ผู้สนับสนุน โดยใช้มาตรการทางกฎหมายและวิทยาการแผนใหม่ และใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุน รวมทั้งการใช้มาตรการทางสังคมกดดัน

ยุทธศาสตร์ที่ ๔  "การดูแลผู้ติดยาเสพติด"

       โดยยึดหลัก “เอื้ออาทรต่อผู้ติดยา ร่วมนำพาให้พ้นภัย” ซึ่งหลักการนี้จะถือว่าผู้เสพ เป็นผู้ป่วย โดยให้แสดงความจำนงเข้ารับการบำบัดรักษา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่จับกุมผู้เสพแต่จะดำเนินการในฐานะผู้ป่วยที่จะต้องผลักดันให้เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษารวมทั้งนำผู้เสพมาสอบเป็นพยานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ค้ายาเสพติดต่อไป

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ "มาตรการการต่อสู้ผู้ค้าโดยเฉียบขาด"

       ดำเนินการกับผู้ค้ายาเสพติด โดยนำกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันมาดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๓๔ ในการยึดทรัพย์สินผู้ค้ายาเสพติด การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการใช้มาตรการทางสังคมเข้ากดดัน

วิธีการดำเนินการ

     ขั้นตอนที่ ๑ ขั้นเตรียมการ ซักซ้อมกับฝ่ายเรา เพื่อทำความเข้าใจในวิธีการทำงานกับประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเริ่มจากการสร้างความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นในการที่จะเข้ามาให้ความร่วมมือและร่วมสร้างเป็นพลังแผ่นดิน ของหน่วยงาน ประชาชน นิสิต นักศึกษา นักเรียน เข้าเป็นแนวร่วมพร้อมใจกันดำเนินการตามยุทธศาสตร์และประกาศสงครามกับยาเสพติด
     ขั้นตอนที่ ๒ เลือกพื้นที่/ตำบล เป้าหมายหลัก จำนวน ๑ ตำบล ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดระดับปานกลางในตำบลนั้น เพื่อเป็นตำบลนำร่อง ๑ ตำบล เพื่อประกาศเป็นศูนย์สงครามเพื่อต่อสู้กับผู้ค้ายาเสพติด โดยให้เลือกสถานที่ที่เหมาะสม อาจเป็นตู้ยาม วัด แต่ควรจะเป็นศูนย์กลางของตำบลนั้น เพื่อดำเนินการให้ครบยุทธศาสตร์ที่มีอยู่และขยายผลไปยังตำบลอื่น ๆ ต่อไป
     ขั้นตอนที่ ๓ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายป้องกัน ฝ่ายปราบปราม ฝ่ายบำบัดรักษา ร่วมกับหน่วยงานทุกหน่วยในพื้นที่เข้าดำเนินการต่อตำบลเป้าหมาย โดยการมอบให้ ศ.ปส.อ. หรือ ศ.ปส.กิ่ง อ. วางแผน ร่วมปฏิบัติกับชุดชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ชุดปราบปราม ยาเสพติดของตำรวจและชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด เข้าไปดำเนินการโดยร่วมมือกับชุมชน/ หมู่บ้าน ใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคมเข้ากดดัน สร้างประชาคมหมู่บ้าน โดยสร้างเกณฑ์ของหมู่บ้าน ชุมชนเพื่อกดดันผู้ค้า ผู้เสพ โดยต้องใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
     ขั้นตอนที่ ๔ ศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาปรับปรุงและปรับแผนเพื่อสร้างพลังแผ่นดินให้ขยายวงในพื้นที่ จากตำบลเป้าหมายหลัก สู่ตำบลเป้าหมายรองและตำบลอื่น ๆ ต่อไป

รูปแบบการดำเนินงาน

รูปแบบการแก้ไขปัญหาการบำบัดรักษาโดยตู้ยาม

         
ดำเนินการโดยยึดหลัก "เอื้ออาทรผู้ติดยา ร่วมนำพาให้พ้นภัย" โดยให้ผู้เสพแสดงความจำนง สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา และไม่จับกุมผู้เสพ ตำบลแม่สายได้จัดตั้งศูนย์ประกาศสงครามยาเสพติดตำบลแม่สาย ตั้งอยู่ที่ตู้ยามเวียงหอม ซึ่งรับผิดชอบหมู่บ้านจำนวน ๗ หมู่บ้าน ๖ ชุมชน เป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากที่สุดในอำเภอแม่สาย

การดำเนินการของศูนย์ประกาศสงครามยาเสพติด ประกอบด้วย
        ๑. การบังคับบัญชา
            - ฝ่ายบังคับบัญชา มีผู้กำกับการเป็นผู้อำนวยการศูนย์ รองผู้กำกับการเป็นรอง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ สารวัตรปราบปรามเป็นผู้ช่วย
            - ฝ่ายปฏิบัติการประกอบด้วย นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ๑ นาย ตำรวจชั้นประทวน ๑๐ นาย
        ๒. แนวทางปฏิบัติ
            ๒.๑ งานธุรการ
                  - รับคำสั่งและรายงาน ศอ.ปป.
                  - จัดเตรียมเอกสารให้งานด้านอื่น
                  - รวบรวมสถิติข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากผู้ค้า ผู้เสพ
                  - ประสานงานกับทางราชการอื่น ๆ
            ๒.๒ งานตรวจ
                  - ติดป้ายประกาศสงครามยาเสพติด
                  - ประกาศเครื่องขยายเสียง
                  - ตรวจตู้แดงแหล่งค้า มั่วสุมยาเสพติด
                  - ตั้งชุดตรวจค้นตามแผน
             ๒.๓ งานกดดัน
                  - ตรวจค้นเป้าหมาย
                  - ติดตามสะกดรอยผู้ค้า
                  - ให้ผู้บำบัดชี้จุดตรวจค้น/จับกุม
                  - ตรวจตระเวนตามแหล่งค้ามั่วสุม/ค้า
             ๒.๔ งานด้านสร้างชุมชนเข้มแข็ง
                   - ประชุมหมู่บ้าน/ชุมชน
                   - สร้างกฎกติกาสำหรับหมู่บ้านในการต่อต้านยาเสพติด
                   - ประสานวิทยากรกระบวนการระดับตำบลเข้าปฏิบัติในพื้นที่
              ๒.๕ งานด้านการบำบัด
                   - การค้นหาผู้ป่วยยาเสพติด
                   - ประสานโรงพยาบาล แยกประเภทผู้เสพ
                   - กิจกรรมบำบัด ๑ เดือน/คน
                  ในที่นี้จะนำเสนอรายละเอียดเฉพาะงานด้านการบำบัดรักษาโดยตู้ยาม ซึ่งเป็นรูปแบบ การดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ในพื้นที่อื่นได้

งานด้านการบำบัด
       ๑. การค้นหาผู้ป่วยยาเสพติด วิธีการค้นหาผู้เสพกระทำโดยการสืบหาตามหมู่บ้าน สอบถามข้อมูลจากผู้มาบำบัดโดยสมัครใจ เมื่อได้ผู้ป่วยแล้วส่งให้แพทย์วินิจฉัยแยกประเภทผู้ป่วย ออกเป็น ๓ ประเภท คือผู้ป่วยประเภทที่ ๑ (ไม่รุนแรง) ผู้ป่วยประเภทที่ ๒ (ปานกลาง) ผู้ป่วยประเภทที่ ๓ (รุนแรง) โดยผู้ป่วยแต่ละประเภท จะได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันตามประเภท คือ
          ผู้ป่วยประเภทที่ ๑ (ไม่รุนแรง) ให้มาพบแพทย์เป็นระยะตามที่แพทย์นัด
          ผู้ป่วยประเภทที่ ๒ (ปานกลาง)
          - พบแพทย์ เพื่อตรวจหาสารเสพติด
          - รายงานตัวกับตำรวจทุกวัน
          - พบแพทย์ตามนัด
         ผู้ป่วยประเภทที่ ๓ (รุนแรง)
         - พบแพทย์บำบัดรักษา
         - รายงานตัวต่อศูนย์ เพื่อบำบัดรักษา
         - แพทย์บำบัดรักษาให้ที่ศูนย์ฯ ใช้เวลา ๑ เดือน
       ๒. กิจกรรมบำบัด
           ๒.๑ ฟื้นฟูทางร่างกาย โดยการออกกำลังในเวลา เช้า-เย็น และเล่นกีฬาใน ตอนเย็น
           ๒.๒ ฟื้นฟูทางสังคม ให้ผู้ป่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ทุกวัน โดยช่วยเหลือ กิจกรรมหมู่บ้าน และส่งเสริมวิชาชีพ เช่นการทำแปลงสวนผักสวนครัว เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด
           ๒.๓ ฟื้นฟูทางจิตใจ นอกจากการพบแพทย์ตามนัดแล้ว ในเวลากลางคืนจะมีการบรรยายให้ความรู้ โดยครู ตำรวจ พระสงฆ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ
       ๓. การติดตามผู้ได้รับการบำบัด ๑ คน/ ๕ เดือน
           วิธีการติดตามเมื่อผ่านการบำบัดครบ ๑ เดือน ผู้ได้รับการบำบัดกลับคืนสู่ชุมชน จะมีการติดตามเป็นเวลา ๕ เดือน โดยการส่งตำรวจไปตรวจเยี่ยมที่บ้านสัปดาห์ละครั้ง สอบถามการปฏิบัติตนของผู้ผ่านการบำบัด พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง สอบถามผู้นำหมู่บ้าน/เพื่อนบ้าน รวมทั้งมีการ ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด หากพบว่าเสพยาอีกจะนำเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง

รูปแบบการปราบปรามขยายผล

          
ใช้หลักการป้องกันนำการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการบำบัดรักษา ผู้ค้าต้องได้รับ การลงโทษอย่างเด็ดขาด การดำเนินการปราบปราม ใช้วิธีการสืบสวน สอบสวน ตรวจค้น จับกุม เพื่อทำลายขบวนการค้าตัวการใหญ่ จับกุมข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตำรวจปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา เฉียบขาด
         วิธีการดำเนินงาน
          ๑. ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายทุกคนจะต้องสืบสวน สอบสวน หาผู้เสพ ผู้ค้า ทั้งรายใหญ่และรายย่อย แล้วบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
          ๒. การทำสำนวนการสืบสวนผู้ค้ายาเสพติด ต้องบันทึกการสืบสวนตั้งแต่เริ่มต้น เป็น แฟ้มเพื่อขยายผลการดำเนินงาน ให้ได้มากที่สุดหรืออย่างน้อยคนละ ๑ เครือข่าย โดยแต่ละสำนวนจะต้องลงรายละเอียดให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแผนที่บ้านผู้ต้องสงสัย ทรัพย์สิน หรือการเชื่อมโยงถึงบุคคลแวดล้อมอื่น ๆ
          โดยปกติคดีทุกคดีจะสิ้นสุดที่สถานีตำรวจ แต่ของจังหวัดเชียงรายมีนโยบายว่า สำนวนคดี จะต้องส่งถึงตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อทำการตรวจสอบ ให้ทุกคดีสามารถส่งฟ้องให้ได้เพื่อเป็นมาตรฐาน
          ๓. การตั้งด่านสกัดจับ เป็นลักษณะเครือข่ายใยแมงมุม หมุนไปตามเส้นทางต่าง ๆ ทุก ๓ ชั่วโมง สลับกันตลอด ๒๔ ชั่วโมงเว้นแต่กรณีที่เป็นการตั้งด่านสกัดจับถาวร
          ๔. การสอบสวนขยายผลและทำลายเครือข่ายไปยังจังหวัดอื่น ซึ่งเป็นจุดเด่นของ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย อาศัยการประสานงานกับสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค และตำรวจภูธรจังหวัด อื่น ๆ
          วิธีดำเนินการคือ ใช้มาตรการเฉียบขาดต่อผู้ค้า ใช้การต่อสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยึดทรัพย์สินผู้ค้า ทำลายเครือข่าย โดยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ในการยึดทรัพย์สินผู้ค้าและขบวนการค้ายาเสพติด และการใช้พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องการริดรอนอำนาจและอิทธิพลทางการเงิน ซึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ยึดเงินไม่ใช่ยึดยาเสพติด เพราะยาเสพติดไม่มีประโยชน์
           การจับกุมทำลายเครือข่าย ไม่ว่าจะสืบทราบว่ามีการขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใด ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายจะประสานงานกับสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค และตำรวจภูธรจังหวัดนั้น เพื่อ จับกุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการดำเนินงาน
     ด้านการป้องกัน
          - โดยประมาณการผู้เสพมีจำนวน ๑๓,๕๒๖ คน มีผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการ บำบัดรักษาและผ่านการบำบัดแล้ว จำนวน ๕,๕๔๑ คน ผู้เสพที่เลิกเสพเอง โดยไม่ต้องบำบัดรักษา จำนวน ๓,๐๓๗ คน
          -  ตู้ ปณ. ๑๒๓ ได้รับแจ้งข่าวสาร ๒๒๔ ฉบับ ดำเนินการสืบสวนแล้วทั้ง ๒๒๔ ฉบับ ตรวจสอบแล้วมีพฤติการณ์ตามที่รับแจ้งและจับกุมไปแล้ว ๓๐ ราย ไม่มีพฤติการณ์ขอยุติเรื่อง ๑๐ ราย ได้ทำการสืบสวนและตรวจค้นแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ๒๐ ราย ยึดทรัพย์ตรวจสอบ ๑ ราย และอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามพฤติการณ์เพื่อทำการจับกุม ๑๖๑ ราย
          -  ประชาสัมพันธ์โดยแจกจ่ายใบปลิวประกาศสงคราม โปสเตอร์ประกาศ สงคราม เทปประกาศสงคราม ประกาศสืบจับผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติด จัดตั้งตู้แดงหน้าบ้านเป้าหมายหรือบริเวณใกล้เคียง
      ด้านการปราบปราม
            ผลการจับกุมคดียาเสพติด ห้วงเวลา ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ – ๑๕ มกราคม ๒๕๔๖ โดย
            -  จับกุมข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ รวม ๓๖ ราย
            -  จับกุมผู้ต้องหา ข้อหาจำหน่าย จำนวน ๗๔๑ คดี ผู้ต้องหา จำนวน ๑,๐๐๕
คน เสนอเรื่องขอยึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ. มาตรการยึดทรัพย์ ฯ กับผู้จำหน่าย จำนวน ๑๑๘ ราย อนุมัติแล้วจำนวน ๙๗ ราย อยู่ระหว่างรอผล ๒๑ ราย รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดประมาณ ๓๖๕ ล้านบาท และเสนอขอใช้ พ.ร.บ. ฟอกเงิน จำนวน ๗ ราย มูลค่าทรัพย์สิน ประมาณ ๒๔ ล้านบาท
           -  จับกุมทำลายเครือข่าย จำนวนมากกว่า ๓๖ เครือข่าย ผู้ต้องหา ๑๕๓ คน โดยได้ขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินงานป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดของจังหวัดเชียงราย

        ๑. ความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่องของบุคลากรในจังหวัด ทั้งผู้บริหาร ระดับสูง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และประชาชนในพื้นที่
        ๒. การประสานการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง แรงงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น
        ๓. ความเข้าใจ ตื่นตัวต่อปัญหายาเสพติดของสังคมและชุมชนในพื้นที่ โดยให้ความ สำคัญกับการเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
        ๔. การใช้ประโยชน์จากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ข้อพิจารณา ข้อเสนอในการนำไปประยุกต์ใช้และขยายผล

          จังหวัดเชียงรายจัดเป็นจังหวัดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงาน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งในด้านการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา โดยเฉพาะการขยายผลการปราบปรามจนสามารถจับกุมเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญ รวมทั้งการใช้มาตรการตรวจสอบทรัพย์สินและการปราบปรามการฟอกเงิน เข้ามาดำเนินการกับกลุ่มนักค้ายาเสพติด ซึ่ง จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และเด็ดขาด ซึ่งหากพื้นที่อื่น ๆ ได้มีการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยการประสานด้านข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติการอย่างประสานเชื่อมโยงกัน ก็จะทำให้การดำเนินงานมาตรการปราบปรามยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดนนทบุรี

สถานการณ์ยาเสพติดจังหวัดนนทบุรี

        จังหวัดนนทบุรีเป็นพื้นที่เป้าหมายหนึ่งที่ผู้ค้ายาเสพติด นิยมลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาพักไว้ตามบ้านเช่าในที่ต่าง ๆ เพื่อรอจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายกลางจากกรุงเทพฯ หรือในที่อื่น ๆ และบางส่วนก็มีการนำแพร่ระบาดในจังหวัดนนทบุรี
         กล่าวโดยรวมแล้ว จังหวัดนนทบุรีมีปัญหายาเสพติดใน ๒ ส่วนคือ
         - ปัญหาแหล่งที่พักของยาเสพติด
         - ปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่
        ในส่วนของปัญหาการเป็นแหล่งพักยาเสพติดนั้น เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าเป็นเครือข่ายรายใหญ่ข้ามจังหวัด ต้องอาศัยการสืบสวนอย่างเป็นกระบวนการ จากต้นตอในภาคเหนือ ไปยังผู้ค้ารายสำคัญในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ดังนั้นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจะเป็นผู้สืบสวนติดตามและในการจับกุม ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติด

    
๑. การสกัดกั้น เพื่อที่จะมุ่งในการลดอุปสงค์ โดยใช้มาตรการปราบปราม เข้าดำเนินการเป็นด้านหลัก
    ๒. การยึดและรักษาพื้นที่ เพื่อที่จะแก้ปัญหาการแพร่ระบาดในพื้นที่ให้ได้ในระดับรากหญ้าโดยใช้มาตรการทั้งป้องกันปราบปราม และบำบัดรักษาเข้าดำเนินการอย่างสอดประสานกันในแต่ละพื้นที่เป้าหมาย
    ๓. การปลุกและสร้างพลังแผ่นดิน เพื่อปลุกเร้าให้ประชาชนและองค์กร ต่าง ๆ ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และป้องกันมิให้เด็กเยาวชน รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไป ตกเป็นทาสของยาเสพติด

รูปแบบการดำเนินงาน

       ส่วนที่ ๑ การสกัดกั้นตัวยา โดยมีเป้าหมายในการสืบสวนจับกุมและสกัดกั้นมิให้ ยาเสพติดเข้ามาแพร่ระบาดในจังหวัดนนทบุรี โดยใช้มาตรการเชิงรุก ๔ ด้านคือ
       ๑. มาตรการด้านการข่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจำนวนและตัวบุคคล ผู้เสพ ผู้ค้าในพื้นที่ระดับหมู่บ้านและชุมชนที่ชัดเจน โดยมีการจัดตำรวจประสานงานประจำหมู่บ้าน/ชุมชน ทุกพื้นที่ในจังหวัดนนทบุรี ทำหน้าที่ประสานงานกับแกนนำในหมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งในแต่ละหมู่บ้าน/ ชุมชน จะมีการรวมตัวกันตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหายาเสพติดของหมู่บ้าน/ชุมชน อย่างน้อย ๑๐-๒๐ คน เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เสพ ผู้ค้า ในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน และติดตามพฤติการณ์ผู้ที่ผ่านการบำบัด เมื่อกลับเข้าสู่ชุมชน โดยขณะนี้ได้แต่งตั้งข้าราชการตำรวจจำนวน ๖๕๔ นาย เป็นผู้ประสานงานประจำหมู่บ้านและชุมชน
        ๒. มาตรการการป้องปรามและกดดันสกัดกั้น โดยนำข้อมูล ผู้ค้า ผู้จำหน่าย รายย่อย ที่รวบรวมไว้กำหนดแผนในการเข้าตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สุนัขดมกลิ่นเข้าร่วมปฏิบัติโดยค้นและสกัดกั้นในเป้าหมายต่าง ๆ ดังนี้
           - ผู้ค้า บ้านผู้ค้า/ผู้จำหน่าย
           - สถานบริการบันเทิง
           - การตั้งด่านสกัดเส้นทางลำเลียง
       ๓. มาตรการการปราบปราม ผู้ค้า ผู้จำหน่าย โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ค้ารายกลางและรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการแพร่ระบาดในจังหวัดนนทบุรีโดยตรง เพื่อที่จะเสริมการยึดพื้นที่ โดยนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดแล้ว เมื่อกลับสู่ชุมชนจะต้องไม่มีผู้ค้าในพื้นที่นั้น ๆ อีกต่อไป เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสพหวนกลับไปซื้อหาเสพใหม่ นอกจากนี้ผู้ค้ารายสำคัญในแต่ละพื้นที่จะมีการขึ้นบัญชีไว้เพื่อ สืบสวน จับกุม โดยมีการตั้งชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดไว้ในทุกสถานีตำรวจและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี อีกจำนวน ๑๒ ชุดปฏิบัติการ
       ๔. การสอบสวนขยายผล โดยเน้นการขยายผลจากการจับกุมทั้งจากคดีเสพและ ครอบครองเพื่อจับกุมผู้จำหน่าย และการจับกุมคดีจำหน่ายรายย่อยขยายผลไปสู่การจับกุมรายใหญ่และเน้นในการสอบสวนคดียึดทรัพย์ของผู้ต้องหาในคดียาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ทั้งนี้เพื่อริดรอนอำนาจทางการเงินของผู้ค้า บางรายถูกจับกุมถึง ๓ - ๔ ครั้งก็ยังจำหน่ายยาเสพติดอีก เพราะทรัพย์สินเงินทองยังไม่ถูกยึด ดังนั้นในการดำเนินการ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นไป จะมุ่งในการยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติดโดยไม่คำนึงถึงปริมาณหรือจำนวนหรือมูลค่าของทรัพย์ที่จะยึดโดยจะทำการยึดอายัดทรัพย์ทุกชนิดที่มี เพื่อเป็นการตัดทอนกำลังของผู้ค้า ยาเสพติด
        ส่วนที่ ๒ การยึดและรักษาพื้นที่ โดยมีเป้าหมาย เพื่อลดผู้เสพ ผู้ใช้ยาเสพติดในทุกพื้นที่ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่องและถาวร ต่อไป โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วนคือ
         ๑. พื้นที่ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ เป็นพื้นที่อยู่อาศัย โดยกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการเป็นตำบลนอกเขตเทศบาล(ส่วนที่ ๑) และชุมชนในเขตเทศบาล(ส่วนที่ ๒) จำนวนทั้งสิ้น ๕๒๔ หมู่บ้าน/ ชุมชน โดยมีโครงการทางใหม่ ชีวิตใหม่ เป็นโครงการหลักในการดำเนินการแก้ไข ปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยโครงการทางใหม่ ชีวิตใหม่ นี้มีเป้าหมายในการนำผู้เสพผู้ใช้ยาเสพติดในพื้นที่ ต่าง ๆ จากการสำรวจนำมาเป็นหมู่บ้าน ๆ เป็นพื้นที่ตำบล หรือเป็นชุมชน ๆ โดยใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกรรมการชุมชนและฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวมาเข้ารับการบำบัดในค่ายชั่วคราวที่จัดขึ้น โดยใช้วัดหรือสุเหร่าในพื้นที่ มีวิทยากรที่ประกอบด้วยฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และตำรวจ ทำหน้าที่ฝึกอบรม ตลอด ๗ วัน ๖ คืน เพื่อให้ผู้เสพสามารถหยุดการใช้ยาเสพติดจากนั้นจึงให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติในชุมชน ในขณะเดียวกันระหว่างการฝึกอบรม จะมีการซักถามข้อมูลผู้ค้า ผู้จำหน่าย จากผู้เข้ารับการอบรมด้วย เพื่อดำเนินการปราบปรามในเป้าหมายที่จะเป็นเงื่อนไขมิให้ผู้ผ่านการฝึกแล้ว หวนกลับไปเสพอีกและผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วทุกคนจะถูกติดตามตรวจสอบจากคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือชุมชน ร่วมกับคณะวิทยากร และเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหมู่บ้านอีกอย่างน้อย ๑ ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่หวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีก โดยในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน จะมีปลุกเร้าให้เกิดพลังแผ่นดินรวมตัวกันตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแห่งละไม่น้อยกว่า ๑๐ คน โครงการทางใหม่ชีวิตใหม่นี้ จังหวัดนนทบุรีได้จัดให้มีความร่วมมือระหว่างฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข
       ในการดำเนินการตามโครงการทางใหม่ชีวิตใหม่ผู้เสพที่เลิกได้อย่างเด็ดขาดก็จะกลับสู่สังคมส่วนที่เหลือถ้ามีการลักลอบเสพอีก ก็จะดำเนินการจับกุมดำเนินคดีอย่างจริงจัง และบางส่วนที่ไม่สามารถเลิกได้เด็ดขาดเพราะเมื่อกลับเข้าสู่ชุมชนแล้วไม่มีอาชีพที่จะเลี้ยงตนเองประสงค์ที่จะฝึกอาชีพ จะได้รับการฝึกอาชีพอีกเป็นเวลา ๔๕ วัน โดยอาชีพที่จะฝึกประกอบด้วย ช่างเย็บผ้า ช่างแอร์ ช่างตัดผม ช่างเคาะ ช่างเชื่อม ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และภายหลังการฝึกอบรมแล้วทางจังหวัดนนทบุรี ได้มอบหมายให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดประสานงานให้เอกชนมาคัดเลือกเข้าทำงานต่อไป ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร
        ๒. พื้นที่สถานศึกษาหรือโรงเรียน จังหวัดนนทบุรีได้จัดทำโครงการรวมพลังแผ่นดินขจัดสิ้นยาเสพติดในสถานศึกษา เป็นโครงการหลักที่จะเสริมโครงการโรงเรียนสีขาวของกระทรวง ศึกษาธิการ โดยมีกิจกรรมหลักคือการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของแต่ละ โรงเรียนโดยเฉพาะ โดยดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในโรงเรียนที่มีนักเรียนในระดับชั้น ม.๑ ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยแต่ละโรงเรียนจะมีครู ๓ คน ทำหน้าที่คัดกรองนักเรียน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและทำหน้าที่สืบสวนหาข้อมูลโดยเฉพาะภายในโรงเรียน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๑ คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๑ คน รวมเป็น ๕ คน เพื่อเป็นทีมงานเฉพาะที่รับผิดชอบในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยมีหลักการที่จะต้องจำแนกนักเรียนเสพยาเสพติดออกมาให้ได้ แล้วนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดตามค่ายที่จัดสำหรับเด็กเยาวชนโดยเฉพาะ โดยมีครู ฝ่ายคัดกรอง ฝ่ายป้องกัน และเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขที่ประสานงานเป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับเงื่อนไขของผู้ค้าและแหล่งอบายมุขภายนอกโรงเรียน ทั้งบริเวณบ้านพักอาศัยของนักเรียนรวมทั้งทางผ่านที่จะมาโรงเรียนนั้น เป็นความรับผิดชอบของครูฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงาน
        ๓. พื้นที่สถานประกอบการหรือโรงงานต่าง ๆ จังหวัดได้จัดทำโครงการรวมพลังแผ่นดินขจัดสิ้นยาเสพติดในสถานประกอบการเป็นโครงการหลักในการดำเนินการ ซึ่งได้นำแนวทางการดำเนินงานจากพื้นที่สถานศึกษามาประยุกต์ใช้โดยจัดตำรวจประสานงานมาดำเนินการในโรงงาน มีหลักการที่จะแยกแยะพนักงานที่ใช้ยาเสพติดให้ได้แล้วนำไปทำการบำบัดรักษา โดยให้โอกาสกลับมาทำงานที่เดิมได้ไม่ถือเป็นการขาดงาน ซึ่งในแต่ละโรงงานจะมีผู้ที่รับผิดชอบคือตัวแทนนายจ้าง ๑ คน ตัวแทนลูกจ้าง ๑-๒ คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด และ เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงาน รวม ๕ คน นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการตามโครงการโรงงานสีขาวของกระทรวงแรงงาน
        ส่วนที่ ๓ การปลุกและสร้างพลังแผ่นดิน โดยมีเป้าหมายในการระดม สรรพกำลังจากส่วนต่าง ๆ ของสังคมไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เข้าผนึกกำลังร่วมกันให้เกิดการบูรณาการทั้งในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติในพื้นที่ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันอย่างเป็นกระบวนการและป้องกันมิให้เด็กเยาวชน รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไปตกเป็นทาสของ ยาเสพติด นอกจากนี้ได้มีการทำความเข้าใจในระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากส่วนกลางและส่วน ท้องถิ่น รวมทั้งภาคประชาชนที่จะผนึกกำลังกันเข้าแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการมีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อวางแผนปฏิบัติในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ไว้ร่วมกัน โดยความเห็นชอบของทุกหน่วยที่สำคัญดังนี้
        ๑. กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการเอาชนะปัญหายาเสพติดตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขั้นต่ำ ๕๐% โดยกำหนดพื้นที่เป็นตำบลและเทศบาล
        ๒. ร่วมลงนามบันทึกแสดงเจตนารมณ์ในการสร้างพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะปัญหา ยาเสพติด ระหว่างฝ่ายอำเภอ ซึ่งประกอบด้วยนายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ สาธารณสุขอำเภอ ว่าจะร่วมกันอย่างจริงจังในการแก้ปัญหายาเสพติดและการสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเอาชนะปัญหายาเสพติดให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด เป็นผู้รับสัญญา ในการแสดงเจตนารมณ์ ซึ่งจะมีผลต่อผู้เกี่ยวข้องในระดับอำเภอทุกคน โดยจะต้องรับผิดชอบร่วมกันหากการปฏิบัติไม่บรรลุผลสำเร็จ ในทางกลับกันหากบรรลุเป้าหมายก็จะถือเป็นผลงานร่วมกันส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับการพิจารณาความดีความชอบด้วย
        ๓. การวางแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงาน จะจัดลำดับความสำคัญการปฏิบัติไปในพื้นที่เป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก
        ๔. งบประมาณในการดำเนินการจากส่วนกลางที่จังหวัดนนทบุรีได้รับไม่เพียงพอ จึงได้มีการทำความเข้าใจกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. สนับสนุน เพิ่มเติม โดยถือหลักพื้นที่ใด/ประชาชนของหน่วยใดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นต้องเป็น ผู้รับผิดชอบ นอกจากนั้นได้เชิญองค์กรเอกชนต่าง ๆ มาร่วมกิจกรรม ซึ่งบางองค์กรก็เข้ามาร่วมจัด กิจกรรม บางองค์กรก็สนับสนุนด้านงบประมาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนยินดีรับผู้ผ่านการฝึก อบรมจากศูนย์พัฒนาชีวิตใหม่ไปปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
        ๕. การแสวงหาความร่วมมือจากองค์กรอื่น ๆ นอกจากประชาชนในพื้นที่และองค์กรส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ได้มีการจัดทำความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และจังหวัด รวมทั้งเขตหลักสี่และสถานีตำรวจทุ่งสองห้อง (ในส่วนของกรุงเทพมหานคร) จัดทำพื้นที่จัดระเบียบสังคมรอบมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในรัศมี ๒ กิโลเมตร เพื่อจุดมุ่งหมายในการดูแลสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของนักศึกษา ทั้งเรื่องหอพัก การพนัน แหล่งอบายมุขและปัญหายาเสพติด
        ๖. ด้านพลังประชาชนมีการปลุกเร้าให้เกิดพลังแผ่นดินรวมตัวกันตั้งแกนนำในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน ๆ ละ ไม่น้อยกว่า ๑๐ คน โดยนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจฯ จะเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งบุคคลที่ชุมชนได้พิจารณาคัดเลือก เพื่อให้เป็นองค์กรของ หมู่บ้าน/ชุมชนในการค้นหาผู้เสพ ควบคุมดูแลผู้ผ่านการบำบัด กดดันผู้ค้าและป้องกันเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นลูกหลานของชุมชน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครองเข้าร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ทั้งในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนและระดับตำบล
        ๗. เพื่อให้การดำเนินการในระดับพื้นที่บรรลุผลอย่างจริงจัง ได้จัดทีมงานระดับจังหวัดออกตรวจและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการ ไปประชุมร่วมกับแกนนำในแต่ละหมู่บ้านโดยตรง เพื่อให้กำลังใจ ปลุกเร้า สอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้จะออกไปเยี่ยมเยียนในช่วงเย็นและวันหยุดราชการ และทีมงานดังกล่าวจะจัดให้มีการประชุมร่วมกัน โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเพื่อรายงานผลงาน

กลยุทธ์ในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การยึดและควบคุมพื้นที่

         การยึดและควบคุมพื้นที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ในการลดผู้เสพให้ได้อย่างถาวร ซึ่งจะเป็นการลดอุปสงค์ (Demand) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยจะต้องผสมผสานมาตรการทั้งการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษาเข้าด้วยกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ คือ “ในแต่ละพื้นที่ต้องรู้ให้ชัดเจนว่าใครเป็นคนเสพ ใครเป็นคนค้า” เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุด ดังนั้นการค้นหาผู้เสพ ผู้ค้าให้ได้ในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินการยุทธศาสตร์การยึดและควบคุมพื้นที่ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
         ๑. การเตรียมพื้นที่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ
             ๑.๑ พื้นที่ตำบล นอกเขตเทศบาล โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายออกเป็นตำบล ทั้งนี้เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะเจ้าของพื้นที่
             ๑.๒ พื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาล โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายออกเป็นชุมชน เพื่อให้เทศบาลได้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะเจ้าของพื้นที่
         ๒. การเตรียมเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จากส่วนราชการที่จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบหลัก ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สาธารณสุข และปกครอง โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้
             ๒.๑ ตั้งชุดวิทยากรผสมเป็นชุดวิทยากรหลักในการจัดทำค่ายบำบัดใน โครงการทางใหม่ชีวิตใหม่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ๒๐ คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ๑๐ คน และเจ้าหน้าที่ปกครอง ๓ คน
             ๒.๒ ตั้งชุดวิทยากรกระบวนการ ทำหน้าที่ในการปลุกเร้าและเข้าไปสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งเข้าไปช่วยรวมตัวกับแกนนำหมู่บ้าน/ชุมชน ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหา ยาเสพติดของหมู่บ้านและชุมชนให้ได้อย่างน้อย ๑๐-๒๐ คน
             ๒.๓ ตั้งตำรวจประสานงานหมู่บ้าน/ชุมชน โดยจัดเป็นภารกิจพิเศษใหม่ให้ ข้าราชการตำรวจทุกคนในพื้นที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยทุก หมู่บ้าน/ชุมชนในพื้นที่จะต้องมีตำรวจประสานงาน เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน ในระดับตำบลทุกตำบลจะมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรและปลัดอำเภอ เป็นพี่เลี้ยงคอยควบคุมดูแลประสานอีกส่วนหนึ่ง
             ๒.๔ นายอำเภอ มอบหมายให้ปลัดอำเภอเป็นฝ่ายปกครองในการประสานงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและการรวมตัวกันตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน
         ๓. การเตรียมชุมชน
              ๓.๑ ตำบลนอกเขตเทศบาล กำหนดให้มีการรวมตัวกันของผู้นำชุมชน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับประชาชนในหมู่บ้านนั้น ๆ อย่างน้อย ๑๐ คนขึ้นไปเพื่อเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
              ๓.๒ ชุมชนในเขตเทศบาล คัดเลือกกรรมการชุมชนร่วมกับประชาชนใน ชุมชนนั้น ๆ รวมตัวกันเป็นคณะกรรมการชุมชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
         คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนจะได้รับการอบรมปลูกฝังถึงกระบวนการสร้างความ เข้มแข็งให้ชุมชนและการคัดเลือกกลั่นกรองผู้เสพผู้ค้าในพื้นที่ รวมทั้งวิธีการควบคุมตรวจสอบผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดแล้วในชุมชน
          ๔. การเตรียมการด้านงบประมาณ
          ในการเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ชุมชนและเจ้าหน้าที่ ดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติของแต่ละหน่วย สำหรับผู้เสพยาเสพติดที่จะต้องนำเข้ารับการบำบัดรักษานั้น สามารถประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. และเทศบาล โดยมีแนวคิดว่าคนของพื้นที่ใด อบต. หรือเทศบาลนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ฝ่ายข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติงานในด้านกำลังกาย กำลังสมอง
          ๕. การค้นหาผู้เสพ ผู้ค้าในพื้นที่
           เป็นหน้าที่รับผิดชอบหลักของคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประสานงานหมู่บ้านและฝ่ายปกครอง ซึ่งข้อมูลบางส่วนได้มาจากผู้เข้าค่ายบำบัด
          ๖. การนำผู้เสพไปเข้ารับการบำบัด
ฝ่ายปกครองและตำรวจรวมทั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนจะต้องร่วมกันนำตัวผู้เสพมาเข้าค่ายบำบัด ผู้เสพบางรายหากไม่ยินยอมอาจใช้ระบบการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแล้วมีการต่อรองให้เข้ารับการบำบัดโดยก่อนเปิดค่าย ๓ วัน จะมีการปฐมนิเทศเพื่อเตรียมความพร้อม
          ๗. กระบวนการบำบัด
          นำผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาในค่ายชั่วคราวที่จัดขึ้น เช่นในหมู่บ้าน/ชุมชน วัด หรือ สุเหร่า ใช้เวลา ๖ คืน ๗ วัน ตามหลักสูตรการบำบัดของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เสพสามารถหยุดการใช้ยาเท่านั้น การเลิกให้ได้อย่างเด็ดขาดเป็นกระบวนการที่คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนต้องคอยควบคุม ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย ๑ ปี สำหรับผู้ค้าในพื้นที่ต้องได้รับการจับกุมกดดันโดยใช้มาตรการที่เด็ดขาด
          ๘. การส่งมอบผู้ผ่านการบำบัดให้กับชุมชน
          ผู้ผ่านการบำบัดแล้วกลับสู่ชุมชน  จะต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนซึ่งกรรมการหมู่บ้านต้องมารับตัวในวันปิดการอบรมและมีการมอบบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการอบรมให้กับกรรมการหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบติดตามเป็นรายบุคคลต่อไป
          ๙. การติดตามประเมินผล
          มีการติดตามตรวจสอบผู้ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๑ ปี โดยคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานประจำหมู่บ้าน ถ้าพบว่ากลับไปเสพยาเสพติดอีกจะถูกดำเนินการตามกฎหมายหรือส่งตัวเข้ารับการบำบัดโดยระบบ Matrix
          ๑๐. การฝึกอาชีพ
          เปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดซึ่งไม่มีอาชีพเข้ารับการฝึกอาชีพในศูนย์พัฒนาชีวิตใหม่อีก ๔๕ วัน พร้อมจัดหาเงินสงเคราะห์ให้กู้ยืม สำหรับบางรายที่ไม่สามารถเลิกได้เพราะเสพมาเป็นเวลานานระหว่างการฝึกอาชีพก็จะมีการบำบัดโดยใช้ระบบ Matrix ควบคู่ไปด้วย

ผลการดำเนินงาน

         ๑. ในปี ๒๕๔๕ (ม.ค.-ส.ค. ๔๕) มีการจับกุมคดียาเสพติด ๓,๓๖๓ คดี และจับกุม ผู้ต้องหาได้ ๓,๔๑๐ คน ส่วนใหญ่เป็นคดี ยาบ้า (ร้อยละ ๙๕.๖๓) รองลงมาคือ คดีกัญชา (ร้อยละ ๑.๙๖) และคดี เฮโรอีน(ร้อยละ ๑.๑๓)
         ๒. ในปี ๒๕๔๕ มีผู้ใช้สารเสพติดเข้ารับการรักษาในสถานบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพของจังหวัดนนทบุรีจำนวน ๑,๘๖๖ คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน(ร้อยละ ๔๘.๘๒) รองลงมาคือกลุ่มผู้ว่างงาน(ร้อยละ ๒๒.๔๐) และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา(ร้อยละ ๑๐.๐๘)
         ๓. มีผู้ใช้สารเสพติดเข้ารับการบำบัดในค่ายตามโครงการทางใหม่ชีวิตใหม่ไปแล้ว ๖๔ รุ่น จำนวน ๓,๓๘๘ คน และสามารถเลิกยาเสพติดได้ประมาณ ร้อยละ ๖๐ ที่เหลือถูกดำเนินคดีและมีบางส่วนหลบหนีออกนอกพื้นที่

ปัจจัยที่ทำให้จังหวัดนนทบุรีดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติดประสบผลสำเร็จ

          จากสถานการณ์ปัญหายาเสพติดและแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ได้สรุปเป็นรูปแบบและนำเสนอแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า จังหวัดนนทบุรีดำเนินงานได้ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้เนื่องจาก
          ๑. จังหวัดมีนโยบายและประกาศเจตนารมณ์ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดที่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้บริหารระดับจังหวัด จึงนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อ เอาชนะปัญหายาเสพติดอย่างเป็นเอกภาพตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน/ชุมชน และดำเนินงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง โดยมีระบบการติดตามผลการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
          ๒. หน่วยงานภาครัฐโดยมีตำรวจ ปกครอง และสาธารณสุข เป็นแกนหลักสำคัญ ดึงเอาความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนก่อให้เกิดความร่วมมือและประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดโดยเริ่มตั้งแต่การบูรณาการทางความคิด การพูดและการปฏิบัติงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ
          ๓. มุ่งเน้นการใช้ระบบให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจ ปกครอง และสาธารณสุข ซึ่งเป็นแกนหลักในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด
          ๔. จากความพยายามในการบูรณาการแนวความคิดการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติดของจังหวัดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทำให้ได้รับการยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในระดับท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงบประมาณ ซึ่งในปี ๒๕๔๖ จังหวัดนนทบุรีสามารถระดมทุนเพื่อต่อสู้กับปัญหายาเสพติดได้ถึง ๒๕ ล้านบาท
          ๕. เนื่องจากจังหวัดนนทบุรีมีปัญหาการแพร่ระบาดที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางและ หยั่งรากลึก ฉะนั้นเพื่อให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดประสบผลสำเร็จจำเป็นต้อง แก้ไขในระดับรากหญ้าเช่นเดียวกันซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินงาน ใน ๒ ปีที่ผ่านมาจังหวัดได้นำรูปแบบดังกล่าวข้างต้นไปใช้ในการดำเนินงาน และการที่จะทำให้สถานการณ์ปัญหา ยาเสพติดลดลงได้อย่างชัดเจนนั้นต้องใช้เวลาในการดำเนินงานอีกไม่น้อยกว่า ๓ ปี

จังหวัดกาฬสินธุ์

๑. สภาพปัญหาโดยสังเขปของพื้นที่

๑.๑ ข้อมูลพื้นที่
       จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ ๖,๙๔๖.๗๔๖ ตร.กม. หรือประมาณ ๔,๓๔๑,๗๑๖ ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
       ทิศเหนือติดต่อกับ จังหวัดสกลนคร และ จังหวัดอุดรธานี โดยมีลำน้ำปาวและห้วย ลำพันชาด เป็นแนวแบ่งเขต
       ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหาร โดยมีสันปันน้ำของเทือกเขาภูพานเป็นแนวแบ่งเขต
       ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม
       ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดมหาสารคาม โดยมีลำน้ำชี เป็นเส้นแบ่งเขต และบางส่วนติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น
       การปกครองแบ่งออกเป็น ๑๔ อำเภอ ๔ กิ่งอำเภอ ๑๓๔ ตำบล ๑,๕๐๙ หมู่บ้าน ๑ เทศบาลเมือง ๒๓ เทศบาลตำบล ๑๒๙ อบต. และ ๕ สภาตำบล

๑.๒ สถานการณ์ยาเสพติด
       จังหวัดกาฬสินธุ์ สถานการณ์ปัญหายาเสพติดก่อน พ.ศ. ๒๕๔๓ มีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและเป็นพื้นที่การค้ายาเสพติดสำคัญในพื้นที่ตอนในของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการค้าในจังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดร้อยเอ็ด
       ๑) สถานการณ์ยาบ้า
           ยังคงมีปัญหาการลักลอบค้าและการแพร่ระบาดของยาเสพติด ลักษณะของกลุ่มการค้าเป็นกลุ่มค้าที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นในระดับเล็กและเข้มแข็งน้อยกว่ากลุ่มการค้าทางภาคเหนือ การค้าส่งยาบ้าจะแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม
สำหรับกลุ่มผู้ผลิตยาบ้า ยังไม่ปรากฏข้อมูลเบาะแส

๒) สถานการณ์ฝิ่นและเฮโรอีน
       ไม่ปรากฏการลักลอบปลูกฝิ่น ค้าฝิ่นและเฮโรอีนในพื้นที่และการแพร่ระบาดของเฮโรอีนมีแนวโน้มลดลง

๓) สถานการณ์กัญชา
     พื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหว ได้แก่ อ.สมเด็จ อ.คำม่วง อ.เขาวง กิ่งอำเภอนาคู โดยการลักลอบ ปลูกบริเวณภูพาน รอยต่อจังหวัดสกลนคร ได้มีการตัดฟันทำลายได้ของกลางกัญชาสดเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่มีข่าวการปลูกอีก
ในปี ๒๕๔๓ จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ดำเนินการจัดทำโครงการ "จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติด" โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ คือ
     - สำรวจข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ค้า/ผู้เสพ และดำเนินการให้บัญชีรายชื่อดังกล่าวหมดไป
       โดยผู้ค้าจะต้องได้รับการกดดันจากภาครัฐและประชาชนให้ออกมารายงานตัวกับทางราชการแสดงพันธะสัญญาต่อประชาคมเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตลอดไป ส่วนผู้เสพให้ถือว่าเป็นผู้ป่วยและชักชวนเข้ามาบำบัดรักษา โดยใช้สถานีอนามัยทุกแห่งในพื้นที่เป็นสถานบำบัดรักษา แต่ถ้าผู้ค้า/ผู้เสพไม่ให้ความร่วมมือจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด
    - จัดตั้งหมู่บ้านอาสาปลอดยาเสพติด ตามกระบวนการ ๙ ขั้นตอนของกรมการปกครอง
      กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดประชาคมหมู่บ้านในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดแบบยั่งยืน
    - จัดตั้งสมัชชาต่อต้านยาเสพติด ทุกหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยรวบรวมสมาชิกให้ได้ ๓๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นไป เพื่อทำการเฝ้าระวังบุคคลและพื้นที่ ไม่ให้มีปัญหายาเสพติดเกิดขึ้นมาอีก
    - การประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติด ให้ประกาศเป็นรายอำเภอ จนครบทุกแห่งโดยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการทุกระดับ และมีการติดตามผลทุกระยะอย่างต่อเนื่อง

๒. กรอบความคิดและกลยุทธ์ในการดำเนินงาน
     การดำเนินงานของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้นำแนวทางการใช้พลังแผ่นดินของรัฐบาลแปลงไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ "คนเสพคือคนไข้ คนขายคือคนหลงผิด คนผลิตคือ อาชญากร " และได้ผนึกกำลังร่วมใจกันของทุกส่วนในสังคม ทั้งภายในและภายนอกจังหวัด โดยเฉพาะความสามารถในการผสมผสานมาตรการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของหน่วยงานต่างๆอย่างเหมาะสม
การใช้พลังประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน ได้มีการจัดตั้งกลุ่มสมัชชาต่อต้านยาเสพติด ด้วยวิธีการปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้รักและหวงแหนแผ่นดิน เห็นภัยภิบัติอันใหญ่หลวงและเห็นความเลวร้ายของพวกค้ายาบ้าที่ควรแก่การประณามและทำลายล้างให้สิ้นไป โดยให้ทุกองคาพยพในสังคมจะต้องผนึกกำลังร่วมกันให้เป็นพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดให้ได้อย่างรวดเร็วโดยจะต้องยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาทในการป้องกันและให้ความสำคัญแก่การป้องกัน โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชน เพื่อลดอุปสงค์ด้านยาเสพติดควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่นๆ

๓. กลไก กระบวนการดำเนินงานและงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงาน
     ปลุกจิตสำนึกให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. ตลอดจนองค์กรต่างๆ ของชาวบ้านตามหมู่บ้านให้ผนึกกำลังภายใต้ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดิน โดยใช้แกนนำหมู่บ้าน คือ "บวร"
หมายถึง บ้าน ได้แก่ สมาชิก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล อปพร. ลูกเสือชาวบ้าน และแกนนำสำคัญในหมู่บ้าน
หมายถึง วัด ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้ถือศีลทั้งหลาย เป็นต้น
หมายถึง โรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

      โดยให้ทั้ง ๓ องค์กรเป็นแกนนำในการรณรงค์จัดตั้งกลุ่มต่อต้านยาเสพติด โดยใช้ชื่อว่าสมัชชาต่อต้านยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เสริมบทบาทของ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความสำคัญในการดูแลกันเอง โดยภาครัฐอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนช่วยเหลือสร้างกฎเหล็กของหมู่บ้าน ขึ้นเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่เข้ามาในหมู่บ้าน ป้องกันคนที่ยังไม่ติดยาอย่าให้ติด ผู้ที่ติดยาแล้วส่งตัวไปบำบัดรักษา แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวหรือพฤติการณ์ของผู้ค้าให้รับทราบ รวมทั้งให้ชุมชนได้รับรู้รับทราบวิธีการบำบัดในเบื้องต้นสำหรับผู้ติดยาเสพติด

๔. ผลการดำเนินงาน
     เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๕ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติด แห่งแรกของประเทศไทย การดำเนินงานของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่สามารถประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติดได้โดยการนำแนวทางการใช้พลังแผ่นดินของรัฐบาลแปลงไปสู่การปฏิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่า "คนเสพคือคนไข้ คนขายคือคนหลงผิด คนผลิตคือ อาชญากร" โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดรายงานตัวขอแสดงเจตนาเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด มีผลการดำเนินงาน คือ

      ๑) แผนการข่าว ได้สำรวจข้อมูลและจัดทำบัญชีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตรวจสอบข้อมูลกับผู้นำหมู่บ้านเป็นทางลับ ทำให้ทราบข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และประเภทที่เกี่ยวข้องเป็นรายหมู่บ้าน
         (๑) การสำรวจข้อมูล ปี ๒๕๔๓ รอบที่ ๑
              กลุ่มผู้เสพ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจำนวน ๑๐,๑๙๐ คน ข้อมูลจริงจากการตรวจสอบพิสูจน์ทราบ จำนวน ๘,๘๐๗ คน ผลการดำเนินงานตามแนวทางที่กำหนดผู้เสพลดลง ๗,๑๓๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๗๕ คงเหลือที่ยังไม่ลดบทบาท ๑,๖๗๖ คน
              กลุ่มผู้ขาย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ จำนวน ๒,๘๕๔ คน ข้อมูลจริงจากการตรวจสอบพิสูจน์ทราบ จำนวน ๒,๒๒๔ คน ผลการดำเนินงานตามแนวทางที่กำหนดผู้ขายลดลง ๑,๓๗๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๑.๘๓ คงเหลือที่ยังไม่ลดบทบาท ๘๔๙ คน
              กลุ่มผู้ผลิต ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ จำนวน ๑๗ คน ข้อมูลจริงจากการตรวจสอบพิสูจน์ทราบ จำนวน ๑๓ คน(เป็นผู้ปลูกกัญชา) ผลการดำเนินงานตามแนวทางที่กำหนดผู้ผลิต(กัญชา) ลดลง ๑๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐
          (๒) การสำรวจข้อมูล ปี ๒๕๔๔ (ธันวาคม)รอบที่๒
               ได้ดำเนินการวิเคราะห์และจำแนกสถานะบุคคลที่มีปัญหายาเสพติด โดยวิธีการเช่นเดียวกับครั้งแรก ซึ่งจากการประมวลผลข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน ๗,๕๔๓ คน แยกเป็นผู้เสพ ๖,๓๐๒ คน ผู้ค้า ๑,๒๔๑ คน ผู้ผลิตไม่มี และก่อนที่จะเริ่มโครงการประกาศจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดปลอดยาเสพติดได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน ๗,๕๒๘ คน แยกเป็นผู้ค้า ๑,๓๖๕ คน ผู้เสพ ๖,๑๖๓ คน จากนั้นได้จัดส่งข้อมูลกับอำเภอ เพื่อดำเนินการทุกมาตรการให้บุคคลดังกล่าวเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

        ๒) แผนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการจิตวิทยา
           (๑) ประชุมชี้แจงนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎรในพื้นที่ทราบเพื่อเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมือดำเนินการให้จังหวัดกาฬสินธุ์ปลอด ยาเสพติด
           (๒) ประชาสัมพันธ์เชิงกว้าง โดยใช้สื่อสารมวลชน วิทยุ โทรทัศน์ และเสียงตามสายของอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ประกาศ กระตุ้นให้ประชาชนทุกคนร่วมมือกันต่อต้านปัญหา ยาเสพติด
           (๓) ประชาสัมพันธ์เชิงลึก โดยการจัดชุดปฏิบัติการเข้าไปปฏิบัติการทางจิตวิทยาในหมู่บ้านเพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานของภาครัฐ กระตุ้นให้ทุกหมู่บ้านจัดตั้งชุดปฏิบัติการระดับหมู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน แจ้งเบาะแส และชักชวนให้ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไปรายงานตัว ณ ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจ ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้เข้ามารายงานตัวจำนวนทั้งสิ้น ๙,๐๓๖ ราย แยกเป็นผู้ค้า ๑,๕๔๔ คน ผู้เสพ ๗,๔๙๒ คน โดยได้จัดพิธีดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์สาบานตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

          ๓) แผนการปราบปราม กดดัน ตรวจค้น จับกุมเป้าหมายที่ยังไม่เลิกพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าปฏิบัติการในหมู่บ้านที่สงสัยว่ายังมีการแพร่ระบาดยาเสพติด และ ปจว.             เข้าถึงตัวผู้มีพฤติการณ์ ให้เลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถ้าไม่ให้ความร่วมมือจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด โดยมีการนำ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาใช้ในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำผิด รายสำคัญด้วย

          ๔) แผนการบำบัดรักษา ได้จัดส่งบัญชีรายชื่อผู้เสพ จำนวน ๗,๔๙๒ คน ให้กับ สาธารณสุข จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อทำการคัดกรองผู้ป่วยนำเข้าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัยทุกแห่งและศูนย์สมัชชาบำบัดรักษายาเสพติด โดยได้มีการเตรียมความพร้อมของสถานที่และฝึกอบรมทีมบุคลากรเพื่อบำบัดรักษาทั้งในและนอกระบบแบบครบวงจรไว้เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันทำการบำบัดไปแล้ว จำนวน ๑,๐๓๙ คน

          ๕) แผนการจัดตั้งมวลชนเป็นพลังแผ่นดิน โดยการใช้พลังประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน และการอาศัยวัฒนธรรม โครงสร้างในรูปแบบคุ้มเข้าไปดูแลรักษาพื้นที่ในระดับครอบครัวและหมู่บ้านให้ปลอดยาเสพติด
            (๑) จัดตั้งคุ้มและกรรมการบริหารคุ้มทุกหมู่บ้าน มีการตั้งกฎหมู่บ้านต่อต้าน ยาเสพติด และเชิญชวนบุคคลที่มีอายุ ๑๓ ปี ขึ้นไป ของแต่ละหมู่บ้าน สมัครเป็นสมาชิกสมัชชาต่อต้าน ยาเสพติด
            (๒) จัดชุดวิทยากรกระบวนการอำเภอ ไปดำเนินการสร้างชุมชนเข้มแข็งในหมู่บ้านที่สงสัยว่ายังมีการแพร่ระบาดยาเสพติด เพื่อแยกสลายผู้ค้าผู้เสพ และผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากกัน โดยการให้อภัยทางสังคมและตามแนวทางสันติวิธี ให้ผู้ค้า ผู้เสพ ทำพันธะสัญญาต่อประชาคมหมู่บ้าน เลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และกระตุ้นให้ราษฎรรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน และกิจกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา โดยการขยายเครือข่ายไปให้ครบทุกหมู่บ้าน

          ๖) แผนการติดตามประเมินผล จะใช้หน่วยงานภาครัฐ ทุกหน่วย และภาคเอกชน ตลอดจนมวลชนที่จัดตั้งตามข้อ ๕ เฝ้าระวังรักษาพื้นที่โดยให้ราษฎรปฏิบัติตามกฎหมู่บ้านที่กำหนดกันขึ้นเองเพื่อต่อต้านยาเสพติด และในรอบเดือนจะให้ชุดปฏิบัติการอำเภอ/ตำบล ไปประชุมประชาคมหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน เพื่อตรวจสอบสถานภาพยาเสพติดภายในหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันจะให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตรวจค้นบุคคล/สถานที่ที่ต้องสงสัยเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ ๒ ครั้ง เพื่อคงสภาพปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

         ๗) แผนการประชาสัมพันธ์ ประสานงานให้สื่อทุกชนิด ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ ให้ข้อมูลการดำเนินงานของจังหวัดกาฬสินธุ์ ประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติดทำให้ประชาชนสนใจโครงการนี้เป็นอย่างมาก

         ๘) แผนการดำเนินงานหลังจากจังหวัดกาฬสินธุ์ประกาศเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติด
            (๑) นำผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญตามบัญชีรายชื่อ มาเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรมตามโครงการ "ทำความดีเพื่อแผ่นดิน" ซึ่งเป็นโครงการที่หน่วยงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำนักค้าที่มารายงานตัวเข้ามาฟื้นฟูจิตใจเพื่อสร้างอุดมการณ์ ปรับความคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ค้ายาเสพติดตลอดไป อีกทั้งยังเป็นแกนนำร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่รณรงค์ต่อสู้กับปัญหายาเสพติดซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ทำแล้ว ๑ รุ่น มีการเข้ารับการอบรม จำนวน ๘๐ คน และจะดำเนินการต่อไปจนครบจำนวนในปีงบประมาณนี้
           (๒) พลังมวลชนในหมู่บ้าน/ชุมชน ทุกแห่งๆละ ๗๐ คน รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๐๖,๐๐๐ คน จะผลัดกันอยู่เวรยามหมู่บ้านๆ ละ ๑๐ คนต่อคืนเพื่อเฝ้าระวังในหมู่บ้าน ๑,๕๐๐ แห่ง
           (๓) การบำบัดรักษาผู้เสพ จะจัดให้มีการเข้าค่ายฟื้นฟูสมรรถภาพทุกอำเภอ จำนวน ๑๘ อำเภอๆ ละ ๑-๒ ค่ายๆ ละ ๘๐ คน โดยจะนำผู้ติดยาทุกคนเข้าบำบัดรักษา
           (๔) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ชาวบ้านมีเศรษฐกิจและความเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามแนวทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
           (๕) จังหวัดจะจัดสรรงบประมาณและกองทุนสินบนรางวัล ให้กับพลเมืองดีเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ที่สามารถแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยถ้าจับกุมผู้ค้าได้จะจ่ายเงินรางวัลให้รายละ ๒,๐๐๐ บาท และผู้เสพรายละ ๑,๐๐๐ บาท

๕. จุดอ่อนจุดแข็งในการดำเนินงาน

๕.๑ จุดแข็ง
        ๑) ความร่วมมือร่วมใจจากทุกส่วนราชการในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น
        ๒) ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ลงมาทำงานด้วยตัวเอง เป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ประชาชนเกิดความมั่นใจ
        ๓) การทำงานเป็นทีม
๕.๒ จุดอ่อน
         การจัดตั้งกลุ่มสมัชชาต่อต้านยาเสพติดของจังหวัดกาฬสินธุ์สามารถดำเนินการได้เนื่องจาก เป็นนโยบายของจังหวัด ทุกอำเภอมีการจัดตั้งกลุ่มสมัชชาต่อต้านยาเสพติด แต่ยังคงมีลักษณะต่างพื้นที่ต่างทำ

๖. ปัญหาอุปสรรค ข้อจำกัดที่สำคัญ
    ๑) ขาดงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรม
    ๒) ขาดการประชุมแลกเปลี่ยนและการพัฒนาในด้านการให้การอบรมความรู้เครือข่ายที่ ชัดเจน

๗. ข้อพิจารณา ข้อเสนอในการนำไปประยุกต์ใช้และขยายผล
     แนวคิดการจัดตั้งสมัชชามีจังหวัดอื่นดำเนินการอยู่แล้ว เช่นจังหวัดมหาสารคาม (ใช้ชื่อราษฎรอาสา) การนำโครงการไปประยุกต์ในพื้นที่อื่นควรให้แกนสมัชชาในแต่ละพื้นที่มาให้แนวคิดที่ชัดเจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น